ข่าว

ศอ.รส.ห่วงเสื้อแดงใช้เลือดสู่ความรุนแรง

ศอ.รส.ห่วงเสื้อแดงใช้เลือดสู่ความรุนแรง

17 มี.ค. 2553

“สาทิตย์” ระบุ ศอ.รส. ม็อบแดงใช้เลือดเป็นสัญญลักษณ์ที่จะนำไปสู่ความรุนแรง กังวล “ทักษิณ” วีดีโอลิงค์ พูดจาปลุกระดม “ยาพิษ-ชนชั้น” ยัน “ศอ.รส.-รัฐบาล” ทำงานอย่างตรงไปตรงมา สั่งเจ้าหน้าที่เร่งทำความเข้าใจ “ปณิธาน” เผย ศอ.รส.พอใจเจ้าหน้าที่ป้องกันเหตุก่อวินา

ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร. 11 รอ.) - เมื่อเวลา 09.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานการประชุมศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ (ศอ.รส.) โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะ ผอ.ศอ.รส.พร้อมด้วย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.วิโรจน์ บัวจรูญ ประธานที่ปรึกษากองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.ธีระวัฒน์ บุณยะประดับ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.พิรุณ แผ้วพลสง เสนาธิการทหารบก พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

 ทั้งนี้การประชุมในวันนี้สาระสำคัญส่วนใหญ่อยู่ที่การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงที่จะเดินทางไปบริเวณหน้าบ้านพักนายกรัฐมนตรีภายในสุขุมวิท ซอย 31 เพื่อที่จะนำเลือดที่ได้รับบริจาคจากกลุ่มคนเสื้อแดงมาเทบริเวณหน้าบ้านพัก โดยที่ประชุมได้มีการสั่งกำชับให้เจ้าหน้าที่ในการเรื่องดูแลรักษาความปลอดภัยในขั้นสูงสุด โดยเฉพาะมีการสนธิกำลังจากกำลังทหาร และ ตำรวจ กว่า 10 กองร้อยเข้าไปดูแลความเรียบร้อยแล้ว นอกจากที่ประชุมยังแสดงความเป็นห่วงในเรื่องการก่อวินาศกรรม โดยสั่งให้มีการเข้มงวดในการเรื่องจุดตรวจบริแยกตามสี่แยกสำคัญ ๆ รวมถึงสถานที่ราชการ และบ้านพักบุคคลสำคัญด้วย

 หลังจากนั้นเวลา 10.00 น. นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะปฏิบัติที่หน้าที่ในตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมกันแถลงข่าวว่า ที่ประชุม ศอ.รส. ได้ติดตามสถานการณ์การชุมนุมอย่างใกล้ชิด และมีความพอใจต่อการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ที่ดูแลรักษาความปลอดภัย หลังจากที่มีข่าวตลอดเวลาว่าจะมีการก่อเหตุความรุนแรง ซึ่งทางรัฐบาลได้สั่งการให้ทางตำรวจนครบาลขอความร่วมมือไปยังกลุ่มผู้ชุมนุม เพื่อที่จะขอเข้าไปตรวจพื้นที่เนื่องจากมีข่าวว่าจะมีการก่อเหตุรุนแรงบริเวณการชุมนุม และ บริเวณที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง ทั้งนี้การจากการตรวจสอบตั้งแต่กลางดึกถึงช่วงเช้า ยังไม่มีการก่อเหตุความรุนแรงใด ๆ เกิดขึ้น เป็นเพราะได้รับความร่วมมือจากกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนที่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อย่างดียิ่ง โดยเฉพาะนายวีระ มุสิกพงษ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง

 นายสาทิตย์กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ ศอ.รส.กังวลอยู่คือท่าทีที่จะเป็นการบอกเหตุที่จะนำไปสู่ความรุนแรงใน 2 ประเด็น คือ ประเด็นที่ 1. คือกรณีที่ใช้เลือดเป็นสัญญลักษณ์ที่ไปเทลาดที่ทำเนียบรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ และวันนี้จะเดินทางไปที่บ้านพักนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเห็นว่าการใช้เลือดเป็นสัญญลักษณ์นั้น จะเป็นจุดเริ่มต้นของการนำไปสู่ความรุนแรง และไม่ใช่เป็นวิธีการที่สันติวิธีตามที่กลุ่มผู้ชุมนุมประกาศมาตั้งแต่ต้น รัฐบาล และประชาชนก็ปราถนาที่จะเห็นแนวทางสันติวิธีในการชุมนุมครั้งนี้

