
กำลังใจของ"แจ็กกี้โอ" ในวันลอบสังหาร "เจเอฟเค"
รัฐบาลสหรัฐได้นำจดหมายไว้อาลัยต่อการเสียชีวิตของประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดี้ มาเปิดเผยต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา ทำให้เราได้รู้ว่า ชาวอเมริกันเห็นอกเห็นใจแจ็กเกอลีน เคนเนดี้ ที่ต้องสูญเสียสามีไปอย่างโหดร้ายมากแค่ไหน
เพราะแจ็กกี้ โอ ได้รับจดหมายแสดงความเห็นใจจากชาวอเมริกันมากมายมหาศาลถึง 1.5 ล้านฉบับ
จดหมายกองเป็นภูเขาเลากาที่ถูกส่งไปหาแจ็กกี้โอนั้นมีทั้งจดหมายที่ด่างเป็นดวงเพราะรอยน้ำตา จดหมายที่เต็มไปด้วยถ้อยคำปลอบประโลม และแสดงความเห็นใจ
ในจำนวนจดหมาย 1.5 ล้านฉบับนี้ มีอยู่เกือบครึ่งถูกส่งไปยังทำเนียบขาวในช่วงสองสามสัปดาห์แรกภายหลังจากที่อดีตประธานาธิบดีเคนเนดี้ถูกยิงเสียชีวิต โดยวันหนึ่งๆ ทำเนียบขาวต้องรับจดหมายเหล่านี้มากถึง 4.5 หมื่นฉบับเลยทีเดียว
จดหมายที่ทางการสหรัฐเลือกมาเปิดเผยในครั้งนี้เป็นจดหมายจาก "เจน ดรายเดน" เด็กสาววัยเพียง 11 ขวบในตอนนั้น ที่เขียนจดหมายส่งไปให้กำลังใจแจ็กกี้โออาทิตย์ละฉบับเป็นเวลาติดต่อกันนานถึง 6 เดือนหลังจากเจเอฟเคถูกยิงเสียชีวิตในเมืองดัลลัส รัฐเทกซัส เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2506
"หนูรู้ว่าคุณเกลียดรัฐเทกซัส หนูเองก็เหมือนกัน" เด็กหญิงเจนเขียนเอาไว้ในจดหมายฉบับหนึ่ง "หนูอยากให้ตัวเองอยู่ที่วอชิงตัน ดีซี หนูคงจะรู้สึกปลอดภัยที่นั่น"
ส่วนอีกฉบับหนึ่งนั้น คนเขียนที่ลายมือหวัดมากได้ออกตัวว่า "ขอโทษสำหรับลายมือที่แย่ สายตาฉันไม่ค่อยดีนัก แต่ฉันรู้สึกว่าประธานาธิบดีของเราผู้มีใบหน้าเปื้อนยิ้มอันแสนหวานไปอยู่บนสวรรค์แล้ว ทำไมนะ พระเจ้า ทำไม"
ด้านจ่าวิลเลียม วัตสัน ได้ส่งรูปถ่ายทารกแฝดของตัวเองมาในจดหมายฉบับหนึ่งแล้วบอกว่าตั้งชื่อเด็กว่าแจ็คเกอลีน ลี กับจอห์น ฟิตซ์เจอรัลด์ ตามชื่อของประธานาธิบดีเคนเนดี้และสุภาพสตรีหมายเลข 1
รายงานข่าวแจ้งว่าบรรดาเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวพยายามช่วยกันตอบจดหมายกองโตเหล่านี้แล้ว แต่ก็ยังมีคนเขียนอีกหลายคนที่ไม่ได้รับจดหมายขอบคุณ
ด้วยความที่จดหมายที่ได้รับมีจำนวนมากไป ส่วนใหญ่จึงต้องถูกทำลายทิ้ง มีเพียง 2 แสนฉบับเท่านั้นที่ถูกส่งไปเก็บรักษาไว้ที่ห้องสมุดจอห์น เอฟ เคนเนดี้ในเมืองบอสตัน บนชั้นยาว 170 ฟุต แล้วจดหมายเหล่านี้ก็ถูกหลงลืมจนกระทั่งนักประวัติศาสตร์ชื่อ "เอลเลน ฟิตซ์แพทริค" หยิบเอาจดหมายบางฉบับมาใส่ไว้ในหนังสือของเธอที่ชื่อว่า "จดหมายถึงแจ็คกี้ : สารแสดงความเสียใจจากประเทศที่โศกสลด" พวกมันจึงได้รับความสนใจอีกครั้ง
