ข่าว

น้ำโขงลดชาวประมงปลูกผักสร้างรายได้แทนจับปลา

น้ำโขงลดชาวประมงปลูกผักสร้างรายได้แทนจับปลา

17 มี.ค. 2553

น้ำโขงลดระดับจนเกิดเกาะทรายกลางแม่น้ำ ชาวประมงหันมาปลูกผักริมโขงสร้างรายได้แทนจับปลา หลังไม่สามารถออกเรือหาปลาได้ ธุรกิจเดินเรือทรุดแรงงานตกงาน กระทบเศรษฐกินสองฝั่งไทย-ลาว เรือจอดอื้อ

เมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2553 ผู้สื่อข่าวรายงานได้ลงสำรวจจุดจอดเรือ บ้านสบรวก หมู่1 ต.เวียง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ซึ่งเป็นจุดที่ชาวประมง หาปลา ในแม่น้ำโขง ขณะนี้ปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงด้าน อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ชาวประมงในพื้นที่อำเภอเชียงแสน และใกล้เคียงไม่สามารถที่จะนำเรือออกหาปลาได้ จนกลางแม่น้ำเกิดหาดทรายขนาดใหญ่หลายจุด โดยเฉพาะบริเวณบ้านสบรวก และ บ้านห้วยเกี๋ยง ต.เชียงแสน จนทำให้เรือใหญ่และเรือประมงขนาดกลางไม่สามารถที่จะออกเดินเรือในแม่น้ำโขงได้ และขณะนี้ได้ส่งผลให้ชาวประมงและชาวบ้าน ที่หาปลาในแม่น้ำโขงกว่า100 รายไม่สามารถที่จะออกหาปลาได้ตามปกติ

 นายธเนศ ตุ่นภักดี อายุ 30 ปี ชาวประมง กล่าวว่า ไม่สามารถหาปลาได้เลย เนื่องจากมีเกาะทรายขนาดใหญ่ จนเครื่องมือในการหาปลา ไม่สามารถใช้หาปลาได้ พร้อมกับปลาที่เคยชุกชุมได้หายไปตามกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว ไปอยู่ในช่วงน้ำลึกของประเทศจีนจนหมดสิ้น ทำให้ชาวประมงต้องพบกับภาวะการขาดทุนในการหาปลาในแต่ละครั้ง ซึ่งเชื่อว่าน้ำและปลาที่หายไป คงจะมาจากการปิดเขื่อนของประเทศจีนที่กั้นแม่น้ำโขง และสภาพภูมิอากาศร้อนและแล้งหนัก จึงทำให้น้ำลดระดับลง

 ชาวประมงจึงต้องมาจอดนิ่งอยู่ท่าเรือ ขณะเดียวกันยังพบว่า ชาวประมง ที่อยู่ทางด้านประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตรประชาชน ลาว ได้นำเรือเล็ก เข้ามาหาปลาใกล้กับฝั่งประเทศไทยกันเป็นจำนวนมาก ทำให้ปลาที่เคยจับได้วันละหลายร้อยกิโลกรัม ได้ลดน้อยลง หรือบางวันก็ไม่สามารถที่จะจับได้ ส่วนมากจะจับปลาได้บ้างก็เป็นแค่ปลาเล็กๆ แต่ไม่คุ้มกับค่าใช้จ่าย จึงทำให้ชาวประมงต้องหันมาทำเกษตรที่ริมแม่น้ำโขงแทน

 นายบรรจง จับใจนาย อายุ 40 ปี ชาวประมงบ้านห้วยเกี๋ยง ที่ต้องหันมาทำเกษตรแทน กล่าวว่า ต้องเลิกทำการจับปลาในช่วงน้ำแห้งและหันมาปลูกผักพืชสวนครัวแทนเพื่อหารายได้ทดแทนการจับปลา บนพื้นดินทราย ที่เกิดขึ้นเป็นแนวทรายขนาดใหญ่ยื่นออกไปกลางแม่น้ำโขงด้านฝั่งประเทศไทย โดยส่วนใหญ่ก็จะทำการปลูกผักกระหล่ำ ผักกาด ผักคะน้า พริก หรือพืชสวนทางการเกษตรที่ขึ้นง่ายและทนต่อสภาพอากาศที่แห้งแล้งในช่วงฤดูร้อน แต่เนื่องจากการทำประมงก็ต้องเป็นอาชีพหลักและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรมาก เพราะการจับปลาก็ได้จากแม่น้ำโขง แต่การทำสวนผักต้องมีตลาดและค่าใช้จ่ายต่างๆที่ต้องซื้อต้นทุนสูง แต่ก็ต้องทำเพื่อครอบครัว รอจนกว่าให้ปลาที่อาศัยอยู่น้ำในแม่น้ำโขงมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น ในช่วงฤดูน้ำมาก จึงจะหันกับไปทำอาชีพการประมง

