
ธาริษารับม็อบแดงกระทบรายได้ท่องเที่ยว-บริโภค
ลุ้นสถานการณ์จบเร็วไม่รุนแรงดึงผลกระทบฟื้น มองค่าเงินเคลื่อนไหวปกติ หลังนักลงทุนประเมินสถานการณ์ไม่รุนแรงอย่างที่คิด ด้าน ไพบูลย์ ระบุเร็วไปที่จะประเมินผลกระทบภาพรวมเศรษฐกิจ ย้ำเอาความรู้สึกมาวัดไม่ได้ ชี้ต้องรอตัวเลขใหม่ปลายเดือนก่อนนำมาวิเคราะห์แนวโน้
(16มี.ค.) นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยว่า การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ยอมรับว่าส่งผลกระทบในเชิงของรายได้จากการท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศ ส่วนผลกระทบดังกล่าวจะรุนแรงหรือไม่ขึ้นกับระยะเวลาการของการชุมนุมและความรุนแรงของสถานการณ์ หากการชุมนุมเป็นไปด้วยความสงบและสามารถจบลงได้โดยเร็ว ก็เชื่อว่าผลกระทบดังกล่าวจะไม่มากนักและน่าจะฟื้นตัวกลับมาได้เร็วกว่าที่จะมีการชุมนุมแบบยืดเยื้อหรือมีสถานการณ์ที่รุนแรง
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทนั้น ล่าสุดที่ทราบก็ยังคงแข็งค่าขึ้น ขณะที่ตลาดหุ้นไทยเองก็อยู่ในแดนบวก และผู้ลงทุนต่างชาติยังคงเป็นผู้ซื้อสุทธิต่อเนื่อง ซึ่งเข้าใจว่าเป็นเพราะนักลงทุนให้ความสนใจ หลังจากที่ประเมินแล้วเหตุการณ์ไม่น่าจะรุนแรงอะไร ส่วนยอดการเบิกจ่ายเงินของธนาคารพาณิชย์ในช่วงนี้ยังคงเป็นไปตามปกติ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง
“คงต้องดูว่าจะยืดเยื้อและรุนแรงหรือไม่ ตลาดหุ้นไทยเองก็ดูเหมือนจะดีขึ้น ถ้าความมั่นใจไม่ถูกกระทบก็น่าจะเป็นเรื่องดีที่สุด”นางธาริษากล่าว
นอกจากนี้ เธอยังกล่าวถึงเรื่องที่กระทรวงการคลังต้องการให้ ธปท นำเงินทุนสำรองไปชำระเงินต้นในส่วนของหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ด้วยว่า ที่ผ่านมาก็มีการหารือถึงแนวทางในหลายๆ ด้าน เพียงแต่ยังไม่ได้ข้อสรุป และเรื่องนี้ยังไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนนัก จึงอาจจะมีการหารือกันอีกครั้งภายหลังเหตุการณ์ชุมนุมต่างๆ สงบลง
นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินตัวเลขผลกระทบที่ชัดเจนทางเศรษฐกิจได้ เนื่องจากยังไม่มีตัวเลขใหม่ๆ เข้ามา ซึ่งต้องรอในช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้ เนื่องจากจะมีการประกาศตัวเลขทางเศรษฐกิจในด้านต่างๆ จากหลายๆ หน่วยงานออกมา ซึ่ง ธปท. จะนำตัวเลขเหล่านี้ไปประกอบการพิจารณาปรับตัวเลขประมาณการณ์ทางเศรษฐกิจอีกครั้ง
“ยังเร็วไปที่จะบอกว่ามีผลกระทบอะไรหรือไม่ เพราะเราไม่สามารถนำความรู้สึกมาวิเคราะห์ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจได้ ดังนั้นจึงต้องรอดูตัวเลขทางเศรษฐกิจในด้านต่างๆ ก่อน ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขความเชื่อมั่นของนักลงทุน ผู้บริโภค การใช้จ่าย การผลิต ขณะเดียวกันก็ต้องติดตามสถานการณ์ต่างๆ ว่าจะคลี่คลายไปทางใด แล้วจึงนำมาประเมินรวมกัน”นายไพบูลย์กล่าว
อย่างไรก็ตามในส่วนของความเชื่อมั่นนั้น เชื่อว่ายังคงมีอยู่ เพราะถ้าดูในส่วนของตลาดเงินเองก็ยังปกติดี ไม่มีแรงกดดันอะไรพิเศษ ขณะที่ตลาดหุ้นไทยเองก็ยังปรับตัวได้ในทิศทางที่ดี ซึ่งการปรับขึ้นในทั้งสองตลาดนั้น น่าจะมาจากการไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศ
นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า การทำธุรกรรมของธนาคารพาณิชย์ยังคงเป็นไปตามปกติ ขณะที่จำนวนการขออนุญาตปิดทำการสาขาเป็นการชั่วคราวก็มีจำนวนที่ลดลง ส่วนนักลงทุนต่างชาติเองถือว่าค่อนข้างเชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทย เห็นได้จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น รวมถึงดัชนีหุ้นไทยที่เคลื่อนไหวในแดนบวก
