
คุณค่าหลังความตาย
กว่าผู้บังคับบัญชาในสำนักงานตำรวจแห่งชาติและรัฐบาล จะเล็งเห็นคุณค่าและความดีของ พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ผกก.สภ.บันนังสตา จ.ยะลา ก็ต้องแลกมาด้วยชีวิตและความตาย
มีคนพูดกันมากว่า ใครกันแน่คือคนที่พรากดวงวิญญาณไปจากผู้กำกับเพียรและครอบครัว
มีคนตั้งคำถามกันมากว่า ถ้าวันนั้นผู้บังคับบัญชาเล็งเห็นคุณค่าผู้กำกับเพียร จะมีวันนี้หรือไม่
คำตอบที่ได้โหดร้ายกว่านั้น คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเลวร้ายไม่ต่างอะไรกับโจรใต้ที่กดระเบิด !?!
วงการตำรวจมักเป็นเช่นนี้เสมอ
คนทำดีมากมายไม่ได้ดี คนได้ดีมากหลายไม่เคยทำงาน
เกือบ 40 ปีในอายุราชการตำรวจ ตั้งแต่เป็นจ่าเพียรจนครองยศ พ.ต.อ. เป็นผู้กำกับเพียร ไม่มีส่วนไหนของชายชาตินักรบที่ไม่ใช่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์
ทุกอณูในร่างกาย ทุกส่วนของจิตใจ และความนึกคิด คำนึงถึงแต่ชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์
ไม่เคยนึกถึงตัวเอง แม้แต่ครอบครัวก็ยังเป็นสองรองจากชาติ
คำอธิบายของนายตำรวจระดับสูงที่ดาหน้าออกมาพูดถึงการเยียวยาข้อผิดพลาด ฟังไม่ต่างอะไรกับข้อแก้ตัว
ความช่วยเหลือมักมาช้าเสมอ
ในวันที่ความสูญเสียเกิดขึ้นแล้ว ใครคนนั้นไม่ต้องการยศถาบรรดาศักดิ์และการเลื่อนขั้น
ไม่มีใครต้องการเงินบำเหน็จบำนาญที่ไม่ได้ใช้
ไม่ต้องการแม้แต่การเชิดชูเกียรติในวันที่พวกเขาไม่ได้รับรู้และร่วมชื่นชม
คนที่ทุ่มเท เสียสละ หยาดเหงื่อและน้ำตา สมควรจะได้รับสิ่งตอบแทนที่มีค่าควรคู่กัน
จ่าเพียรจะเป็นบันทึกหน้าสำคัญในประวัติศาสตร์ตำรวจไทย
ทั้งเรื่องชีวิตการงานและจิตวิญญาณตำรวจ
ส่วนผู้กำกับเพียรจะเป็นอีกบันทึกของความไม่เป็นธรรมในวงการสีกากี
บาดแผลและอาการบาดเจ็บจากการถูกลอบยิงและระเบิด ไม่เจ็บปวดเท่ากับได้รับรู้ว่า "นายไม่ให้คุณค่า"
กว่าจะมองเห็นและใส่ใจก็เป็นวันที่สายเกินไปยากกลับคืน
"คงอยากจะทำเรื่องขอพระราชทานยศ พล.ต.อ.ให้ผมตอนตายแล้วมากกว่า"
ใช่แล้ว ! ความผิดพลาดนี้ แม้แต่นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการ ผบ.ตร.ก็มากเกินกว่าจะรับผิดชอบ
มัธยัสถ์ อินมา
[email protected]