ธุรกิจเดินเรือทรุดจอดอื้อกระทบเศรษฐกินสองฝั่งไทย-ลาว

 นายเศรษฐปัญญา  มาลา  เจ้าหน้าที่ศุลกากรเชียงคาน ประจำท่าเทียบเรือคกไผ่  ต.ปากชม  อ.ปากชม จ.เลย กล่าวว่า ปัจจุบันนี้ในช่วงหน้าร้อน ระดับน้ำในแม่น้ำโขง จะแห้งมากกว่าทุกปี โดยมีโขดหิน สันทราย  กองดิน โผล่ขึ้น ไม่สะดวกต่อการเทียบเรือโดยเฉพาะท่าเรือฝั่งลาวเป็นทรายมากแพขนานยนต์ที่ใช้รถยนต์ลงมาเชื่อมกับเรือขนาดเล็กก็ลำบาก หรือสะพานเรือน้ำลดลงเรื่อย ๆ แห้งสุดในรอบ 50 ปี พ่อค้าผู้ประกอบการก็ไม่อยากเสี่ยง เรือขนาดกลางและขนาดใหญ่มาไม่ได้ ช่วงปลายเดือน ก.พ.2553  ยังพอทยอยกันมาได้บ้างแต่ ณ วันนี้หยุดเดินเรือแล้ว เรือเกยตื้นจำนวนมากต้องจอดรอให้มีน้ำเพียงพอก่อน

 นายสนั่น   รัตนสุนทร ชาว ต.เชียงคาน อ.เชียงคาน จ.เลย เปิดเผยว่า เป็นเจ้าของเรือรับส่งสินค้าข้ามแม่น้ำโขงจาก อ.เชียงคาน จ.เลย- เมืองสานะคาม แขวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว ปีนี้นับว่าน้ำโขงวิกฤติหนักแห้งมากที่สุดในรอบ 50 ปี มีหาดทราย เกาะแก่ง โผล่ขึ้นกลางแม่น้ำโขง เรือสินค้าใหญ่หยุดเดินทางมาตั้งแต่เดือน ก.พ.2553  คงเหลือเพียงเรือเล็กที่ยังพอไปรับสินค้ารับผู้โดยสารที่ต้องใช้รถยนต์วิ่งลงมาที่ชายหาดส่งต่อยังเรือ แต่หลายจุดก็ลำบากเนื่องจากเป็นทราย รถยนต์ติดทรายต้องใช้แรงงานช่วยกันยกและเข็นขึ้นจากทราย กระทบอย่างหนักโดยเฉพาะเรือสินค้าที่ต้องมาจากสปป.ลาว เกยตื้นนับสิบวันได้แต่เฝ้าเรือมองหน้ากัน  รอว่าเมื่อไรจีนจะปล่อยน้ำลงมา หรือเมื่อไรฝนจะตกหนัก ๆ ลงมาบ้าง เพื่อเอาเรือออกจากหินโสโครกและกองทรายกองดิน

 ด้านเศรษฐกิจชายแดนบริเวณนี้ทรุดลงกว่าร้อยละ 50 แรงงานที่มีไว้ขนสินค้าขึ้นลง เรือกว่า 300  คน ต้องตกงานรายได้เฉลี่ย 200-300  บาท/คน/วัน หายไป เพราะไม่มีสินค้ามาให้ทำ ต้องไปหางานอื่นหรือเดินทางไปขายแรงงานต่างถิ่น ทำให้ความคึกคักสองฝั่งโขงเงียบเหงาถนัดตา

พายุฤดูร้อนพัดถล่มบ้านเรือนเสียหายกว่า50หลัง

 เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา ได้เกิดมีลมพายุฤดูร้อนขึ้นในหลายพื้นที่ของจังหวัดเพชรบูรณ์ ทำให้มีทั้งฝนตกและลมกรรโชกแรง รวมไปถึงพายุลูกเห็บ สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนราษฎร โดยเฉพาะบริเวณ หมู่ที่ 4 บ้านบึงตะแบก ต.หนองแจง อ.บึงสามพัน จ.เพชรบูรณ์ มีบ้านเรือนราษฎรที่ได้รับความเสียหายซึ่งเกิดจากแรงลมพายุ และพายุลูกเห็บพัดถล่ม ราว 50 หลังคาเรือน ขณะเดียวกันลมพายุก็ได้ทำให้ต้นไม้หักโค่นล้มทับบ้านเรือนได้รับความเสียหาย รวมไปถึงถนนสายสำคัญในหมู่บ้านก็ถูกต้นไม้ล้มทับเส้นทางเช่นกัน โชคดีที่ไม่มีผู้คนได้รับบาดเจ็บ

 ส่วนที่อาคารโรงเรียนบ้านบึงตะแบก หลังคาอาคารถูกแรงลมพายุพัดจนกระเบื้องมุงหลังคาได้รับความเสียหาย ป้ายโฆษณาต่างๆ ที่ติดตั้งอยู่บริเวณ 4 แยกราหุล อ.บึงสามพัน จำนวนหลายป้าย ถูกแรงลมพัดพังเสียหาย ขณะที่พื้นที่ทางการเกษตร (บริเวณหมู่ที่ 4 ต.หนองแจง) เช่น นาข้าวที่กำลังตั้งท้อง และสวนชมพูที่กำลังติดดอกก็ได้รับผลกระทบจากแรงลมและพายุลูกเห็บตกใส่ สร้างความเสียหายเป็นบริเวณกว้างราว 200 ไร่ เบื้องต้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำลังเร่งออกสำรวจความเสียหาย เพื่อเตรียมให้ความช่วยเหลือ
 