 "กรณีเลือดได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อต่างประเทศ และเป็นภาพลบกับประเทศไทย มีความวิตกกังวลในหลายฝ่ายในประเทศไทยว่า ในบรรดาแกนนำของกลุ่มผู้ชุมนุมเองก็จะมีการเปลี่ยนแปลงแกนนำในการชุมนุม ซึ่งกลายเป็นกลุ่มที่นิยมความรุนแรง ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้นก็กังวลว่าการชุมนุมอาจจะมีการใช้วิธีการที่เปลี่ยนแปลงไปแนวทางสันติวิธีที่ดำเนินการมาตั้งแต่ต้น ดังนั้น ศอ.รส.จำเป็นจะต้องใช้กำลังในการตรวจตราดูแลจุดเสี่ยงการคุ้มครองดูแลความสงบของประชาชนต่อไป" นายสาทิตย์กล่าว

 นายสาทิตย์กล่าวถึงสิ่บอกเหตุรุนแรงประการที่สองว่า ศอ.รส.มีความกังวลมากขึ้นกับท่าทีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เกิดจากการวีดีโอลิงค์มาเมื่อคืนที่ผ่านมา ซึ่งท่าทีดังกล่าวน่ากังวลว่าอาจจะนำไปสู่ความขัดแย้ง และความรุนแรงที่มากขึ้นได้ใน 2 ประเด็น คือ 1. พ.ต.ท.ทักษิณ มีท่าทีของการสนับสนุนแนวทางในการใช้เลือดเป็นสัญญลักษณ์ในการต่อสู้ ซึ่งน่าจะเป็นสัญญลักษณ์นำไปสู่ความรุนแรง ขณะเดียวกันก็มีการใส่ร้ายเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย โดยมีข้อความตอนหนึ่งว่า “ได้ข่าวว่ามีคนเอาน้ำผสมยาพิษมาแจกให้กับกลุ่มผู้ชุมนุม” ซึ่งข้อความที่เกิดขึ้นเป็นข้อความเป็นที่เป็นเท็จโดยสิ้นเชิง และทางแกนนำผู้ชุมนุมก็พยายามขยายผลในเรื่องนี้ ทั้งนี้เรียนว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่ไม่ได้เป็นฝ่ายที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริการเรื่องอาหาร และน้ำ แต่เป็นเพียงการตรวจตราดูแลความสงบเรียบร้อย เพื่อไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงใด ๆ เกิดขึ้น

 นายสาทิตย์ กล่าวอีกว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้ไปปฏิบัติการตรวจอาวุธร่วมกับทางฝ่ายการ์ดเสื้อแดง มีการตรวจพบอาวุธเพลิงจำนวน 2 ลูก ซึ่งมีกลุ่มผู้ชุมนุมคนหนึ่งได้พกพาเอาไว้ และกลุ่มผู้ชมุนมอ้างว่าเป็นกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าไปตรวจร่วมกับทางการ์ดคนเสื้อแดงก็เข้าไปตรวจและยึดอาวุธระเบิดดังกล่าวไว้ โดยในเรื่องนี้ทาง ศอ.รส. จะมอบให้ทางตำรวจมีการแถลงข้อเท็จจริงในวันนี้ต่อไปว่าเป็นอย่างไร ฉะนั้นกรณีที่กล่าวหาเรื่องการใส่ยาพิษไม่ใช่ข้อเท็จจริง เพียงแต่เจ้าหน้าไปดูแลเพื่อไม่ให้เกิดเหตุความรุนแรง และ 2. ประเด็นที่กังวลมากขึ้นที่ พ.ต.ท.ทักษิณ พูดถึงเรื่องการแบ่งแยกชนชั้น ซึ่งเป็นประเด็นที่อ่อนไหวในสังคมไทย และการปลุกระดมที่ข้อความเป็นเท็จจริงว่า ขณะนี้มีการแบ่งแยกชนชั้น แยกเป็นชั้นเศรษฐีเก่า และชนชั้นรุ่นใหม่ที่ต้องการประชาธิปไตย เป็นการวิเคราะห์ชนชั้นประชาธิปไตยในสังคมไทยที่แตกต่างจากข้อเท็จจริงจริงที่ปรากฎขึ้นโดยสิ้นเชิง ทั้งนี้ตลอดเวลาที่ผ่านมารัฐบาลหลายชุดพยายามแก้ปัญหาพื้นฐานของสังคม ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันพยายามแก้ไขปัญหาเรื่องความยากจนทั้งในเมืองและชนบท ประเด็นสำคัญที่สุดในการต่อสู้ทางชนชั้นได้มีการเรียกร้องเรื่องภาษีที่ดิน และทรัพย์สิน ซึ่งไม่มีรัฐบาลใดกล้าที่จะดำเนินการ แม้แต่รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ชูประเด็นเรื่องชนชั้นในการต่อสู้ แต่เป็นรัฐบาลชุดปัจจุบันในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ ดังนั้นทาง ศอ.รส.พยายามที่จะให้สื่อของรัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามชี้แจงว่าสังคมไทยไม่ได้มีปัญหาในเรื่องชนชั้น ซึ่งประเด็นนี้ทาง ศอ.รส.คาดว่าจะนำไปขยายผลและปลุกเร้ามวลชน

