
แผนบันได 7 ขั้น (2)
ขั้นที่ 5 การสร้างอุดมการณ์ชาตินิยม
การปฏิบัติขั้นนี้ มุ่งเน้นการสร้างอุดมการณ์ความเป็นชาติพันธุ์เดียวกัน (ความเป็นมลายู) ที่จะต้องร่วมกันต่อสู้เพื่อให้ได้รัฐปัตตานีคืนมาโดยการผนึกกำลังของชนชาติพันธุ์มลายูที่เป็นชาวไทยมุสลิมทุกสถานะ/อาชีพ ซึ่งรวมถึงข้าราชการพลเรือน ตำรวจทหารที่เป็นมุสลิมและชาวมาเลเซีย
ที่สำคัญผู้ที่ได้รับการปลูกฝังอุดมการณ์ชาตินิยมแล้วจะต้องเคยผ่านการปฏิบัติจริง คือการก่อเหตุร้ายไม่ว่าในลักษณะใดตามเงื่อนไขและระดับความรับผิดชอบ
ขั้นที่ 6 การเตรียมพร้อมปฏิวัติ
เป็นขั้นตอนการก่อเหตุร้ายทุกรูปแบบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เหมือนการแตกกระจายของดอกไม้ไฟ หรือที่เรียกว่า “การจุดดอกไม้ไฟแห่งการปฏิวัติ” เพื่อเตรียมการเคลื่อนไหวใหญ่
ขั้นที่ 7 การจัดตั้งการปฏิวัติ หรือการก่อการปฏิวัติ
เป็นการต่อสู้ขั้นสุดท้ายและใช้การโจมตีด้วยกองกำลังต่อกลไกรัฐเต็มพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งขณะโจมตีจะติดตั้งธงรัฐปัตตานีควบคู่ไปด้วย เพื่อให้สื่อมวลชนกระจายข่าวไปทั่วโลก และหวังผลให้ประชาคมระหว่างประเทศโดยเฉพาะองค์การสหประชาชาติหรือองค์กรมุสลิมในระดับโลกเข้ามาแสดงบทบาทในการแก้ปัญหาดังกล่าว จนนำไปสู่การลงประชามติของประชาชนเพื่อแยกตัวเป็นเอกราชและจัดตั้งรัฐปัตตานีขึ้นในที่สุด
ตามแผนการเดิม ขั้นตอนนี้กำหนดจะกระทำในปี พ.ศ.2548 แต่ด้วยความไม่พร้อมของจำนวนกองกำลังแนวร่วมและอาวุธยุทโธปกรณ์ จึงยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผน และต้องขยายแผนนี้ออกไปอีกระยะหนึ่ง
“จุลสารความมั่นคงศึกษา ฉบับที่ 10” ของ สุรชาติ บำรุงสุข ภายใต้โครงการความมั่นคงศึกษา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ให้ความเห็นต่อแนวทางการต่อสู้ของกลุ่มก่อความไม่สงบเหล่านี้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง มีการปรับให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของสถานการณ์และสร้างความได้เปรียบในการต่อสู้ด้วยการใช้จุดแข็งในความเป็นมลายูปัตตานี หลักศาสนาอิสลาม รวมทั้งการแสวงประโยชน์จากจุดอ่อนของฝ่ายรัฐ โดยแยกเป็นประเด็นพิจารณาดังนี้
1.สร้างเอกภาพและความเป็นหนึ่งเดียว
การจัดตั้งกองกำลัง การดำเนินการ การปฏิบัติการในลักษณะต่างกลุ่มต่างทำในระยะที่ผ่านมา ทำให้กลุ่มก่อความไม่สงบขาดความเป็นเอกภาพ ทั้งการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย และการติดต่อขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศ ด้วยเหตุนี้เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2532 แกนนำกลุ่มต่างๆจึงตกลงจัดตั้ง “องค์กรร่วม” ขึ้น เพื่อความเป็นเอกภาพและให้การดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งต่อมาเมื่อปี 2534 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “แนวร่วมเพื่อเอกราชปัตตานี” ซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม “BERSATU” ในเวลาต่อมา
2. กำหนดหลักนิยมในการต่อสู้ใหม่
ความล้มเหลวในการต่อสู้ของกลุ่มก่อความไม่สงบในอดีตที่ใช้หลักนิยมจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธและการประกาศความรับผิดชอบในการปฏิบัติการก่อเหตุ อาทิ การทิ้งใบปลิวในที่เกิดเหตุ เป็นจุดอ่อนสำคัญทำให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดี จนสามารถจับแกนนำของกลุ่มได้หลายคน ทำให้กลุ่มก่อความไม่สงบเปลี่ยนหลักนิยมในการต่อสู้หรือยุทธศาสตร์ในการต่อสู้ใหม่ โดยมีหลักการสำคัญดังนี้
ใช้ศาสนานำในการต่อสู้ : ทำให้มีการแสวงประโยชน์จากสถาบันทางการศึกษาด้านศาสนาทั้งศูนย์อบรมจริยธรรมประจำมัสยิด/ตาดีกา และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม/ปอเนาะอย่างกว้างขวาง โดยแฝงตัวอยู่ในคราบของครูตาดีกา โต๊ะครู และอุสตาส ขณะที่เจ้าหน้าที่ก็ไม่สามารถเข้าไปสอดส่องดูแลหรือควบคุมการดำเนินกิจกรรมในสถาบันการศึกษาทางศาสนาดังกล่าวได้อย่างเป็นรูปธรรม
เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกของประชาชนมาก
บัญชร ชวาลศิลป์



