
มืดแปดด้าน
วันก่อนคุยกับมิตรสหายบางคนถึงความละม้ายคล้ายคลึงของเกาหลีและเวียดนาม ตั้งแต่การเป็นชาติที่ได้รับอิทธิพลทางศาสนาและวัฒนธรรมจากจีน การถูกยึดครองโดยจีน การถูกแบ่งประเทศออกเป็นสองส่วนด้วยฝีมือของต่างชาติ
การตกเป็นสมรภูมิการรบพุ่งของชนชาติเดียวกันที่แตกต่างกันทางลัทธิการเมืองในยุคสงครามเย็น การฟื้นตัวหลังสงคราม จนถึงการก้าวขึ้นสู่ความเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน จบลงด้วยข้อสรุปคร่าวๆ ว่าเวียดนามกำลังจะเป็นประเทศน้องใหม่ที่โดดเด่นในเอเชีย ถัดจากจีนและอินเดียในอีกไม่นานเกินรอนี้
ปัจจัยประการแรกที่ผลักดันให้เวียดนามเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วและมั่นคงก็คือ เสถียรภาพของรัฐบาล แม้ว่าจะปกครองด้วยระบอบสังคมนิยม แต่ก็เป็นสังคมนิยมที่ผ่านกระบวนการทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติมาอย่างโชกโชน จนมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบและแนวคิดบางอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับความเป็นไปของโลกทุนนิยม ขณะเดียวกันก็ใช้การปกครองที่เข้มงวดและจำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชนให้เป็นประโยชน์ต่อการสร้างความมั่นคงภายในประเทศ จนเวียดนามได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่น่าลงทุนพอๆ กับอินโดนีเซีย ขณะที่ประเทศไทยของเราหล่นไปอยู่ในระดับเดียวกับฟิลิปปินส์
ปัจจัยประการที่สองได้แก่ คุณภาพของประชากร เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าคนเวียดนามเป็นคนที่ขยันขันแข็ง อดทน และเอาจริงเอาจัง แม้ว่าจะยังขาดทักษะในบางด้าน แต่คนเวียดนามก็เป็นคนที่รักการเรียนรู้ ดังจะเห็นได้จากสถิติจำนวนคนอ่านหนังสือในกลุ่มประเทศอาเซียน ที่คนเวียดนามมีสถิติการอ่านหนังสือสูงเป็นลำดับสองรองจากสิงคโปร์
ปัจจัยประการที่สามก็คือ ที่ตั้งของประเทศเวียดนาม ที่เป็นเสมือนประตูส่งสินค้าไปยังประเทศต่างๆ โดยทางเรือและอากาศได้อย่างสะดวกสบาย นอกเหนือจากเส้นทางคมนาคมทางบกที่เชื่อมต่อกับลาว กัมพูชา และชายแดนจีน
เอาแค่ปัจจัยสามประการนี้ก็คงพอจะมองเห็นอนาคตของเวียดนามได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ก็ยังมีปัจจัยแฝงจากคนเวียดนามที่อพยพไปตั้งถิ่นฐานในสหรัฐ ฝรั่งเศส และออสเตรเลีย ในช่วงสงครามเวียดนาม ซึ่งเวลาที่ผ่านมานานกว่า 30 ปี ได้ทำให้คนเวียดนามใต้รุ่นเก่าบรรเทาพิษบาดแผลที่ได้รับจากเวียดนามเหนือและเวียดกงในสมัยสงครามกู้ชาติ และคนรุ่นใหม่ก็แทบจะไม่มีข้อมูลใดๆ ในเรื่องเหล่านี้ ประกอบกับรัฐบาลเวียดนามปัจจุบันก็ดำเนินนโยบายให้คนเวียดนามนอกประเทศมีส่วนสร้างชาติ ทั้งด้วยการนำความรู้ความชำนาญที่ตนมีอยู่มาทำงานที่เวียดนาม หรือมาลงทุนประกอบกิจการที่บ้านเกิด รวมทั้งส่งเงินมาช่วยเหลือญาติพี่น้องของตน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นทั้งคลังสมองและขุมทรัพย์อันมีค่ายิ่งแก่การพัฒนาประเทศ
ตอนหนึ่งของการสนทนา เพื่อนถามผมว่า แล้วจากนี้เวียดนามจะเป็นอย่างไรต่อไป...ถึงจะไม่ใช่หมอดูฟันธง ผมก็คาดได้ว่า เวียดนามคงจะมุ่งผลิตสินค้าออกประเภทอาหาร เพื่อสร้างตัวเองให้เป็น “ครัวของโลก” แบบที่ไทยทำ เพราะสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศของไทยกับเวียดนามมีความใกล้เคียงกัน สามารถที่จะเพาะปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารได้พอๆ กัน และเวียดนามก็ได้เห็นตัวอย่างจากไทยแล้วว่า สินค้าอาหารยังเป็นสิ่งที่มีความต้องการสูงในตลาดโลกและมีประเทศคู่แข่งขันไม่มากนัก ซึ่งเวียดนามสามารถใช้ความได้เปรียบเรื่องราคาเป็นแต้มต่อเหนือสินค้าประเภทเดียวกันจากประเทศไทยได้อย่างสบายๆ
และต่อจากสินค้าประเภทอาหาร ผมเชื่อว่าเวียดนามจะเริ่มส่งออกสินค้าวัฒนธรรม ทั้งภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ ดนตรี และวรรณกรรม ตามแบบเกาหลี ซึ่งเป็นสินค้าที่เวียดนามมีต้นทุนสูงและมีตลาดชาวเวียดนามในต่างประเทศรองรับและสนับสนุนอยู่แล้ว
โชคดีที่เพื่อนไม่ได้ถามต่อว่าแล้วประเทศไทยจะเป็นอย่างไร? เพราะผมยังมองหาด้านที่เก้าซึ่งพอจะสว่างไสวบ้างยังไม่เจอเลยครับ



