ข่าว

 'โคโยตี้'..อับเฉาม็อบแดงบุกกรุง

'โคโยตี้'..อับเฉาม็อบแดงบุกกรุง

17 มี.ค. 2553

นับตั้งแต่กลุ่มเสื้อแดงประกาศชุมนุมใหญ่ล่วงหน้า 12-14 มีนาคมนี้ ตั้งแต่วันพิพาษายึดทรัพย์ ประกอบกับบ้านเมืองมีเหตุวุ่นวายรายวัน ข่าวไหนที่คนไทยได้รับรู้คนต่างชาติต่างภาษาก็ได้รับทราบเช่นเดียวกัน และเมื่อใกล้วันชุมนุมเข้าไปทุกที รัฐบาลของแต่ละประเทศก็ประก

 ความตื่นตัวของนักท่องเที่ยวต่อข่าวและสถานการณ์การเมืองของไทย หลายคนเลือกปฏิบัติตาม ส่งผลให้ภาคธุรกิจท่องเที่ยวของไทยได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า ทั้งธุรกิจท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและภาคกลางคืน จากการออกสำรวจสถานบันเทิงตามแหล่งบันเทิงชื่อดังในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติพบว่ายอดนักท่องเที่ยวต่างชาติหดหายไปมากกว่ามาก

 ค่ำคืนยามนี้ที่อาร์ซีเอ รัชดาซอย 4 ถนนข้าวสาร และประชาชื่น พบว่านักท่องราตรีคนไทยวัยรุ่นยังคงมาเที่ยวดื่มกินเหมือนอย่างเคย เหมือนเหตุบ้านการเมืองเป็นเหมือนยามปกติ แต่ก็มีเสียงบ่นหนาหูว่าดื่มเหล้าไม่สนุกเท่าที่ควร เพราะตำรวจตั้งด่านตรวจเข้มงวด ต้องคอยพะวงตอนขับรถกลับบ้านหลังร้านปิด ซึ่งตรงกันข้ามกับสถานบริการ "อาบ อบ นวด" ค็อกเทลเลานจ์ และบาร์เบียร์ ที่อาศัยนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับได้รับผลกระทบโดยตรง

 "นพดล" กัปตัน "อาบ อบ นวด" ย่านพญาไท รับรู้ได้ทันทีถึงสถานการณ์ของร้าน เมื่อรถบัสทัวร์ท่องเที่ยวต่างชาติที่เคยหนาตาในลานจอดรถหายเงียบไม่คึกคักตั้งแต่ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ลูกทัวร์ต่างชาติของนพดลส่วนใหญ่เป็นชาวฮ่องกงและมาเลเซีย เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปเขาจึงพูดคุยกับบริษัททัวร์หลายแห่งก็ได้รับคำตอบคล้ายๆ กันว่า ตอนนี้ลูกค้ายกเลิกทัวร์ ไม่เดินทางมาเมืองไทย แต่จะเลือกไปเที่ยวประเทศเพื่อนบ้าน หรือถ้ารายไหนกล้าหน่อยจะแวะกรุงเทพฯ แค่แป๊บเดียวแล้วต่อเครื่องไปยังจังหวัดที่หมายทันที เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา เป็นต้น

 "ลูกค้าต่างชาติเขาก็รู้ข่าวความเคลื่อนไหวในบ้านเราเหมือนกัน ตั้งแต่ต้นสัปดาห์แล้วไม่มีลูกค้าเลย เด็กนั่งตบยุงกันเป็นแถว ทั้งที่เดิมทีบางคนมีลูกค้าเรียกใช้บริการถึง 4 รอบ เหลือแค่รอบสองรอบ หรือไม่มีเลยก็มี" นพดล กล่าวพลางส่ายหน้า

