
นักวิชาการระดมสมองระบุการเมืองไทยวิกฤติแนะจับเข่าคุย
นักวิชาการระดมสมองถกชอบธรรม ระบุการเมืองไทยวิกฤติเหตุแบ่ง 2 ฝ่าย แดงชุมนุมปรับโครงสร้างใหญ่ "เชื่อยุบ-รัฐประหาร" แก้ปัญหาไม่ได้ แนะจับเข่าคุยอาจคลี่คลายแต่ใช้เวลานาน
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 17 มี.ค.ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีการเสวนาเรื่อง “เส้นทางการเมืองไทยกับวิกฤตความชอบธรรม” วิทยากรประกอบด้วย ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.สิริพรรณ นกสวน อาจารย์คณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และอธิการบดีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน รศ. ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างรัฐบาลและกลุ่มคนเสื้อแดงโดยใช้สันติวิธีแบบสานเสวนาเป็นความคิดที่ตื้นเขินและไม่มีมิติ ทำให้มองไม่เห็นความรุนแรงในมิติอื่นๆยิ่งหากนำ คดีการยึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณมาเป็นตัวตั้งว่ามีความเกี่ยวพันกับการเคลื่อนไหวครั้งนี้ ก็จะทำให้มองข้ามความความขัดแย้งในเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรมที่สะสมร้าวลึกมานาน
“การชุมนุมของคนเสื้อแดงถ้าอธิบายว่าเป็นการจ้าง การชุมนุมก็จะยุติเร็ว แต่ที่ผ่านมาพบว่าการชุมนุมค่อนข้างจะยืดเยื้อและยาวนาน จึงเป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนให้เห็นว่า สังคมไทยถึงเวลาที่จะต้องมีการปรับโครงสร้างทางการเมืองและอำนาจแล้ว โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาที่จะไม่นำไปสู่ว่ารุนแรงถึงขั้นเลือดนองแผ่นดิน นายอภิสิทธิ์ จะต้องเลิกเป็น Prime Minister ที่มีเงื่อนไขว่า ถ้ายุบสภาแล้วยินดีจะเจรจา ถ้าไม่มีการกดดันข่มขู่ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม หากจะกล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณใช้นโยบายประชานิยม ทำให้ประชาชนจงรักภักดีและยังอยู่กับพรรคไทยรักไทยหรือเพื่อไทยปัจจุบัน ก็ต้องถามกลับว่านายอภิสิทธิ์ก็ใช้ประชานิยมเช่นเดียวกัน แต่เหตุใดจึงเข้าไม่ถึง” รศ.สมชาย กล่าว
ร.ศ.สมชาย กล่าวต่อว่า ไม่อยากให้มองว่าการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงเกิดขึ้นเพราะพ.ต.ท.ทักษิณ ใช้ชาวบ้าน และเป็นไปได้หรือไม่ว่า ชาวบ้านก็ใช้พ.ต.ท.ทักษิณเพื่อต้องการอธิบายปรากฏการณ์บางอย่างหรือไม่ และแม้การชุมนุมครั้งนี้คนเสื้อแดงอาจจะถอยกลับไปตั้งหลักเพราะไม่ชนะ แต่การถอยกลับก็จะทำให้ความขัดแย้งร้าวลึกมากยิ่งขึ้นหากรัฐบาลไม่ยุบสภา เนื่องจากหากรัฐบาลประกาศยุบสภาก็จะทำให้เกิดการพูดคุย มีการเจาจาต่อรองแบบสันติ และทำให้กลไกทางการเมืองเดินหน้าได้ และยังสามารถใช้กลไกของรัฐสภากลับไปผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตราที่มีปัญหาเฉพาะหน้าให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน เพื่อให้เกิดกติกาการเลือกตั้งที่ทุกฝ่ายยอมรับ
นอกจากนี้ในส่วนของพรรคการเมืองเองก็ต้องมีการเจรจาเพื่อให้เกิดการยอมรับวิถีทางพื้นฐานของการเลือกตั้ง และให้ทุกพรรคสามารถเข้าไปหาเสียงได้ในทุกพื้นที่ โดยภายหลังการเลือกตั้งนักการเมืองและพรรคการเมืองต้องยอมรับการจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่มีการแทรกแซงจากอำนาจนอกระบบด้วย
