
การเมือง-มาบตาพุดตัวช่วยปั๊มจีดีพีอุ๋ยฟันธงโต5%
"ปรีดิยาธร" ชี้การเมืองสงบ-มาบตาพุดคลี่คลาย ดึงความเชื่อมั่นภาคเอกชน มองเม็ดเงินลงทุนขนาดใหญ่รออยู่กว่า 60 โรงงาน ช่วยหนุนจีดีพีโตเกิน 5% ระบุราคาพืชผล 5 ชนิดปรับสูงขึ้น รายได้คนชนบทเพิ่มขึ้นกระตุ้นเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า หากสถานการณ์การเมืองสงบก็จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวม เพราะขณะนี้ราคาพืชผล 5 ชนิดราคาดีขึ้น ได้แก่ ยางพารา, อ้อย, มันสำปะหลัง, ข้าว และปาล์ม ซึ่งจะทำให้รายได้คนในชนบทดีขึ้น และส่งผลให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้น ขณะที่การส่งออกก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี เหลือเพียงการลงทุนของเอกชนเท่านั้น ที่รอความเชื่อมั่นจากปัญหาการเมือง และการแก้ไขปัญหามาบตาพุด เมื่อทั้งสองปัจจัยคลี่คลายจะทำให้การลงทุนกลับมาเหมือนเดิม
"ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าจะมีการยุบสภาหรือไม่ยุบสภา การเมืองจะออกมารูปแบบไหนก็ได้ ไม่ว่าจะออกหัว หรือก้อย ขอให้ทุกอย่างสงบ การลงทุนจะได้เกิดสักที นี่ดีว่าไม่มีอะไรที่รุนแรง ไม่มีความเสียหายของทรัพย์สิน นักลงทุนก็จะได้เข้าใจว่าการประท้วง การชุมนุมเป็นครรลองตามระบอบประชาธิปไตย” ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวและว่า หากการเมืองสงบ การแก้ไขมาบตาพุดได้จุดจบ ไม่เกิดความล่าช้า เชื่อว่าจะส่งผลให้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ หรือจีดีพีของไทยในปีนี้มีการเติบโตได้เกิน 5% แน่นอน เพราะการลงทุนขนาดใหญ่กำลังรอลงทุนอยู่ไม่ต่ำกว่า 60 โรงงาน ครอบคลุมพนักงานถึง 1.2 แสนคน ในจำนวนนี้มีความเกี่ยวข้องกับ 5 แสนครัวเรือน
สำหรับกรอบนโยบายของรัฐบาลในขณะนี้ถือว่าได้เดินมาถูกทางแล้ว โดยเฉพาะในเรื่องเศรษฐกิจ ส่วนเรื่องเงินทุนที่ไหลเข้ามาในตลาดหลักทรัพย์ ขณะนี้นั้น ต้องยอมรับว่า ประเทศไทยอยู่ในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้มีการเติบโต 3-4% ยกเว้นญี่ปุ่น ซึ่งโดยปกตินักลงทุนจะไปลงทุนในที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า และที่สำคัญดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย ก็ถือว่าอยู่ในระดับต่ำกว่าประเทศอื่น จึงเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนสนใจเข้ามาลงทุน
นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตัวเลขการใช้งบไทยเข้มแข็งที่เพิ่มขึ้น 6 หมื่นล้านบาท ภายใน 2 เดือน อาจไม่มีผลโดยตรงต่อจีดีพีมาก แม้ว่าตัวเลขทางการระบุว่ายอดเบิกจ่ายงบประมาณในโครงการไทยเข้มแข็งทั้งสิ้นอยู่ที่ 8.6 หมื่นล้านบาท ณ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ เพิ่มขึ้น 2.6 หมื่นล้านบาท จากวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา เนื่องจากการเบิกจ่ายส่วนใหญ่เป็นเงินโอน ซึ่งไม่นับรวมในจีดีพี เพราะไม่ได้เกิดจากการจัดซื้อจัดจ้าง แต่จะมีผลต่อจีดีพีในระยะต่อไป โดย 2 ใน 3 ของการใช้จ่ายในช่วง 2 เดือนแรก หรือกว่า 4 หมื่นล้านบาทเป็นเงินโอน



