ข่าว

เปิดเคล็ด(ไม่)ลับบุกตลาดอาเซียน

เปิดเคล็ด(ไม่)ลับบุกตลาดอาเซียน

17 มี.ค. 2553

เป้าหมายการรวมกลุ่มประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในอีก 5 ปีข้างหน้านั้น ทำให้ “ไทย” ต้องหันกลับมามองตลาดอาเซียนอย่างจริงจัง หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจได้จัดสัมมนาเรื่อง “อาเซียนตลาดเดียว โอกาสการค้า-การลงทุน

 นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กล่าวว่า การขยายตลาดไปสู่อาเซียนภายใต้การรวมเป็น “เออีซี” นั้น ผู้ประกอบการไทยต้องคิดในเชิงรุก มีความมุ่งมั่นที่จะรวมอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกันในอาเซียน โดยปรับแนวคิดทำตัวเองให้เป็นส่วนหนึ่งของอาเซียน และให้อาเซียนเป็นเป้าหมายแรกในการบุกตลาด ซึ่งกรมส่งเสริมการส่งออกมีความพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกให้แก่ภาคเอกชนไทย

 สิ่งสำคัญคือการศึกษาข้อมูล โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการรายเล็ก หรือหน้าใหม่ๆ เนื่องจากอาเซียนมี 10 ประเทศและความหลากหลายมาก จึงต้องรู้รสนิยมของแต่ละประเทศที่แตกต่างกันออกไป แต่ที่เหมือนกันคือต้องสร้างเครือข่าย รู้ว่าใครเป็นใครและหาหุ้นส่วนที่ดี ซึ่งถือว่ายากมากที่จะหาคนดีและน่าเชื่อถือได้ แต่กรมสามารถช่วยกลั่นกรองได้ในระดับหนึ่ง ขณะเดียวกัน จำเป็นต้องสร้างความน่าเชื่อถือ ทำให้เป็นที่ยอมรับในอาเซียน เพื่อจะสามารถอยู่ได้ในระยะยาว

 “จุดอ่อนของคนไทยคือไม่ชอบเสี่ยง ผู้ประกอบการไทยมักจะกลัวที่จะออกไปลงทุนในต่างประเทศ แต่เมื่อเรารวมกันเป็นเออีซีแล้ว นั่นหมายถึงการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย การที่จะมารอให้ลูกค้ามาเคาะประตูบ้านคงจะไม่ได้ ดังนั้นเราจึงจะต้องทำงานหนักมากขึ้น” นางศรีรัตน์กล่าวและว่า ตลาดอาเซียนไม่ใช่ตลาดเก่าของไทย ดังนั้น จึงต้องเรียนรู้อีกมากและมีความมุ่งมั่น

 นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเข้าไปลงทุนในตลาดอาเซียนจะเจอปัญหาเยอะมาก และไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เมื่อมีการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา) ขึ้นทำให้ต้องมาเริ่มกันอย่างจริงจัง ซึ่งนอกจากจะขอความช่วยเหลือจากกระทรวงพาณิชย์แล้ว เอกชนต้องช่วยตัวเอง มีการวางแผนทำเป็นขั้นเป็นตอน ศึกษาหาข้อมูลก่อนว่าจะต้องเตรียมตัวอย่างไรและสามารถจะทำอะไรได้บ้าง

 “ปัจจัยสำคัญของการขยายตลาด คือการเรียนรู้รสนิยมความพอใจของผู้บริโภคในแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน แต่เรามักจะสำคัญผิดว่าเมื่อเราขายดีที่นี่แล้ว จะไปขายดีที่อื่นด้วยเช่นกัน ถ้าคิดแบบนั้นถือว่าผิด เพราะเราเคยไปตั้งโรงงานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในจีน ไม่กี่ปีก็ต้องเก็บของคืน ขณะที่โรงงานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในจีนมีกว่าพันโรงและมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าเรา อีกทั้งยังมีปัญหาอื่นอีกเช่น การปล่อยเครดิตก็ทำไม่ได้” นายบุญชัยกล่าว

 ดังนั้น การจะทำการค้าในอาเซียน หรือรวมกับประเทศคู่เจรจากับอาเซียนด้วยอีก 6 ประเทศ จะต้องใช้ความระมัดระวัง ต้องศึกษาให้ลึกซึ้งก่อนการลงทุน อาจจะเริ่มจากการชิมลาง โดยส่งสินค้าไปจำหน่ายก่อนดูว่าผลตอบรับเป็นอย่างไร แล้วนำมาปรับปรุงให้ได้ตามความต้องการของตลาด ถ้ายอดขายเติบโตค่อยศึกษาว่าหากไปลงทุนตั้งโรงงานผลิตที่นั่นแล้ว ต้นทุนจะต่ำกว่าการลงทุนผลิตในไทยหรือไม่ หากถูกกว่าก็ค่อยไปลงทุน

 อย่างไรก็ตาม มองว่าสินค้าไทยมีจุดแข็งตรงที่บางประเทศชอบสินค้าไทย และมองสินค้าไทยมีคุณภาพดีกว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศตัวเอง ดังนั้น จึงเป็นโอกาสและเป็นความโชคดี แต่ก็ยังต้องระมัดระวัง ส่วนจุดอ่อนคือ นักธุรกิจไทยไม่คุ้นเคยกับการทำการค้าระหว่างประเทศ จึงต้องใช้ความจริงจังและให้เวลาศึกษาข้อมูลมากๆ

 นอกจากนี้ ภาคธุรกิจของไทยที่ยังจะต้องทำต่อเนื่องคือการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน อย่าหยุดยั้งที่จะพัฒนาหานวัตกรรมใหม่ๆ ต้องแน่ใจว่าต้นทุนการผลิตเราต่ำกว่า แสวงหาแหล่งวัตถุดิบที่มีราคาถูก มุ่งพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพแต่ต้นทุนต่ำ และที่สำคัญคือการสร้างแบรนด์ของตัวเองให้เป็นที่รู้จัก

 ด้านนายประวิทย์ จิตนราพงศ์ ประธานกรรมกาบริหาร บริษัท แบล็คแคนยอน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงประสบการณ์การขยายธุรกิจแฟรนไชส์ร้านอาหารในต่างประเทศว่า เริ่มต้นด้วยการออกโรดโชว์ร่วมกับกรมส่งเสริมการส่งออก พยายามศึกษาหาข้อมูล เข้าหาสถานทูตและติดตามสอบถามข้อมูลจากทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศนั้นๆ จนตั้งหลักได้และขยายตลาดในรูปแบบของแฟรนไชส์

 "ในระยะแรกพบว่ามีปัญหาเช่นเดียวกัน เช่น เรื่องของภาษาที่คนไทยพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ จึงแก้ไขด้วยการดึงผู้เชี่ยวชาญภาษาเข้ามาช่วยงาน รวมทั้งฝึกบุคลากรให้เรียนรู้ภาษาเพิ่มเติม ส่วนที่น่าประทับใจคือเราได้หุ้นส่วนที่ดี" นายประวิทย์กล่าวและว่า ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ไทยในทุกวันนี้ยังขาดความรู้ความเข้าใจในธุรกิจระหว่างประเทศ ขาดความกล้าหาญ