รศ.ดร. พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า นับตั้งแต่เหตุการณ์สงกรานต์เลือด ถึงปัจจุบัน มีเสียงของคนเสื้อแดงในสื่อมากขึ้น ซึ่งมาควบคู่ไปกับสโลแกนเรื่องสันติวิธี กูรูด้านสันติวิธีแต่ละท่านมีเจตนาดี การมองว่า ถ้ามีการปะทะ ความชอบธรรมจะหมดไปทันที แต่ไม่มองอย่างเท่าเทียมกัน ถ้าเสื้อเหลืองปะทะตำรวจ จะไม่ถูกด่าเท่าเสื้อแดง ทั้งนี้ทางออกที่มีการเสนอให้ยุบสภานั้น ตนมองว่า ถึงจุดนี้แล้ว ให้เสื้อแดงกลับไปโดยไม่ได้อะไรนั้น เป็นไปได้ยาก ต้องมีจุดที่รอมชอมกัน ซึ่งถ้าใช้กลไกสภาจะดีขึ้น แม้สังคมจะเดินหน้าไปได้ช่วงสั้นๆ หากมีการเลือกตั้ง ถ้ามีกลุ่มคนไม่ยอมรับรัฐบาลย่อมเกิดวิกฤตตามมาอีก แต่การแก้ชนวนเฉพาะหน้าเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าไม่ยุบสภาตอนนี้ ไม่ทราบจะแก้ไขความตึงเครียดอย่างไร ในด้านความชอบธรรมทางการเมือง ถ้าถามคนชั้นกลางเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง การเคลื่อนไหวไม่ชอบธรรม เพราะมองว่า ทำเพื่อทักษิณคนเดียว อย่างไรก็ดีคนชั้นกลางสื่อมวลชนกระแสหลัก มักปิดตาไว้ข้างเดียวทำให้มองข้ามข้อเรียกร้องของคนเสื้อแดงการไม่ฟังเสียงอีกด้านทำให้สังคมไทยเดินไปสู่จุดวิกฤติอย่างปัจจุบัน
“ปัญหาคือการยุบสภาไม่ใช่เรื่องของพรรคประชาธิปัตย์ตามลำพัง หากอำนาจเบื้องหลัง ที่หนุนหลังนายอภิสิทธิ์ จะยอมหรือไม่ให้ยุบสภา ยิ่งถ้าเลือกตั้งใหม่ มีการแก้กฎหมาย ล้างอำนาจกองทัพ อำมาตย์ นี่คือสิ่งที่เขากลัว บทบาทของ ส.ส.น่าจะเข้ามาช่วย อย่าง ส.ส.เพื่อไทย 183 คน ถ้ายื่นใบลาออกสภาก็อยู่ไม่ได้ พรรคร่วมก็ทำตัวเป็นทาก รอดูว่า พรรคใหญ่พรรคไหนจะไปต่อได้ แล้วค่อยดีดตัวไปเกาะ ที่กลัวกันว่า ถ้ายุบสภาเลือกตั้งใหม่ จะมีการคืนเงิน คืนอำนาจให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น เราอย่ามองข้ามอำนาจประชาสังคมที่ทัดทานอำนาจในสภา ประชาสังคมไทยเข้มแข็ง ดังนั้นการคืนเงินให้พ.ต.ท.ทักษิณย่อมเป็นเรื่องยาก” รศ.ดร.พวงทอง กล่าว
รศ.ดร.พวงทอง กล่าวอีกว่า สังคมไทยสภาพขณะนี้เหมือนผูกไว้กับชนวนระเบิดตลอดเวลา การแก้ไขความรุนแรงจึงต้องทำด้วยการปลดชนวนแต่ละจุดและแต่ละเปาะที่มีอยู่ ซึ่งอยากเรียกร้องว่า ส.ส.ทั้งหลายต้องไม่ปล่อยให้มีการเล่นการเมืองนอกสภา หรืออำนาจนอกระบบมาทำลายบทบาทหน้าที่ของตนเอง ขณะเดียวกันประชาสังคมก็ต้องไม่เรียกร้องให้อำนาจนอกระบบมาช่วยแก้ไขปัญหาให้เช่นกัน โดยทุกคนต้องมีความเชื่อมั่นในตัวเอง
รศ. สิริพรรณ นกสวน อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ความชอบธรรมนั้น เกิดขึ้นเมื่อสถาบันทางการเมืองถูกมองว่า เหมาะสมที่สุด ผู้ถูกปกครองยอมรับบุคคลที่ปกครอง มีจำนวนคนมากพอที่ทำให้ระบบเสถียร ซึ่งความชอบธรรมเริ่มสั่นคลอนตั้งแต่มีการตั้งรัฐบาล ที่กลุ่มของนายเนวิน ชิดชอบ ย้ายไปตั้งพรรคภูมิใจไทย ทั้งที่คนเลือกมาในนามพรรคพลังประชาชน นักรัฐศาสตร์เริ่มเห็นว่า ควรจะยุบสภาตั้งแต่ช่วงนั้น ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงนั้น ตนมองว่า มีความชอบธรรมพอสมควร สิ่งที่ย้อนกลับมาคือ เรื่องสันติวิธี ที่ไม่เคยให้ทางออกที่ดีในการแก้ปัญหา