
คงไปถึงโดยพลัน
จะว่าไปบ้านเราเมืองเรานี่ก็มีคนใจดีใจกุศลอยู่ไม่น้อยทีเดียว
ขนาดแค่เชื่อว่า เจาะเลือดแล้วนำไปเททิ้งหน้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อกดดันรัฐบาลอภิสิทธิ์ให้ยุบสภา ตามที่แกนนำม็อบเสื้อแดงบอกบนเวที ก็ยังมีคนเสื้อแดงจำนวนมากยื่นแขนออกไปให้ดูดเลือดออกจากตัวหลายคน
แต่น่าเสียดายที่เลือดทุกหยดที่ถูกดูดออกไป ดูจะด้อยค่า ทั้งที่มันควรจะมีคุณค่ามากกว่านั้น หากว่านำไปบริจาคให้แก่พี่น้องทหารตำรวจและชาวบ้านในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
น.ส.ณชา จึงกานต์กุล เจ้าของตำแหน่ง "กุลธิดากาชาด" บอกว่า เลือดถือเป็นสัญลักษณ์การร่วมมือร่วมใจของคนเสื้อแดง แต่ก็อยากให้นำเลือดมาบริจาคให้แก่สภากาชาด เพราะทุกวันนี้เลือดขาดแคลนมาก
แต่ละปีประเทศไทยต้องการเลือดถึง 3 แสนยูนิต หรือ 120 ล้านซีซี
ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ ผ่าตัด คลอดลูก หรือโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวกับเลือดต่างก็ต้องใช้เลือดทั้งนั้น
กุลธิดากาชาด บอกว่า เลือดที่กาชาดได้มาจะนำไปต่อชีวิต
แต่เลือดที่คนเสื้อแดงดูดออกมานั้น กลับไปเททิ้งที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เพียงเพื่อจะแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์เหยียบย่ำเลือดเนื้อคนเสื้อแดงเข้าทำเนียบรัฐบาล
นอกจากจะเสียเปล่าแล้ว ยังแสดงให้เห็นว่า หลักการของเหตุและผลนั้นล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
ข้อเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภานั้น ไม่อาจนำความจริง และหลักเหตุผลมาขับไล่ให้รัฐบาลนี่ออกไป
นั่นอาจเพราะเหตุผลที่ควรจะเป็น และหลักการทั้งหลักกฎหมาย และหลักการปกครอง มันว่างเปล่ามาตั้งแต่แรก
ข้อกล่าวหาและเนื้อหา ตั้งแต่วันแรกที่ตั้งเวทีที่สะพานผ่านฟ้าฯ ที่แกนนำเสื้อแดงนำไปพูดไปกล่าว ล้วนเป็นเรื่องราวความชิงชังเมื่อครั้งวันที่ 19 กันยายน 2549
หลังการรวมพลผ่านไป 5 วัน "มหกรรมชุมนุมดูวิดีโอลิงก์จากแดนไกล" มวลชนค่อยๆ หดหาย แต่กระนั้นความรัก ความหวังต่อ ทักษิณ ยังเต็มเปี่ยม พอๆ กับ "บิล" ที่บางคนน่าจะส่งไปวางโดยพลัน