นายอรรคบุษย์ ไกรฤกษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายช่วยงานบริหาร ธปท. กล่าวว่า คณะผู้บริหาร ธปท. ยังคงมีการประชุมอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินถึงสถานการณ์ต่างๆ โดยมีการประชุมกันวันละ 2 รอบ คือ เช้า กับ เย็น เพื่ออัพเดทสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หากดูแล้วสถานการณ์การชุมนุมยืดเยื้อ ก็คงให้พนักงานบางส่วนทำงานจากที่บ้านต่อไป
นางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท. กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในช่วงนี้ ยังคงเป็นไปตามปกติ ซึ่งค่าเงินในสัปดาห์นี้ถือว่าเคลื่อนไหวไม่มากนักเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน และเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ(เอฟไอดีเอฟ) ก็ยังเข้ามาเป็นปกติ
เธอกล่าวด้วยว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์มีความกังวลว่า ค่าเงินบาทอาจผันผวนจากปัจจัยการเมือง ทำให้มีการถือครองเงินสกุลดอลลาร์กันมากขึ้น แต่เมื่อสถานการณ์ดูจะไม่มีความรุนแรง ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่จึงลดการถือครองเงินสกุลดอลลาร์ลง ซึ่งถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น
นอกจากนี้นักลงทุนต่างชาติเองยังมองว่าการลงทุนในภูมิภาคเอเชียมีทิศทางที่ดี และสถานการณ์การเมืองในประเทศไทยก็ยังเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทำให้ตลาดไม่มีความกังวลกับเรื่องดังกล่าวมากนัก
“นักลงทุนต่างประเทศ ยังมั่นใจ เงินก็ยังเข้าตลาดหุ้น ถ้าสถานการณ์ยังเป็นไปได้อย่างนี้ คือ ไม่มีความรุนแรง สภาพตลาดก็คงไปได้ตามปกติ”นางสุชาดากล่าว
ขณะที่นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองไทยว่า เชื่อว่าสังคมไทยไม่ยอมรับความรุนแรงและพร้อมจะประณามความรุนแรงที่เกิดขึ้น แม้จะมีการปฏิเสธความรับผิดชอบ แต่เชื่อว่าในวันนึงความจริงก็ต้องปรากฏ จึงเชื่อว่าไม่น่าจะนำความรุนแรงมาเป็นประเด็น ทั้งนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและโรงแรมโดยตรง ส่วนอุตสาหกรรมอื่นนั้นหากสถานการณ์ไม่รุนแรงและต่อเนื่องก็เชื่อว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะช่วยให้การส่งออกและนำเข้าปรับตัวดีขึ้นและเศรษฐกิจไทยปรับตัวในทิศทางที่ดีได้
“หลายประเทศในเอเชียก็เป็นประเทศที่ยังต้องเรียนรู้ระบบประชาธิปไตย ที่นำมาจากตะวันตก อำนาจอยู่กับประชาชนก็จริง แต่ต้องเรียนรู้การใช้สิทธิและหน้าที่ของประชาชน การแสดงออกความเห็นอยู่เนือง ๆ ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ก็ต้องแน่ใจว่าเคารพสิทธิคนอื่น ถ้าเป็นเช่นนั้นเศรษฐกิจก็ไปต่อได้ แต่ยังไงก็ตามโจทย์ใหญ่ของไทยยังเป็นเรื่องการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันอยู่ดี”
ดร.สุภัค ศิวะรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กล่าวว่า เชื่อว่าหากทุกฝ่ายใช้แนวทางสันติวิธีตามระบบประชาธิปไตย และไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้น ก็เชื่อว่าเศรษฐกิจจะปรับตัวต่อไปได้ เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติมีความเข้าใจสถานการณ์ในเมืองไทยมากขึ้น เห็นได้จากความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยที่ยังคงเป็นบวกแม้จะมีการชุมนุมในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ขณะเดียวกันหากตัดปัจจัยด้านการเมืองออกแล้ว เศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยพื้นฐานที่ดี โดยการส่งออกในเดือนแรกขยายตัวได้ถึง 30% ราคาสินค้าเกษตรต่างปรับตัวดีขึ้นทั้งราคาปาล์มน้ำมัน และยางพารา ช่วยให้เกษตรกรมีกำลังซื้อดีขึ้น ส่งผลต่อยอดขายรถและมอเตอร์ไซค์ที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ภาครัฐยังเร่งเบิกจ่ายโครงการไทยเข้มแข็ง ก็ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ขณะเดียวกันเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นการยืนยันฐานะทางการเงินที่



