ข่าว

แค่หนึ่งทักษิณก็วิบัติเกินพอ

แค่หนึ่งทักษิณก็วิบัติเกินพอ

16 มี.ค. 2553

ประเทศไทยมีนักการเมืองแบบ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” คนเดียว ในประวัติศาสตร์การเมืองยุคหลังจากปี 2475 บ้านเมืองยังแทบวิบัติวอดวาย ประชาชนได้รับผลกระทบจากความเสียหายจากการเมือง เศรษฐกิจ สังคม โครงสร้างคุณธรรม ศีลธรรม ความรู้สึกดีชั่วมากถึงเพียงนี้

 ถ้ามี “ทักษิณ” มากกว่า 1 คน และมีพฤติกรรมระดับเดียวกัน ความเสียหายจะมากเพียงใด คงยากที่จะประเมินได้ อันที่จริงมีนักการเมืองในลักษณะทักษิณหลายคน แต่โดยรวมแล้วยังไม่ถึงขั้น โดยเฉพาะด้านความมั่งคั่งในทรัพย์สิน ความดื้อรั้น ความทะเยอทะยานในอำนาจไม่สิ้นสุด

 ที่สำคัญ ทักษิณเป็นผู้นำที่ขาดความรักชาติ แตกต่างจากผู้นำระดับทรราชอื่นๆ ซึ่งอาจจะคลั่งชาติมาก แต่ไม่ได้มุ่งเน้นการโกงกินแบบทักษิณ ที่เป็นอันตรายที่สุดก็คือ นอกจากทักษิณแล้ว ยังมีเครือข่ายของญาติพี่น้องร่วมตระกูลมีความละโมบ ขาดความรู้สึกผิดชอบชั่วดี กลายเป็นเครือข่ายของคนที่ต้องการแสวงหาผลประโยชน์มากกว่าการสร้างผลประโยชน์ให้แผ่นดิน จะมีตระกูลใดอีกหรือ ซึ่งอยู่ในลักษณะเช่นนี้ นั่นเป็นคำถามที่คนไทยต้องพิจารณา และต้องตัดสินใจว่าจะเปิดโอกาสให้คนในตระกูลเหล่านี้กระทำความผิดซ้ำซาก ซ้ำเติมความบอบช้ำของบ้านเมืองไม่สิ้นสุด เดินทางเข้าๆ ออกๆ ประเทศ เอาตัวรอด ขณะที่หว่านเงินจ้างให้ลูกสมุนสร้างความวิบัติให้บ้านเมือง อีกเช่นนั้นหรือ

 การตั้งเงื่อนไขโดยปราศจากเหตุผล และมีเจตนาร้าย เป็นการแสดงให้เห็นว่าเครือข่ายทักษิณต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของบ้านเมือง รวมทั้งการล้มล้างสถาบันกษัตริย์ เพียงแต่ไม่ประกาศชัดเจนเท่านั้น แต่คำพูดเฉียดฉวัดเฉวียน เท่ากับเปิดเผยความต้องการ เพราะทักษิณต้องการเป็นใหญ่ในแผ่นดินโดยไม่มีก้างขวางคอ หรือใครที่มีอำนาจเหนือกว่า ทั้งสถาบันการบริหารบ้านเมือง เช่นรัฐสภา และตุลาการ ผ่านอำนาจการเมือง และระบบการให้คุณให้โทษที่ผิดเพี้ยน จนถึงขั้นใช้อำนาจเงินติดสินบน

 เป็นหน้าที่ของคนไทยซึ่งเป็นวิญญูชนไม่ยอมให้บุคคลลักษณะเดียวกับทักษิณได้มีอำนาจกุมการบริหารบ้านเมืองโดยไม่มีการตรวจสอบ หรือใช้อิทธิพลครอบงำมวลชนผ่านนโยบายซึ่งสร้างความเสียหายระยะยาว แต่ต้องใช้เวลา โดยเฉพาะต้องมีรัฐบาลและผู้นำซึ่งมีจิตสำนึกดีงาม มีคุณธรรม และความหวังดีต่อบ้านเมือง เพราะรากเหง้าแห่งความเลวร้ายในแผ่นดินได้ลงลึกผ่านกระบวนการทางการเมืองซึ่งเต็มไปด้วยความฉ้อฉล การแสวงหาผลประโยชน์อย่างไร้ความยั้งคิดและยางอาย

 การเปลี่ยนผ่านของการเมือง จำเป็นต้องมีผลแห่งความเลวร้าย ความสูญเสีย ใช้เวลาและทรัพยากร เพราะการต่อสู้ด้วยเงินและอำนาจซึ่งไร้คุณธรรม ประชาชนเท่านั้นจะเป็นผู้ตัดสินในที่สุด แต่กว่าจะถึงวันนั้น ต้องได้ข้อมูลที่ถูกต้อง และมีความรู้พอที่จะไม่ถูกพวกนักการเมืองกำมะลอหรือนักปลุกระดมม็อบในรูปแบบของการสู้แล้วรวยเท่านั้น