
เหนือความอร่อยด้วยศิลปะบนถ้วยไอศกรีม
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจุบันวัฒนธรรมจากแดนอาทิตย์อุทัยเข้ามาสอดแทรกในสังคมไทยจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของคนไทยไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของอาหารการกินที่คนไทยนิยมกันสุดๆ แต่ถ้าจะพาไปรู้จักอาหารญี่ปุ่นที่มีให้เห็นเกลื่อนเมือง
ก็ดูจะธรรมดาเกินไป บวกกับอุณหภูมิที่พุ่งสูงปรี๊ดอย่างบ้านเราตอนนี้ คงเหมาะที่สุดที่จะแนะนำ "สฟรี" ไอศกรีมสัญชาติไทยสไตล์ญี่ปุ่น ที่กำลังฮอตสุดๆ ในหมู่คนรักไอศกรีม การันตีได้จากสาขาที่มีมากถึง 7 แห่ง ทั้งยังแตกออกเป็นแบรนด์น้องใหม่ใสปิ๊ง ในชื่อ "พาร์เฟริโอ บาย สฟรี" ยึดทำเลทองย่านสุขุมวิท 24 เป็นที่ตั้ง
วันนี้จะพาไปทำความรู้จักพร้อมทั้งลิ้มรสไอศกรีม ที่นอกจะอร่อยถูกปากคนไทยแล้ว ยังเน้นการจัดแต่งที่สวยงามจากฝีมือเชฟขนมหวานสัญชาติญี่ปุ่นแท้ๆ ส่งตรงจากแดนอาทิตย์อุทัย นาม "อิเคดะ คาซูโตะ" ที่มาช่วยรังสรรค์เมนูไอศกรีมและขนมหวานแสนอร่อย ในคอนเซ็ปต์ "ของหวานเพื่อสุขภาพ" ที่มีให้เลือกกว่า 150 รายการ
เพียงเหยียบย่างเข้าไปในร้าน ก็สัมผัสได้ถึงไอเย็นที่โชยมากระทบผิว ด้วยสไตล์การจัดร้านแบบโปร่งโล่งสบาย เน้นความสว่างด้วยโทนสีขาว และโดดเด่นด้วยเดสเสิร์ทบาร์ ที่ลูกค้าสามารถมองเห็นกรรมวิธีการสร้างสรรค์จากเชฟได้อย่างใกล้ชิด หรือจะเลือกนั่งรับลมชิลชิลด้านนอกก็เย็นสบายไปอีกแบบ
ฤทธิ์ คิ้วคชา เจ้าของร้านหนุ่มหล่อไฟแรงบอกว่า ทุกขั้นตอนการผลิตทางร้านเลือกใช้วัตถุดิบที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถันตามมาตรฐานของญี่ปุ่น เน้นวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศ อาทิ ช็อกโกแลตจากประเทศเบลเยียม รวมทั้งผลไม้อย่างพีช กีวี เมลอน บลูเบอร์รี่ และสตรอเบอร์รี่ ที่มีให้บริการทุกฤดูกาล ทั้งยังเน้นการจัดตกแต่งไอศกรีมแต่ละถ้วยให้สวยงามและสมบูรณ์แบบด้วยส่วนประกอบของไอศกรีม ช็อกโกแลต ผลไม้และเบเกอรี่ในถ้วยเดียวกัน ที่เรียกว่า "พาร์เฟต์" โดยแต่ละเมนูที่ทางร้านนำเสนอจะมีส่วนประกอบอย่างน้อย 8 ชนิด โดยมีกรานิต้า (ไอศกรีมเกล็ดน้ำแข็งเนื้อละเอียดนุ่ม โดดเด่นด้วยรสผลไม้สดกว่า 20 รสชาติ ซึ่งสามารถรับประทานเปล่าๆ ได้) และเป็นส่วนประกอบสำคัญในเกือบทุกเมนู