 จากพญาไทย้ายมาแถวศรีนครินทร์ "เจ๊มาลี" มาม่าซังค็อกเทลเลานจ์ บ่นอย่างหัวเสียว่าได้รับผลกระทบหนัก ตั้งแต่ต้นสัปดาห์มาแล้วที่ลูกค้าหน้าเดิมหายไปกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ทั้งจากเหตุปาระเบิดธนาคารกรุงเทพ สาขาศรีนครินทร์ และตำรวจตั้งด่านตรวจค้นเข้มงวด ทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่เลือกจะอยู่กับบ้านมากกว่า ยังไม่รวมเรื่องความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงการชุมนุมอีก แค่วางมาตรการตรวจเข้มลูกค้าก็กลัวจนหนีหมดแล้ว

 "ตอนนี้เด็กๆ ในร้านพอเลยเที่ยงคืนไปแล้วไม่มีลูกค้าเลย เมื่อไรจะจบสิ้นก็ไม่รู้ ผู้ประกอบการเขาได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า สัปดาห์ที่ผ่านมาไม่มีลูกค้าเลย แต่ร้านก็ยังต้องเปิดไฟ จ่ายส่วย จ่ายค่าจ้างเด็ก ถ้าการชุมนุมยืดเยื้อผู้ประกอบการจะอยู่ได้อีกนานหรือเปล่าไม่รู้" เจ๊มาลี บ่น

 ขณะที่หัวอกคนทำงานอย่าง "เปี้ยว" โคโยตี้สาววัย 23 ปี ประจำค็อกเทลเลานจ์แห่งหนึ่งในซอยสุขุมวิท 24 เคยได้เงินช่วงสุดสัปดาห์ศุกร์-เสาร์ตก 1 หมื่นบาท เดือนหนึ่งก็ได้ราว 4 หมื่นบาท มาวันนี้ลดเหลือแค่ 6,000-7,000 บาท ก็นับว่าดีสุดๆ แล้ว

 ลูกค้าส่วนใหญ่ของสถานบันเทิงที่เปี้ยวทำอยู่เป็นชาวเกาหลี มาเก๊า ฮ่องกง และสิงคโปร์ เป็นทั้งนักธุรกิจมาติดต่องานและเลยมาพักผ่อนหย่อนใจ เดินทางไปมาประเทศไทยเป็นว่าเล่น จนกลายเป็นลูกค้าประจำของที่นี่ ทุกครั้งเวลามาติดต่องานที่เมืองไทยก็จะแวะมาหาเธอกับเพื่อนๆ เสมอ ผิดกับช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาลูกค้าเหล่านี้หายหน้าหายตาไปหมดสิ้น

 "ตอนนี้ก็โทรคุยกับลูกค้าเสมอ เขาบอกว่าช่วงนี้จะไม่มาติดต่อธุระที่เมืองไทย เพราะกลัวว่าการประท้วงจะรุนแรงและบานปลาย แต่จะใช้ติดต่อธุรกิจทางโทรศัพท์หรืออีเมลแทน ลูกค้าที่มาเที่ยวส่วนใหญ่เขาพอจะฟังหรือพูดไทยได้บ้าง เขาก็ดูทีวีเห็นว่าการชุมนุมครั้งนี้เป็นเรื่องที่ควรจะระวังตัว" เปี้ยว กล่าว

 อย่างไรก็ดี จากการพูดคุยกับเจ้าของกิจการ รวมถึงเด็กสาวบาร์เบียร์ย่านสุขุมวิทและสีลมต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อยากให้เหตุการณ์การเมืองครั้งนี้อยู่ในความสงบ ไม่ใช้ความรุนแรง เพราะที่ผ่านมาเหตุการณ์ก็ย่ำแย่พออยู่แล้ว หากินลำบาก ลูกค้าไม่กล้ามาเที่ยว หรือมาจริงก็ไม่กล้าออกมาเที่ยวกลางคืน ยิ่งถ้าเกิดความรุนแรงขึ้นอีกเชื่อว่าผู้ประกอบการอาจจะเลือกปิดกิจการมากกว่าแบกรับภาวะขาดทุนต่อไป