
เห็นแต่ไม่ถูกนับ
ด้วยข้อจำกัดของการตีพิมพ์ คอลัมน์นี้ย่อมไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอย่างที่เป็นอยู่
แต่อย่างน้อยจะขอให้ข้อสังเกตสักสองสามประการต่อสิ่งที่กำลังเป็นไป
ประการที่หนึ่ง การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงมาจากความรู้สึกที่เขา "ถูกเห็นแต่ไม่ถูกนับ" ในความหมายที่ว่าคนเหล่านี้ถูกมอง ถูกให้ความหมายบางอย่าง แต่ไม่ถูกให้ความสำคัญ (เป็นความหมายที่ไม่สำคัญ หรือถ้าใช้ศัพท์บ้านๆ ก็คือ ไม่มีความหมายนั่นเอง)
การไม่ถูกให้ความสำคัญนั้น หมายถึงการมองเห็นว่าเขาเป็น "คนอื่น" เป็นคนอื่นที่แตกต่างจากเรา แต่ "แตกต่างโดยไม่เท่าเทียม" กับเรา
คำอธิบายที่ว่าคนเสื้อแดงนั้น "ถูกซื้อ" นั้นซ้อนทับกันอย่างพอดิบพอดีกับคำอธิบายเดิมว่าเขาถูกซื้อจากกระบวนการเลือกตั้ง และถูกซื้อจากทักษิณในวันนี้
เป็นคำอธิบายที่อ้างว่าเข้าใจที่ไม่เข้าใจอย่างยิ่ง เพราะเป็นคำอธิบายที่ไม่เชื่อในคำตัดสินใจของคนอื่น และไม่ตอบคำถามสำคัญต่อความรู้สึกของคนเสื้อแดง
เรื่องนี้คือเรื่องที่น่ากลัวมากในสังคม เพราะบางครั้งสังคมไทยก็ไม่มีความรู้สึกเกรงใจหรือดัดจริตทางการเมือง ที่รู้สึกว่าเรื่องบางเรื่องเป็นเรื่องที่เราเชื่อ แต่ไม่ควรพูด เพราะมันเป็นการลดทอนศักดิ์ศรีของคนอื่น (ภาษาฝรั่งมังค่าเรียกว่า political correctness)
ประการที่สอง (ที่ต่อเนื่องจากข้อที่หนึ่ง) สื่อมวลชนนั้นไม่ได้ความสำคัญกับการชุมนุมของ "คนเสื้อแดง" แต่อย่างใด การทำข่าวนั้นเป็นการทำข่าวการชุมนุมจากมุมไกล ให้ความสำคัญกับคำแถลงของแกนนำ ของทั้งรัฐบาล ของทั้งแกนนำเสื้อแดง แต่ไม่เคยให้ความสำคัญกับเสียงของคนเสื้อแดงที่มา จนถึงวันนี้สามวันแล้วของการโหมข่าวนั้นให้ความสำคัญต่อการคาดการณ์ในเรื่องของความรุนแรงที่จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ว่าไม่เคยมีการให้ความสำคัญต่อเสียงของคนที่มาชุมนุม ภาพที่ออกคือเสียงโห่ร้องของคนเสื้อแดงที่เป็นปฏิกิริยาต่อการปราศรัยของผู้นำ แต่ไม่ได้ถามไถ่ว่าเขามาร่วมทำไม
เหตุผลของพฤติกรรมของสื่อในข้อนี้นั้นต้องย้อนกลับไปที่ข้อที่หนึ่ง
ประการที่สาม เรื่องที่น่าประหลาดใจก็คือความไม่สะเทือนของพลเอกเปรมที่มีต่อข้อเรียกร้องของคนเสื้อแดง ทั้งที่เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนข้อเรียกร้องของคนที่ขับไล่พลเอกเปรมจากนักวิชาการ 99 คนนั้นมีเหตุผลที่ไม่ต่างกันมากนัก
ผมไม่อยากย้อนกลับไปตอบในข้อหนึ่งว่า พลเอกเปรมนั้นมองไม่เห็นหรือไม่นับคนเสื้อแดง แต่ผมคิดว่าสื่อมองไม่เห็นและไม่นับเสื้อแดงในความหมายของคนที่มีการกระทำทางการเมืองที่มีความหมายมากกว่า
ประการที่สี่ การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงมีนัยทางการเมืองที่แตกต่างไปจากการเคลื่อนไหวในนามของประชาธิปไตยที่ผ่านมา ถ้าเราไม่หยุดคิด (stop short) แค่ว่าเขาถูกซื้อ หรือไม่เข้าใจเหตุผลหรือผลประโยชน์ของตัวเขา เราจะเห็นว่า เนื้อหาการเคลื่อนไหวไม่ใช่เรื่องของการเคลือบแฝงไปด้วยชาตินิยมเหมือนการเคลื่อนไหวประชาธิปไตยที่ผ่านมา
แต่เป็นการเคลื่อนไหวในนามของการเรียกร้องสิทธิที่พวกเขาถูกพราก (deprivation of political rights) ซึ่งในแง่นี้คือความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจต่อการถูกกันออกจากพื้นที่ทางการเมือง นับตั้งแต่การรัฐประหาร และการยุบพรรคการเมืองที่พวกเขาสนับสนุนถึงสองครั้ง
ความรู้สึกดังกล่าว ถูกสะสมมานาน เมื่อผสานกับความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจและถูกกีดกันจากเศรษฐกิจและสังคมในนามของการเป็นคนจน การเคลื่อนไหวจึงสะท้อนออกมาถึงการสะสมความน้อยเนื้อต่ำใจที่เขาไม่ถูกนับและไม่ถูกให้ความสำคัญในทางการเมือง
โชคดีแล้วครับที่ข้ออ้างว่า การเคลื่อนไหวเป็นเรื่องชนชั้นเพียงแค่การต่อสู้ระหว่างไพร่ และอำมาตย์ เพราะถ้าการต่อสู้เป็นการต่อสู้ทางชนชั้นในลักษณะคนจนกับคนรวย คนเมืองกับคนชนบทจริงๆ จะยุ่งไปกว่านี้
ท้ายที่สุด ด้วยความหวังดีต่อรัฐบาล ขอความกรุณารัฐบาลช่วยนับคนเหล่านี้มากกว่าเห็นแบบห่างๆ และอย่าได้อ้างเหตุผลความชอบธรรมว่า รัฐบาลมีความชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ เพราะมันเป็นการย้อนรอยความขัดแย้งของพฤษภาทมิฬ เพราะสุจินดานั้นไม่ได้ขึ้นสู่อำนาจผิดรัฐธรรมนูญ เพียงแต่ว่ารัฐธรรมนูญนั้นมีที่มาที่คนจำนวนมากเขาไม่ให้ความชอบธรรมต่างหาก