หลังจากรับทราบข้อมูลจากทางร้านพอหอมปากหอมคอ ก็ถึงเวลาลิ้มลองไอศกรีมเย็นๆ และขนมหวานอร่อยๆ ที่พาเหรดกันออกมาเป็นระลอก เริ่มต้นถ้วยแรกด้วย "คริสต์มาส ทรี" สดใสด้วยสีแดงจากสตรอเบอร์รี่และสีเขียวจากผลกีวี รสชาติหวานอมเปรี้ยวเข้ากันได้อย่าลงตัว แก้วถัดมาเป็น "โยเกิร์ต มิกซ์ เบอร์รี่" รสชาติหวานเล็กๆ จากไอศกรีม ผสานลงตัวกับความเปรี้ยวจากเบอร์รี่ มาต่อกันที่ "สตรอเบอร์รี่ ชีสเค้ก พาร์เฟต์" ชีสเค้กก้อนโตเนื้อนุ่มวางด้านบน ตักเข้าปากพร้อมกรานิต้าสตรอเบอร์รี่และสตรอเบอร์รี่สด บอกได้คำเดียวว่าอร่อยนุ่มลิ้นมั่กมัก
สำหรับคนรักช็อกโกแลตพลาดไม่ได้กับเมนู "ช็อกโกแลต มาเนีย พาร์เฟต์" เป็นการนำผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลตกว่า 10 ชนิดมารวมไว้ในถ้วยเดียว ไม่ว่าจะเป็นช็อกโกแลตสด ช็อกโกแลตวาฟเฟิล ช็อกโกแลตคุกกี้ ฯลฯ หรือจะเลือกเป็น "ช็อกโกแลต ฟองดันท์ อะ ลา โหมด" รสชาติหวานกำลังดีของเนื้อเค้กบวกกับช็อกโกแลตอุ่นๆ ที่ปะทุออกมาจากด้านใน จากการอบสดๆ รับประทานพร้อมไอศกรีมและกรานิต้าช็อกโกแลต อร่อยนุ่มลิ้นจนไม่อยากวางช้อน แต่อ๊ะ....ยังมีถ้วยถัดไป อย่าง "มัตชะ พาร์เฟต์" รออยู่ ถ้วยนี้เป็นเมนูแนะนำสำหรับคนชอบชาเขียว เพราะที่นี่เขาเลือกใช้ชาเขียว 100 เปอร์เซ็นต์จากเกียวโต ซึ่งเพียงแค่ยกถ้วยมาเสิร์ฟ กลิ่นอ่อนๆ ของชาเขียวก็โชยมาติดจมูก
ปิดท้ายที่เมนูเด่นประจำเดือนมีนาคม ในคอนเซ็ปต์ "ไวท์เดย์" ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 14 มีนาคม หรือ 1 เดือนหลังในวันวาเลนไทน์ ในวันนี้เป็นธรรมเนียมที่ชายหนุ่มที่ได้ช็อกโกแลตจากหญิงสาวในวันวาเลนไทน์ จะมอบของขวัญตอบแทนให้แก่ฝ่ายหญิง ซึ่งของขวัญที่เป็นที่นิยมมากที่สุดก็คือ ไวท์ช็อกโกแลตนั่นเอง วันนี้ทางร้านแนะนำ 2 เมนูเด่น ได้แก่ "มิสที ไวท์ พาร์เฟต์" โดดเด่นด้วยสตรอเบอร์รี่สีแดงสด 2 ลูกโต เคลือบด้วยไวท์ช็อกโกแลต และ "เดอะ เกรท ไวท์ อะ ลา โหมด" เค้กรสบลูเบอร์รี่ชิ้นสวย เสิร์ฟคู่กับไอศกรีมและกรานิต้าบลูเบอร์รี่ แถมท้ายด้วยสตรอเบอร์รี่สด รสชาติออกเปรี้ยวเล็กๆ ถูกปากคนไทยทีเดียว
เอาเป็นว่าไปหาลองลิ้มชิมรส พิสูจน์รสชาติกันเองจะดีกว่า ใกล้ที่ไหนไปที่นั่นนะจ๊ะ