นอกจากบอกว่า คิดต่างได้ แต่อย่าใช้ความรุนแรง ไม่บอกว่า คิดต่างกันแล้วฟังกันหรือไม่ ส่วนทางออกของปัญหานั้น เป้าหมายคือ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองระดับฐานราก แต่ตนยังไม่เห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์กับการยุบสภา คิดว่า ถึงพรรคเพื่อไทยได้เสียงข้างมาก ก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล เพราะยังมีอะไรที่พูดไม่ได้อยู่ข้างหลัง และเป็นสิ่งที่ส่งอิทธิพลต่อการเมืองไทยโดยตลอด หรือการแก้ปัญหาโดยมีกระบวนการรับฟังกัน แต่ต้องมีสิ่งผูกมัดด้วยว่า จะต้องนำสิ่งที่พูดคุยสู่การปฏิบัติได้ด้วยการพูดคุยสองฝ่ายอย่ามีจุดยืนเดียว คือเสื้อแดงให้ยุบสภา รัฐบาลไม่ยุบสภา ต้องพูดกันอย่างหลากหลาย
ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า พวกที่ชอบอ้างสันติวิธี หรือที่บางคนเรียกว่า แอ๊บขาว ตนเรียกว่า พวกสีตกหรือขาวเนียน ตอนนี้มีเยอะมาก สิ่งที่เห็นคือ เหลือง น้ำเงิน พยายามเป็นขาว แล้วมาสอนสันติวิธี อีกฝ่ายทำอะไรก็ผิด ไปไกลกว่าเรื่อง 2 มาตรฐานแล้ว พวกขาวเนียนชอบอ้างสานเสวนา แต่ไม่บอกว่า สานเสวนามีจุดมุ่งหมายอะไร มันต้องมีข้อมูลที่เป็นจริง มีศีลธรรมที่ตรงกัน มีความจริงใจที่จะพูด แต่เงื่อนไขเหล่านี้ยังไม่มี จะสานเสวนาได้อย่างไร ตอนนี้พวกขาวเนียนพยายามผลักดันสังคมให้อยู่ในตรรกะว่า ใครรุนแรงก่อนแพ้ ความจริง คุณไม่มีหน้าที่จับผิดว่า ใครรุนแรงก่อน แต่สันติวิธีต้องเตือนว่า ใครรุนแรงมา ต้องอดกลั้นให้ได้ ทั้งนี้ จะใช้เครื่องมืออะไรให้เข้าใจการเมืองไทยปัจจุบัน เมื่อตุลาการยังยอมรับว่า ปฏิวัติทำได้ แล้วจะพูดเรื่องประชาธิปไตยทำไม
รศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า วิกฤติทางสังคมทำให้เกิดประชาชน 2 ฝ่ายปะทะกัน โดยไม่มีข้อความเห็นอะไรที่พ้องกัน ดังนั้นการเผชิญหน้าย่อมไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งต้องใช้เวลายาวนานมากในการเข้าไปคลี่คลาย การปะทะกันส่วนใหญ่เกิดจากการที่ความเห็นไม่ตรงกัน ขณะเดียวกันมีหลายเรื่องที่ไม่สามารถพูดได้ เนื่องจากมีข้อจำกัดทางสังคม ทั้งนี้การต่อสู้ของคนเสื้อแดงที่เห็นอยู่ขณะนี้หลายฝ่ายมองว่า เพราะต้องการเห็นว่าสังคมต้องการมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใหญ่ แต่คงเป็นไปได้ยาก เพราะการขีดเส้นเอาไว้ 7 วันกับการสะสมโครงสร้างใหญ่ที่มีมาอย่างยาวนาน ดังนั้นมองได้ว่า นับวันยาวนานต่อไปกลุ่มคนเสื้อแดงการสะสมประเด็นขัดแย้งนับวันจะมากขึ้นเป็นลำดับ
“ดิฉันมองว่า การชุมนุมถ้าไม่เกิดความรุนแรงใหญ่ๆทางกายภาค ถือเป็นความสำเร็จของสังคม นอกจากนี้ข้อเสนอแบบเดิมๆที่ให้มีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ หรือการรัฐประหาร คงไม่ช่วยทำให้มีอะไรดีขึ้น แต่ควรจะมีการคิดในลักษณะนอกกรอบที่หลุดจากแบบเดิม เราไม่จำเป็นต้องไปลอกแบบของต่างประเทศที่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใหญ่ต้องมีการสูญเสียแบบของฝรั่งเศส ซึ่งสังคมไทยมีความประนีประนอมสูง ในเรื่องนี้ต้องมีการจูงมือมาพูดคุยกัน แม้จะต้องใช้เวลาเนิ่นนาน แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องมาฆ่ากันเอง” รศ.ดร.ชลิดาภรณ์ กล่าว



