
งานและเงินในโลกของตำรวจ
ดีแต่สั่ง นายตำรวจบ่นระบายภายหลังถูกสั่งให้ปฏิบัติงานแต่ไม่มีการจัดสรรงบประมาณสำหรับการทำงานตามคำสั่ง
การบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชนคือภารกิจหลักของตำรวจที่ทำให้งานตำรวจมีความเกี่ยวข้องกับกิจกรรมหลายประเภทเกี่ยวข้องกับวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคมตลอด 24 ชั่วโมงเกี่ยวข้องกับรอบวงจรชีวิตตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต หากทำความเข้าใจถึงสาระของภารกิจจะเห็นได้ว่า ตำรวจคือกลุ่มบุคคลที่มีความจำเป็นที่จะต้องเป็นที่พึ่งที่สร้างความรู้สึกมั่นคงอบอุ่นและเป็นมิตรต่อประชาชน
บ่อยครั้งที่ภารกิจสำคัญเกิดขึ้นในห้วงเวลาเดียวกัน การจัดแบ่งกำลังพลเพื่อให้การปฏิบัติงานที่เข้ามาพร้อมๆ กันหลายหน้านั้นอาจส่งผลให้การปฏิบัติงานของตำรวจไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
ในบริบทเช่นนี้การวางแผนและการบริหารจัดการที่ดีจึงเป็นกลไกที่สำคัญที่จะทำให้งานที่ถาโถมเข้ามาบรรลุผลสัมฤทธิ์
นายตำรวจพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชันเมื่อถูกสั่งให้ทำงาน แต่ไม่มีการจัดสรรงบประมาณให้ว่า “เขาคิดจนชินไง คิดว่าเดี๋ยวตำรวจมันก็หางบได้เอง” เมื่อนายลืมคิดว่าลูกน้องจะหางบประมาณมาจากแหล่งใดบ้าง วิธีการที่ง่ายที่สุดจึงกลายเป็นการขอรับการสนับสนุนกลุ่มบุคคลและสถานประกอบการ หรือแหล่งอบายมุขต่างๆ “ทีนี้เขาขอคืนบ้าง ไม่ให้เขาได้มั้ยล่ะ ก็ทีไม่มีเงินทำงานก็ไปขอเขามา”
อุปสรรคด้านงบประมาณส่งผลต่อประสิทธิภาพในการบริหารงานตำรวจและเอื้อต่อการทำให้ตำรวจติดกับดักวัฒนธรรมอุปถัมภ์ หากแต่ยังมีนายบางคนให้ความสำคัญต่อการบริหารจัดการ “ไม่เคยสั่งแห้งนะ” นายตำรวจใหญ่เล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจเมื่อถูกถามถึงที่มาของการร่วมแรงร่วมใจกันทำงานของทีมงานป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม
คำว่า "สั่งแห้ง" หมายถึงการที่ผู้บังคับบัญชาสั่งงานแก่บรรดาตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชาโดยไม่ได้สนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการ
เมื่อนายสั่งแห้งลูกน้องก็ต้องพยายามทุกวิถีทางในการบริหารจัดการและจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอต่อการปฏิบัติงานเพื่อจะได้รอดเมื่อนายติดตามผลงาน
“เก็บมาไว้ใช้ทำงาน” ตำรวจส่วนหนึ่ง ใช้ภารกิจงานเพื่ออ้างเหตุผลของการไปขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากร้านค้า สถานบันเทิง แม้ว่าจะมีเสียงที่ต่างทัดทานจากนายตำรวจอีกส่วนหนึ่งว่า “ไม่จำเป็นหรอก เมื่อเขาไม่มีเงินให้ เราก็ไม่ทำ ทำเท่าที่มี”
เงินตราและผลประโยชน์เป็นสิ่งที่กระตุ้นความโลภของมนุษย์ การกล่าวอ้างเหตุผลว่าต้องกระทำการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากร้านค้า สถานบันเทิง หรือแหล่งการพนันเพียงเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการทำงานเพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เป็นสิ่งที่ดูไร้เหตุผลที่บุคคลทั่วไปพึงรับได้ แต่ในโลกของตำรวจปรากฏการณ์เช่นนี้เป็นส่วนหนึ่งในบริบทของวิถีการทำงาน ความจำเป็นกลายเป็นความเคยชินและกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา เมื่อมีกลุ่มบุคคลใดไม่ปฏิบัติหรือแม้เพียงการตั้งคำถามก็จะถูกมองว่า “แปลก” การกระทำตนตามน้ำในเรื่องของการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จึงกลับกลายเป็นสถานการณ์ในลักษณะของการช่วยถอดถอนภาวะแปลก
การกล่าวอ้างว่าจะต้องเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากสถานประกอบการ สถานบันเทิง หรือแหล่งอบายมุขต่างๆ ของตำรวจระดับปฏิบัติการจนก่อเกิดระบบวัฒนธรรมอุปถัมภ์ที่สร้างความเสียหายให้แก่การปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์จะหมดไปได้
มีเพียงผู้นำตำรวจเท่านั้นที่จะต้องให้ความสำคัญต่อการบริหารจัดการโดยคำนึงถึงทรัพยากรต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการทำงาน ด้วยทั้งในด้านบุคลากร เทคโนโลยี และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ งบประมาณ
ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข



