
โอลิมปิกไทยโยนผ้า ไม่จัดกีฬาอีกแล้ว เหตุบ้านเมืองวุ่น
เมืองไทยวุ่นวาย ทำลายภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของไทยในเวทีกีฬาโลก "บิ๊กจา" พล.ต.จารึก อารีราชการัณย์ บิ๊กโอลิมปิกไทย ยกให้ รมต.กีฬา ชุมพล ศิลปอาชา ตัดสินใจเองเรื่องจัดกีฬาระดับนานาชาติ แต่สถานการณ์แบบนี้จัดยาก และไม่ควรเสนอตัวด้วย
"บิ๊กจา" พล.ต.จารึก อารีราชการัณย์ รองประธาน และเลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย ที่เกิดเหตุความไม่สงบ โดยเฉพาะในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ รวมทั้งกระทบถึงวงการกีฬาไทยที่มีต่อองค์กรกีฬาโลกเป็นอย่างมาก จากเดิมที่ประเทศไทยจะได้รับความไว้วางใจในการเป็นเจ้าภาพจัดกีฬารายการต่างๆ ตลอดจนถึงการส่งนักกีฬามาฝึกซ้อมที่ไทย และจัดการประชุม ถึงขณะนี้ความเชื่อมั่นต่างๆ ได้ถูกทำลายหมดสิ้น
ทั้งนี้ จากกรณีที่นายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้หารือกับคณะกรรมการโอลิมปิกไทย ถึงนโยบายการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาต่างๆ ในรอบ 7 ปี ตามแผนยุทธศาสตร์สร้างกีฬาไทยสู่ความเป็นเลิศ (พ.ศ.2553-2559) นั้น พล.ต.จารึก กล่าวว่า สภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย (โอซีเอ) ได้แจ้งให้คณะกรรมการโอลิมปิกของประเทศสมาชิกพิจารณาเสนอตัวเข้ารับการคัดเลือกเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาของโอซีเอ 4 รายการ ประกอบด้วย เอเชี่ยนอินดอร์และมาร์เชียลอาร์ทเกมส์ ปี 2013 และ 2018, เอเชี่ยนยูธเกมส์ ปี 2013 และ 2017, เอเชี่ยนบีชเกมส์ ปี 2016 และ 2020, เอเชี่ยนเกมส์ ปี 2019 และ 2023 ซึ่งตนได้ส่งเอกสารทั้งหมดให้ “รมต.กีฬา” พิจารณาเองแล้ว แต่ส่วนตัวนั้นเห็นว่า หากสถานการณ์ของประเทศยังเป็นแบบนี้ ก็ไม่ควรเสนอตัวจัดกีฬารายการใดๆ ทั้งสิ้น
พล.ต.จารึก กล่าวอีกว่า ช่วงที่ไทยเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนมาร์เชี่ยลอาร์ทเกมส์ ครั้งที่ 1 เมื่อปี 2552 ก็มีปัญหาเปลี่ยนรัฐบาลหลายครั้ง จนเกืบจะจัดไม่ได้ และเมื่อถึงช่วงก่อนการแข่งขันไม่นาน ก็เกิดปัญหาความวุ่นวายในประเทศ จนต้องเลื่อนการแข่งขันไปถึง 2 ครั้ง เหตุการณ์ดังกล่าวได้ทำลายความเชื่อมั่นของโอลิมปิกสากล (ไอโอซี) ที่มีต่อประเทศไทยอย่างมาก ตราบใดที่ประเทศไทยยังมีเรื่องวุ่นวายแบบนี้ ในอีกหลายปีนับจากนี้ไป คงยากที่จะจัดการแข่งขันกีฬารายการใหญ่ๆ ได้อีก