หมอกวคันหนาทึบปกคลุมแม่สาย

 เมื่อวันที่ 17 มี.ค.2553 ผู้สื่อข่าวรายงานข่าวจาก อ.แม่สาย จ.เชียงราย สถานการณ์หมอกควันในพื้นที่ อ.แม่สาย สภาพอากาศยังคงมีหมอกควันปกคลุมไปทั่ว จากการวัดค่าวันนี้ของกรมควบคุมมลพิษวัดได้ที่ 328 ไมโครกรัม ต่อ ลบ.ม.โดยทัศนวิสัยในการมองเห็นไม่เกิน 1 กิโลเมตร ทำให้นักท่องเที่ยวทั่วไปต่างหายใจขัดและแสบตาและคออย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตามพบว่าบรรดาพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนทั่วไปตามชายแดนยังคงเป็นปกติ โดยมีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่สวมใส่หน้ากากอนามัยแม้ว่าจะมีสภาพบรรยากาศดังกล่าวก็ตามเนื่องจากส่วนใหญ่รู้สึกเบื่อหน่ายและคุ้นเคยกับสภาพบรรยากาศดังกล่าวรวมทั้งมีอากาศร้อนจึงไม่สวมใส่หน้ากากอนามัย  ขณะที่เทศบาล ต.แม่สาย ได้นำรถบรรทุกน้ำออกมาฉีดน้ำตามท้องถนนเป็นบางช่วงเพื่อช่วยให้เกิดความชุ่มชื้นและลดปัญหาฝุ่นละอองได้ในระดับหนึ่ง

 นางนวล บุญศรี เจ้าของร้าน "ศักดิ์สายลมจอย" ซึ่งจำหน่ายผ้าห่ม ภายในตลาดสายลมจอยหน้าด่านพรมแดนไทย-พม่า กล่าวว่า ปัญหาฝุ่นควันส่งผลกระทบต่อผู้ค้ารายย่อยเพราะต้องออกมาค้าขายทุกวัน ต้องสูดดมเข้าไปจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพแต่ก็ไม่มีทางหลีกเลี่ยง

 นายบุญธรรม ทิพย์ประสงค์ ประธานหอการค้า อ.แม่สาย กล่าวว่าแม้จะมีปัญหาหมอกควันแต่เมื่อมองในภาพรวมแล้วนักท่องเที่ยวยังคงเดินทางไปเยือนชายแดนแม่สายอย่างต่อเนื่อง

พายุถล่มโคกตูมบ้านเรือนชาวบ้านเสียหายกว่า100หลัง

 โดยเมื่อเวลา 08.00 น.ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุพายุฤดูร้อน พัดถล่มอย่างรุนแรงในพื้นที่ 7 หมู่บ้าน ของ ต.โคกตูม อ.เมือง จ.ลพบุรี ส่งผลให้มีบ้านเรือนราษฎรได้รับความเสียหาย ถูกกระแสลมพัด หลังคาเปิด รวมกว่า 100 หลังคาเรือน หลังคาบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นสังกะสีถูกแรงลมพัดไปไกลกว่า 100 เมตร

 โดยเฉพาะหมู่ที่ 8 และหมู่ที่ 14 มีต้นไม้ขนาดใหญ่หักโค่นล้มทับบ้านเรือนราษฎร และโรงเรือนสำหรับเลี้ยงสุกร และวัวนมของเกษตรกร ได้รับความเสียหายจำนวนหลายหลัง และ กีดขว้างการจราจรจำนวนมาก กระแสไฟฟ้าดับ ทั้งหมู่บ้าน ขณะที่พืชผลทางการเกษตร สวนผลไม้ โดยเฉพาะมะม่วงของชาวบ้าน ที่รอเก็บผลผลิตสู่ตลาดอีกไม่กี่สัปดาห์ ถูกกระแสลมพัดหักโคนล้ม ทั้งต้น กว่า 50 ต้น ผลมะม่วงล่วงหล่นเกลื่อนสวน

 เบื้องต้น นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ได้สั่งการด่วนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย และให้การช่วยเหลือ แก่ประชาชนที่ได้รับความเสียหายเป็นการด่วนแล้ว พร้อมแจ้งเตือนประชาชนทุกหมู่บ้านให้ตรวจสอบมั่นคงแข็งแรง ของบ้านเรือนที่พักอาศัย เนื่องจากสถานีตรวจอากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา จังหวัดลพบุรี คาดการณ์ว่าเกิดพายุฤดูร้อน และมีลมกรรโชคแรง ในหลายพื้นที่ ในช่วงระยะ 1-2 วันนี้ อีกด้วย