
อีสานร้างเหลือเพียงเด็กและคนชราเฝ้าหมู่บ้าน
ตลาดสดเทศบาลหนองพอก ร้อยเอ็ด ซบเซา หลังพ่อค้า - แม่ค้า ส่วนหนึ่งเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ร่วมภารกิจแดงทั้งแผ่นดิน เสียงจากแนวหลังห่วงใยความปลอดภัย เตือนคิดให้รอบคอบ อย่าให้แกนนำชักชวนทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสม ส่วนที่โคราชพบเหลือเพียงเด็กและคนชราเฝ้าหมู่บ้าน
ตลาดสดเทศบาลต.หนองพอก อ.หนอกพอก จ.ร้อยเอ็ด เริ่มอยู่ในภาวะที่เงียบเหงา เมื่อผู้ค้าภายในตลาดสดแห่งนี้มากกว่าครึ่งหนึ่ง หรือกว่า 200 คน จากจำนวนแผง 200 แผง ในขณะแผงซึ่งเปิดค้าขายมีด้วยกันทั้งหมดรวม 400 แผง ต่างเดินทางเข้ามาร่วมชุมนุมแดงทั้งแผ่นดินที่กรุงเทพฯ นับตั้งแต่วันศุกร์ที่ 12 มี.ค. ผ่านมา การหายไปของผู้ค้าเหล่านี้ทำให้ตลาดเทศบาล ที่เป็นศูนย์ร่วมการค้าของท้องถิ่น ทั้งในส่วนจ.ร้อยเอ็ด และเขตรอยต่อใกล้เคียง ทั้งยโสธร มุกดาหาร และกาฬสินธุ์ เริ่มเห็นภาพของความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด
นายบรรยง รอเสนา อายุ 60 ปี อดีตข้าราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า
ยึดอาชีพค้าขายไม้กวาด ในตลาดสดเทศบาลต.หนองพอก โดยส่วนตัวแล้วอยากจะเดินทางไปร่วมชุมนุมที่กรุงเทพฯด้วย แต่ติดที่ไม่มีคนดูแลร้านค้า "ผมเองก็เป็นห่วงกับการเดินทางไปของกลุ่มคนเสื้อแดงจากหนองพอก สิ่งที่ทำได้ในขณะนี้ก็คือ ติดตามข่าวทางสถานีประชาชน ตลอด 24 ชั่วโมง ไหว้พระ วิงวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หลวงปู่ศรี มหาวีโรแห่งวัดผาน้ำย้อย อ.หนองพอก ให้คุ้มครองประชาชนผู้รักประชาธิปไตยและได้ชัยชนะกลับมา"
นายบรรยง กล่าวว่า อยากฝากถึงประชาชนที่ร่วมเคลื่อนไหวครั้งนี้ด้วยว่า หากแกนนำในส่วนกลางจะนำพาออกนอกลู่นอกทาง หรือสร้างความเสื่อมเสียต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ขอให้คิดให้ถี่ถ้วนในการเคลื่อนไหวด้วย "ผมรักประชาธิปไตย จะคอยเป็นกองหนุนให้กับพี่น้องเสื้อแดงทุกคน ขออำนวยพรให้ได้ชัยชนะกลับมา" นายบรรยง กล่าว
นางทรัพย์ สมบูรณ์ อายุ 48 ปี แม่ค้าเนื้อวัวตลาดสดเทศบาล ต.หนองพอก อ.หนองพอก จ.ร้อยเอ็ด กล่าวว่า ขณะนี้ภายในตลาดสดเทศบาลต.หนองพอก เงียบเหงา เพราะส่วนหนึ่งมีสมาชิกที่เป็นผู้ค้าภายในตลาดสด เดินทางไปกรุงเทพฯเพื่อต่อสู้ร่วมกับกลุ่มนปช. "เรียกว่าคนที่นี่( ตลาดสดหนิงพอก)เสื้อแดงเกือบ 100% ก็ว่า ครอบครับมีกัน 4 คน ให้สามีอายุ 52 ปี กับลูกชายอายุ 23 ปี เดินทางไป วันที่เดินทางเราได้แต่วิงวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ให้คุ้มครองเขานำชัยชนะกลับมา หากยังต่อสู้ต่อไป ก็พร้อมที่จะส่งเสบียงไปให้ เราต้องการประชาธิปไตยและขอให้ประเทศไทยมีหนึ่งมาตรฐาน " นางทรัพย์ กล่าว
นางอู๊ต ผลสวัสดิ์ อายุ 58 ปี เจ้าของเขียงเนื้อรายใหญ่ ในตลาดสดเทศบาลต.หนองพอก กล่าวว่า กำลังตนเองมีน้อย อยากจะไปร่วมการชุมนุมที่กรุงเทพฯ แต่ก็ไม่สะดวก ทำได้เพียงส่งลูกชายอายุ 25 ปี ให้เข้าร่วมการต่อสู้แทน " ที่ทำได้ในขณะนี้คือให้การสนับสนุนเงิน ข้าวสาร อาหารแห้ง และขอให้พี่น้องสู้อย่างสันติวิธี ทหารที่เป็นลูกหลานของหนองพอก ก็โปรดเข้าใจด้วยว่า มีพ่อแม่พี่น้องของท่านเดินทางมา เรียกร้องประชาธิปไตย ทหารกับประชาชนคนหนองพอกด้วยกัน อย่างทำร้ายกัน " เจ้าของเขียงเนื้อรายนี้ กล่าว