แลร์รี ทูมีย์จากเมืองอัพเพอร์ ดาร์บี้ รัฐเพนวิลเวเนีย เริ่มลงมือเขียนจดหมายตั้งแต่ยังไม่ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่าเจเอฟเคเสียชีวิตแล้วด้วยซ้ำ โดยเขาเขียนเอาไว้ว่า "คุณเคนเนดี้ที่รัก แม้แต่ตอนที่ผมกำลังเขียนจดหมายอยู่นี่ มือของผม ร่างกายของผมก็สั่นระริกจากเหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวที่เกิดขึ้นตอนบ่ายวันนี้ ผมกำลังดูข่าวช่องซีบีเอส-ทีวีอยู่ ยังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการออกมา"
ฟิตซ์แพทริคไปที่ห้องสมุดเคนเนดี้เพื่อทำการค้นคว้าไปเขียนหนังสืออีกเล่ม เธอขออ่านจดหมายแสดงความเห็นใจที่ส่งมาเพราะอยากรู้ว่าชาวอเมริกันในยุคสมัยเดียวกับเขามองเคนเนดี้อย่างไร แต่ในทันทีที่เริ่มอ่าน เธอก็ติดหนับทันที
"ฉันสอนประวัติศาสตร์อเมริกันมาเป็นเวลา 30 ปี แต่ฉันไม่แน่ใจว่าตัวเองเคยได้เห็นคอลเลกชั่นที่ทรงพลังขนาดนี้มาก่อนหรือไม คอลเลกชั่นที่เป็นตัวแทนของการที่ประชาชนคนธรรมดาจำนวนมากพูดออกมาจากหัวใจถึงทัศนคติของพวกเขาที่มีต่อสังคมอเมริกัน การเมืองอเมริกัน และประธานาธิบดี
ฟิตซ์แพทริคซึ่งเป็นศาสตราจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยนิวแฮมป์เชอร์ค้นพบในเวลาเพียงไม่นานว่า จดหมายเหล่านี้ไม่เคยถูกตีพิมพ์มาก่อน แล้วเธอก็ต้องขออนุญาตจากผู้เขียนแต่ละรายด้วยจึงจะนำเอาจดหมายไปใส่ไว้ในหนังสือของเธอได้
ฟิตซ์แพทริคคัดจดหมายที่เธอประทับใจออกมาได้ 240 ฉบับจาก 3,000 ฉบับ เธอสามารถตามตัวคนเขียนได้ 220 คน และในจำนวนนี้มีอยู่เพียง 5 คนเท่านั้นที่ไม่ยอมให้เอาจดหมายของตัวเองไปตีพิมพ์ลงในหนังสือ
ฟิตซ์แพทริคกล่าวต่อว่า มีหนังสือเกี่ยวกับการลอบสังหารเคนเนดี้ออกมาเป็นจำนวนมาก โดยเราได้ฟังมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ ได้ฟังทฤษฎีสมคบคิด ได้ยินความเห็นจากคนในรัฐบาลเคนเนดี้กันมาแล้ว แต่คราวนี้ลองมาฟังเสียงของคนที่ไร้เสียง เสียงของอเมริกันชนคนธรรมดากันดูบ้าง แถมนักประวัติศาสตร์ผู้นี้ยังบอกด้วยว่าเธอประหลาดใจกับถ้อยคำที่คนเหล่านี้ใช้มาก แม้ว่าบางคนจะไม่ได้รับการศึกษาที่ดีนัก หรือเป็นเพียงแค่เด็ก
มาริลีน ดาเวนพอร์ทจากนิวยอร์กเขียนว่า "ฉันเป็นแค่คนอเมริกันธรรมดา สติปัญญาธรรมดา เป็นแม่บ้านธรรมดา มีบ้านธรรมดา ครอบครัวธรรมดา อ่อนกว่าคุณ 1 ปี อาจจะอ่อนไหวกว่าบางคนอยู่สักหน่อย แต่ฉันจะเก็บส่วนหนึ่งที่อบอุ่นในหัวใจเอาไว้ให้คุณทั้งสองเสมอนานตราบเท่าที่ฉันยังมีชีวิตอยู่"
ดาเวนพอร์ทยังได้ให้เบอร์โทรศัพท์ของเธอกับแจ็กกี้โอเอาไว้ด้วยโดยบอกว่า "เผื่อคุยอยากจะระบาย"
จดหมายสั้นๆ ฉบับหนึ่งมาจากมาร์ติน โรเซนเบิร์ก นักศึกษามหาวิทยาลัยแมตซาชูเซตส์ที่เขียนว่า "คุณเคนเนดี้ที่รัก ฉันไม่เคยเห็นนักฟุตบอลของทีมเราร้องไห้มาก่อน แต่วันนี้ พวกเขาร้องไห้"



