ข่าว

ดอกหญ้าบานไสวในใจน้องๆ เอชไอวี

ดอกหญ้าบานไสวในใจน้องๆ เอชไอวี

19 มี.ค. 2553

“กลุ่มดอกหญ้า” คือกลุ่มของผู้ติดเชื้อเอชไอวี ในจังหวัดตรัง ที่รวมตัวกันมาตั้งแต่ปี 2547 เพื่อช่วยเหลือเพื่อนผู้ติดเชื้อด้วยกันให้ได้รับการดูแลรักษาอย่างครอบคลุมและต่อเนื่อง

  ล่าสุดร่วมกับโรงพยาบาลตรังและภาคีเครือข่ายจัดทำ โครงการดอกหญ้าบานไสวในใจน้อง โดยมี สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้การสนับสนุน เพื่อขยายผลการดูแลผู้ติดเชื้อออกไปให้ครอบคลุมถึงเด็กและเยาวชน เพื่อให้เด็กที่ติดเชื้อหรืออยู่ในกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ได้รับยาต้านเชื้อไวรัสอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอภายใต้ความเชื่อที่ว่า “เด็กที่ติดเชื้อเหล่านี้สามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีและมีคุณภาพได้ และสามารถอยู่ร่วมในสังคมได้อย่างปกติสุข”

 ประพันธ์ ซุ้นสั้น  หัวหน้าโครงการดอกหญ้าบานไสวในใจน้อง เปิดเผยว่าปัจจุบันมีจำนวนเด็กติดเชื้อและเด็กที่อยู่ในกลุ่มเฝ้าระวังมารับการรักษาจากทางโรงพยาบาลตรังจำนวน 67 ราย อยู่ในวัย 6-14 ปี ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าเด็กหลายคนเสียชีวิต โดยมีสาเหตุมาจากผู้ดูแลยังขาดความเข้าใจที่ถูกต้องในการดูแลและให้ยากับเด็กเพราะหลายรายเป็นผู้สูงอายุ บ้างก็มีฐานะยากจนไม่สามารถพาเด็กมาโรงพยาบาลได้ ทำให้เด็กไม่ได้รับยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่อง

 “โครงการนี้ต้องการให้เด็กที่ติดเชื้อเข้าถึงการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง และอยากให้เด็กๆ มีชีวิตที่ดีขึ้น ให้เขาสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้เหมือนคนปกติ ซึ่งมีเด็กบางคนที่ได้รับผลกระทบจากโรงเรียน ถูกรังเกียจจากกลุ่มเพื่อนและครู บางครั้งถูกกีดกันไม่ให้ร่วมกิจกรรมกับเพื่อนคนอื่นๆ ทางกลุ่มฯ และทีมงานของโรงพยาบาลตรังก็จะเข้าไปคุยกับคุณครูและหรือผู้ปกครองให้ความรู้และความเข้าใจว่าโรคนี้ไม่ได้ติดต่อกันง่ายๆ ที่สำคัญคือ ต้องการให้ผู้ปกครองมีข้อมูลมีความรู้ในการดูแลเด็กที่ถูกต้อง ให้เขาได้รับยาอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้ดูแลมักเข้าใจไปเองว่าพอเด็กกินยาแล้วร่างกายก็แข็งแรงดี หรือคิดว่าหายแล้วจึงไม่พาเด็กเข้ามารับยาต่อ” หัวหน้าโครงการฯ แจง

 ด้าน อรุณี คงแก้ว เลขานุการโครงการฯ เล่าถึงการทำงานในการติดตามดูแลเด็กที่ติดเชื้อว่า ทุกวันอังคารที่สองของเดือน จะเป็นวันที่เด็กจะมาเข้ารับการตรวจรักษากับทางโรงพยาบาล ทางทีมงานก็จะเข้าไปช่วยดูแลโดยจะแบ่งออกเป็นสองกลุ่มเพื่อไปดูแลเด็กและพูดคุยกับผู้ปกครองที่พามา โดยเด็กก็จะมีการทำกิจกรรมทั้งวาดภาพ ระบายสี หรือเล่นของเล่น แล้วแต่ความชอบและสนใจของเด็กแต่ละคน เพราะเด็กที่มาตามแพทย์นัดจะมีอายุที่แตกต่างกัน แกนนำทีมหนึ่งก็จะดูแลเด็ก คอยซักถามวิเคราะห์สังเกตว่าเด็กคนนี้มีอะไรผิดปกติ มีปัญหาอะไรหรือไม่ อีกทีมหนึ่งก็ไปพูดคุยกับผู้ดูแลสอบถามถึงปัญหาต่างๆ ให้คำแนะนำปรับทัศนคติและความเชื่อของผู้ดูแลไปพร้อมๆ กัน

 "ปัญหาใหญ่ของผู้ดูแลก็คือ ไม่กล้าที่จะบอกผลเลือดกับเด็ก ซึ่งการที่เด็กไม่รู้ผลเลือดจะทำให้เด็กไม่รู้ว่าจะต้องกินยาไปเพื่ออะไร ทำไมต้องกินยาตรงเวลาด้วย ทำให้เริ่มเกิดการเบื่อหน่าย ผู้ดูแลก็ไม่มีความรู้ในการแก้ไขปัญหาตรงนี้ ทางกลุ่มฯ จึงได้จัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ความรู้ในการดูแลเด็ก โดยจัดให้มีจิตแพทย์มาให้คำแนะนำ ซึ่งจะต้องมีการประเมินเด็กว่ามีความพร้อมมากน้อยแค่ไหนในการรับรู้เรื่องนี้” อรุณีกล่าว

 ปิดท้ายที่ จิตต์ จันทรสาธิต ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนและโครงการเปิดรับทั่วไป สสส. กล่าวว่า โรคเอดส์สามารถป้องกันได้ถ้ามีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง และผู้ติดเชื้อก็สามารถที่จะมีร่างกายที่แข็งแรงได้ถ้าปฏิบัติตัวถูกต้องตามคำแนะนำของแพทย์  การดำเนินกิจกรรมต่างๆ ภายใต้โครงการนี้จะทำให้เด็กที่ติดเชื้อได้รับการดูแลที่ครอบคลุมทั่วถึง และสามารถปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้อง ซึ่งจะทำให้เขาเป็นเด็กที่สามารถอยู่ในสังคมและใช้ชีวิตประจำวันได้ดีเหมือนคนปกติ และหากสร้างความเข้าใจให้ชาวบ้านหรือชุมชนมีความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับผู้ติดเชื้อ ไม่มองว่าผู้ป่วยเอดส์เป็นผู้ที่แปลกแยกในชุมชน ก็จะทำให้ผู้ติดเชื้อสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับคนอื่นๆ ในชุมชนได้เหมือนกับคนปกติ ซึ่งปัจจุบัน สสส. มีแผนสร้างสุขภาวะทางเพศ ซึ่งเป็นแผนเชิงรุกขนาดใหญ่ที่พยายามสร้างความเข้าใจเรื่องเพศที่ถูกต้อง โดยพร้อมที่จะสนับสนุนเครือข่ายต่างๆ ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ที่ทำงานเชิงส่งเสริมและป้องกันด้านนี้