นางอรุณ ศรีหนองขุ่น อายุ 21 แม่ค้าขายปลา ในตลาดสดเทศบาลต.หนองพอก กล่าวว่า เป็นห่วงสามีอายุ 21 ปี ที่เป็นทหารเกณฑ์ และถูกสั่งให้ไปดูแลรักษาเหตุการณ์ในเขต กทม. ขอฝากถึงทหารทุกนายว่า กลุ่มคนที่มาชุมนุมมีชาวหนองพอกรวมอยู่ด้วย อย่าหันหน้ามาฆ่ากันเองและตนเองพร้อมให้กำลังใจทหารที่เป็นสามีและพี่น้องเสื้อแดงด้วย ขอให้ปลอดภัยเดินทางกลับมาบ้านโดยสวัสดิภาพ
ด้านครอบครัวของผู้ที่เป็นแนวหลัง ในขณะที่สมาชิกพากันเดินทางเข้าไปชุมนุมที่กรุงเทพฯ นางไพจิตร บางประอินทร์ อายุ 44 ปี ภูมิลำเนา อ.ผาขาว จ.เลย กล่าวว่า สามี คือ นายทนงศักดิ์ บางประอินทร์ 45 อายุ อดีต ส.อบจ. เขต อ.ผาขาว จ.เลย ได้นำเอาแนวร่วมนปช.จาก อ.ผาขาว รวม 100 คน เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 12
"ก่อนออกเดินทางบอกเพียงว่า จะไปเอาประชาธิปไตยคืนมาให้เหลือมาตรฐานเดียวมิใช่สอง มาตรฐาน จะสู้เพื่อให้รัฐบาลยุบสภาหากไม่ได้ก็จะไม่กลับบ้านเกิด จะขอสู้ต่อไปให้ถึงที่สุด และสั่งให้เเลี้ยงดูลูก ดูแลครอบครัวด้วยอย่าได้เป็นห่วง ซึ่งลูกๆก็ขอให้สามีซื้อของเล่นมาฝากด้วยเมื่อกลับบ้านทราบมานานแล้วว่า สามีเป็นนักต่อสู้ เห็นสู้มาหลายครั้งโดยเฉพาะด้านการเมือง ก็ขอให้เอาประชาธิปไตยคืนมาให้ประชาชนโดยเร็ว ส่วนตัวแล้วก็อดที่จะห่วงสามีไม่ได้เพราะต้องเดินทางไกล คนจำนวนนับแสนนับล้านต้องกำแดดที่ร้อนจัด สถานที่คับแคบ ก็ขอให้ดูแลตัวเองด้วย" แนวหลังรายนี้ กล่าว
นายมา ผลประจง อายุ 54 ปี ภูมิลำเนา ต.ธาตุ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี กล่าวว่าบุตรสาวอายุ 27 ปี และบุตรเขย อายุ 27 ปี ได้เดินทางไปร่วมกับกลุ่มเสื้อแดง โดยให้ตนเฝ้าบ้านเพียงลำพังซึ่งลูกสาวกับลูกเขย ให้เหตุผลว่า พ่ออายุมากแล้วไม่ต้องไป สำหรับตนเองก็ได้นำข้าวเปลือกไปขายนำเงินให้ลูกไปใช้จ่ายขณะไปร่วมชุมนุม ส่วนเหตุผลที่ต้องสนับสนุนเพราะว่าได้ติดตามข่าวมาตลอดเห็นว่าเจ้าหน้าที่ใช้ สองมาตรฐานกับคนเสื้อแดง และเห็นใจ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม สำหรับวัตถุประสงค์หลักการเดินทางไปชุมนุมในครั้งนี้ทราบจากแกนนำว่าต้องการไปกดดันให้รัฐบาลยุบสภา
“อยากจะเรียกร้องไปยังรัฐบาลว่าเมื่อผ่านพ้นคดียึดทรัพย์ไปแล้ว ก็น่าจะคืนอำนาจความชอบธรรมทั้งหลายให้กับประชาชนเป็นคนตัดสินโดยการยุบสภา เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ที่ผ่านมารัฐบาลแก้ปัญหาบ้านเมืองไม่ได้ มีแต่ข่าวการทุจริต บ้านเมืองบอบช้ำ หากรัฐบาลยุบสภาและประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเลือกรัฐบาลโดยพรรคประชาธิปัตย์กลับมา จะเป็นความชอบธรรม การทำงานก็จะสง่างามกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยได้เสียงข้างมากก็ต้องยอมรับการตัดสินใจของพี่น้องประชาชนด้วย ” นายมา กล่าว
ส่วนที่ที่หมู่บ้านหนองตะครอง หมู่ที่ 3 ต.หนองสรวง อ.ขามทะเลสอ จ.นครราชสีมา หลังจากที่กลุ่มชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นแนวร่วมกลุ่ม นปช. ออกเดินทางไปร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช.ที่กรุงเทพฯ เหลือทิ้งไว้เพียงเด็ก ผู้หญิงและคนชรา ไว้ดูแลบ้านเพียงส่วนหนึ่ง ส่งผลให้หมู่บ้านที่มีอยู่กว่า 200 หลังคาเรือนวันนี้กลับเงียบเหงา