 นายสาทิตย์ กล่าวอีกว่า การติดตามสถานการณ์การชุมนุมสิ่งที่ ศอ.รส.กังวล เมื่อมีจำนวนผู้ชุมนุมเปลี่ยนแปลงไปไม่ได้ตามที่ได้คาดไว้ เรามีความกังวลที่สื่อได้วิเคราะห์ว่าจะมีผู้ชุมนุมบางฝ่ายที่นิยมความรุนแรงจะเปลี่ยนแปลงแนวทางไปใช้แนวทางรุนแรงมากขึ้น โดยทาง ศอ.รส.จะได้ติดตามอย่างใกล้ชิดและควบคมดูแลไม่ให้เกิดความรุนแรงเกิดขึ้นต่อไป ทั้งนี้ ศอ.รส. และรัฐบาล จะขอความร่วมมือจากประชาชนช่วยเป็นหูเป็นตา อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่านายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี จะติดตามเรื่องสถานการณ์การชุมนุมแต่ก็ยังปฏิบัติหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินตลอด ทั้งนี้เราคาดหวังว่าถ้าได้รับความร่วมมือจากกลุ่มผู้ชุมนุมและแกนนำสถานการณ์จะคลี่คลายและจบลงได้ ทั้งนี้เรื่องการสร้างความเข้าใจกับประชาชนในเรื่องการทำงานของรัฐบาลทาง กอ.รมน.ได้ดำเนินการอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ในเรื่องการปลุกระดมการใช้ชนก็ได้มีการสั่งการไปแล้วว่าจะต้องทำความเข้าใจกับประชาชนทุกระดับโดยอาศัยเครื่องมือของรัฐในการชี้แจงทำความเข้าใจ

 ทางด้าน นายปณิธาน กล่าวเสริมว่า ส่วนการปรับกำลังรักษาความปลอดภัยที่ ศอ.รส.ได้พิจารณาตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ประสบความสำเร็จ และความเหนื่อยล้าของเจ้าหน้าที่ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่เราจะต้องกำชับให้ปฏิบัติงานอยู่ในกรอบ อย่างไรก็ตาม การทำงานที่มีความสอดคล้องของเจ้าหน้าที่ทำให้บางกลุ่มไม่เห็นด้วย และคิดว่าไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ทำให้เราจะต้องเฝ้าระวังมากขึ้น การปรับกำลังมีอยู่ 4 กลุ่ม คือ 1. สถานที่สำคัญทางราชการ พลเรือน ทหาร 2. บ้านพักบุคคลสำคัญ 3. เครือข่ายสาธารณูปโภค การคมนาคมขนส่ง และ 4 .ชุมนม เรามีจุดตรวจ 200 จุด เฝ้าตรวจพื้นที่ 38 แห่ง จุดตรวจในเส้นทางต่าง ๆ 23 เส้นทาง และมีชุดลาดตระเวน 100 กว่าชุด

 "ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าจะไปประท้วงกันที่สถานทูตเราก็ไม่อยากจะเกิดขึ้นอยากจะให้มองว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่ ทางการทูต หรือ ทูตานุทูตเป็นเรื่องปกติที่จะต้องแจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวังในกรณีของสถานทูตอังกฤษที่อยู่ในประเทศไทย มีคนเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยเกือบล้านคนต่อปีจึงเป็นหน้าที่ของเขาที่จะต้องแจ้งเตือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการก่อความไม่สงบ การก่อการร้าย การวินาศภัยต่าง ๆ จึงไม่อยากให้ไปชุมนุมประท้วง แต่ถ้าจะไปก็จะต้องประสานงานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อความสะดวก และไม่ให้กระทบกับความสัมพันธ์ของประเทศ" นายปณิธานกล่าว