ครอบครัว “ เดินสันเทียะ ” ซึ่งถือเป็นครอบครัวใหญ่ครอบครัวหนึ่งในบ้านหนองตะครอง มีสมาชิกถึง 8 คน วันนี้เหลือเพียง นายเลาะ อายุ 72 ปี นางบุญมี อายุ 75 ปี และหลานสาว อยู่เฝ้าบ้านเพียง 3 ชีวิต เนื่องจากสมาชิกที่เหลืออีก 5 คน ได้นำสัมภาระเสบียงอาหารไปร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช.ที่กรุงเทพฯ ร่วมกับเพื่อนบ้านที่มีอุดมการณ์เดียวกันตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. โดยสิ่งที่คนอยู่ข้างหลังรับรู้ก็คือ สมาชิกจะร่วมเคลื่อนไหวกลับกลุ่มนปช.จนกว่าได้มาซึ่งจุดหมายที่ทางกลุ่มตั้งเป้าไว้ คือให้รัฐบาลยุบสภา
นายเลาะ เดินสันเทียะ อายุ 72 ปี กล่าวว่า อยากที่จะเดินทางไปร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช.พร้อมกับลูกหลานที่ออกเดินทางไปกับเพื่อนบ้านด้วยเช่นกัน แต่เนื่องจากสภาพร่างกายที่ตาขวามืดบอด และสังขารที่ไม่เอื้อ เป็นอุปสรรคที่ทำให้ลูกหลานทัดทานไว้ ด้วยเกรงว่าตนเองจะลำบาก อีกทั้งตนเองก็ไม่อยากเป็นภาระให้คนอื่นต้องคอยเป็นห่วง จึงจำใจต้องอยู่ดูแลหลานที่กำลังเรียนหนังสือและเฝ้าบ้าน ร่วมกับภรรยา
"ไม่คิดที่จะห้ามปราบสมาชิกในครอบครัวไม่ให้ไปร่วมชุมนุม เนื่องจากยอมรับว่าตัวเองก็มีความชื่นชอบในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ และอยากให้ครอบครัวของตนเองมีส่วนในการช่วยเหลือให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้กลับมามีบทบาทในการพัฒนาประเทศเหมือนในอดีตอีกครั้ง ซึ่งการเดินทางไปร่วมการชุมนุมในครั้งนี้ สมาชิกของครอบครัวก็ได้ติดต่อแจ้งความเคลื่อนไหวทางโทรศัพท์มาโดยตลอดแต่ยังไม่มีกำหนดการว่าจะเดินทางกลับเมื่อใด ได้แต่เพียงบอกว่าจะขออยู่ร่วมต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยกับกลุ่ม นปช.จนถึงที่สุด " หัวหน้าครอบครัว กล่าว
นางบุญมี เดินสันเทียะ อายุ 75 ปี กล่าวว่า อยากจะร่วมเดินทางไปชุมนุมกับกลุ่มนปช. เช่นเดียวกัน แต่ต้องทำหน้าที่อยู่เฝ้าบ้านดูแลสามีและ และก็ได้แต่เอาใจช่วยให้กลุ่ม นปช.ดำเนินการทุกอย่างให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจไว้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสอบถามชาวบ้านที่เหลืออยู่ภายในบ้านหนองตะครอง หมู่ที่ 3 ส่วนใหญ่ยอมรับว่ามีความรู้สึกชื่นชมในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยให้เหตุผลว่า เมื่อครั้งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ได้กำหนดนโยบายที่เป็นประโยชน์ตรงกับความต้องการของชาวบ้านระดับรากหญ้า หลายนโยบาย ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของดีขึ้น แต่หลังจากที่รัฐบาลของพรรคเพื่อไทยได้หมดอำนาจลงทุกสิ่งที่ชาวบ้านเคยได้รับการช่วยเหลือกลับถูกเพิกเฉย สำหรับจำนวนประชากรของบ้านหนองตะครองมีทั้งสิ้น 219 ครัวเรือน เป็นชาย 491 คน หญิง 448 คน รวม 939 คน โดยในจำนวนนี้มากกว่าครึ่งเป็นกลุ่มคนที่นิยมชมชอบในตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ



