
ชูชกยุคดิจิทัล
คำสาบานของ ทักษิณ คนหนีคุก ผสมกับคำสาปแช่งตัวเองว่าขอให้ตายภายใน 7 วัน ถ้าตัวเองโกงบ้านกินเมืองตามหลักฐานการพิสูจน์ในศาลฎีกานั้น คงไม่ได้เป็นจริงแบบรวดเร็ว ด้วยการสิ้นลมหายใจ ร่างกายตายสนิท
ในความเป็นจริง “ทักษิณ” ตายทั้งเป็น นานแล้ว ทุกวันนี้เหลือแต่ร่างกายซูบซีด หน้าเหลี่ยม แต่ไร้จิตวิญญาณของความเป็นคนมีความคิดปกติ
เมืองไทยอยู่มานานหลายร้อยปี แต่ไม่มีใครเลวระยำ ต่ำทรามเท่าคนหนีคุกรายนี้อีกแล้ว เป็นสุดยอดของจอมเนรคุณแผ่นดิน ซึ่งเปิดช่องทางให้ครอบครัวใช้เครือข่าย เงินสินบน สร้างความมั่งคั่งล้นแผ่นดินเกินหน้าผู้อื่น
เป็นเพราะความต้องการเงินไม่รู้จักจบสิ้น จึงใช้เงินปูทางเข้าสู่การเมืองเพื่อต่อยอดความร่ำรวยด้วยนโยบายทุจริตคอรัปชั่นแบบมีเชิง และหักดิบ
มีความโลภ เห็นแก่ตัว เอาแต่ได้ เหมือน “ชูชก” แต่ “ทักษิณ” ไม่ใช่พระเวสสันดร ซึ่งสละทุกอย่าง ทั้งนางมัทรี กัณหา ชาลี เพราะเห็นกันชัดเจนว่าทุกก้าวย่างนั้น คนหนีคุกมีแต่เล่ห์เหลี่ยม เอาเปรียบคนอื่นทุกลมหายใจเข้าออก
ปลุกระดมให้ชาวบ้านเสื้อแดงแห่กันมาชุมนุม เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายและสภาพแวดล้อมไม่เป็นใจ แต่สั่งให้ลูกและอดีตเมีย หนีเอาตัวรอดไปต่างประเทศ แก้ตัวแบบหน้าด้านๆ อ้างว่ามีงานต้องไปนานแล้ว
ไม่ใช่เป็นเพราะ “หนีตาย” กลัวตายเหมือนกันเรอะ หลังจากมีคำสั่งว่า “เจ๊สั่งลุย” ทุ่มเงินก้อนใหญ่ ให้บรรดาขุนศึก เสือหิว และขบวนการหลอกแดกใครจะเป็นจะตายมากน้อยเท่าไหร่ก็ยอมให้เกิด เพื่อให้คนหนีคุกชนะศึกชิงเมือง เท่ากับว่าคนในตระกูลนี้ขอมีส่วนในงาน “มือเปื้อนเลือด”
หลังจากสลับสับเปลี่ยนมือในการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน ลวงโลก ลวงหน่วยราชการ สร้างนิทานหลอกศาล จนถูกกระชากหน้ากากให้ชาวโลกได้รู้
“ทักษิณ” นับว่าเป็นสุดยอดของร่างที่มีลมหายใจ ใช้เงินและพฤติกรรมช่วยเปิดหน้ากากของคนในหลายระดับชั้นให้สังคมได้รับรู้ว่าตัวตนแท้จริง
ผลสุดท้าย ตัวเองกลายเป็นเหยื่อของขบวนการนักต้มตุ๋นทางการเมือง สู้ไม่จริง หรือได้รับไม่เต็มที่ ก็หาทางออกในลักษณะของ “นกรู้” เอาตัวรอด
เหมือนรู้ล่วงหน้าว่าแผ่นล่มเมืองของคนเสื้อแดงในสงครามครั้งสุดท้ายจะล้มเหลว มีคนตาย เป็นเหยื่อความโหดของพวกเดียวกัน และตัวเองต้องรับโทษ เมื่อกลไกกฎหมายของรัฐรวบรวมหลักฐานมาโดยตลอด เช็คบิลภายหลัง
“สิงห์เหลิม” นั้น เป็นสุดยอดของ “นกรู้” บินจู้ฮุกกรู้ไปตั้งหลักที่สิงคโปร์โน่น อ้างว่าไปเยี่ยมเพื่อน ทั้งๆ ที่เป็นโรคกลัวการขึ้นเครื่องบินมาเกือบตลอดชีวิต จนกระทั่งความกลัวตายมีมากกว่า ในยุคหนี รสช. ไปอยูเดนมาร์ก
ระยะหลังความอยากใกล้ชิดคนหนีคุกทำให้กล้าบินไปลอนดอนเพื่อเอาตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ไปฮ่องกงและแหล่งอื่นๆ เพื่อรับปัจจัย และต่อรองในการขอเป็นนายกฯ 6 เดือน แต่คนหนีคุกไม่ไว้ใจเต็มร้อย
ยิ่งคนหนีคุกโดนเป่าหูโดยหวานใจมือสอง “แม่นาค” พระโขนงตามฉายาที่ “สิงห์เหลิม” มอบให้ ก็ทำให้รู้ว่าการอยู่ในกรุงเทพฯ ช่วงเสื้อแดงสร้างความวิบัติในบ้านเมือง จะทำให้ตัวเองต้องอยู่ในสภาพไร้แผ่นดินตามทักษิณ
ดังนั้น “สิงห์เหลิม” ต้องชิ่งหลบ เอาตัวรอด ตามประสานกรู้!
“ผู้เฒ่าจิ๋ว” ก็ไม่เบา เป็น “นกรู้” ระดับเก๋า คงเห็นลางร้าย หรือรู้ว่าสถานภาพม้าไม้เมืองทรอย ทำให้ขบวนการ “ทักษิณ-ฮุน เซน” เจ๊งไม่เป็นท่า จนทุกวันนี้ก็จำต้องหลบด้วยการหาเรื่องลอกตาแก้ต้อในโรงพยาบาลทหาร
ยังไม่มีกำหนดเช็กเอาท์ คงรอดูก่อนว่าฝ่ายใดจะชนะในศึกใหญ่!
ทั้ง “สิงห์เหลิม” และ “ผู้เฒ่าจิ๋ว” ย่อมไม่อยากให้อยู่ในสภาพเหมือนคนหนีคุก นอกจากจะมีเงินน้อยกว่าแล้ว การอยู่เมืองนอกในสภาพผู้ลี้ภัย ห่างไกลบ้านเกิดและพรรคพวก ไม่ใช่สิ่งน่าอภิรมย์ ดู “ทักษิณ” เป็นตัวอย่างดิ
หรือจะรอดูครอบครัว ลูกและอดีตเมียทักษิณก็ได้ ถ้าสถานการณ์เป็นปกติ ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ ก็จะยังดิ้นรนกลับมาเมืองไทย
เว้นแต่ว่า “ซ้อใหญ่” ไม่อยากกลับมาติดคุกเพราะคดีหนีภาษี!
สงครามครั้งสุดท้าย จะมีคนบาดเจ็บล้มตายมาก หรือน้อยกว่าความขัดแย้งทางการเมืองครั้งก่อน ถ้ารัฐบาลจัดการสำเร็จในเร็ววัน ต้องขุดรากถอนโคนขบวนการชั่วร้ายอย่าให้เหลือ อย่าให้พวกนี้ลอยนวล
ถ้าไม่ต้องคดีอาญา อยู่ในคุก ก็ต้องให้หนีลี้ภัยไปต่างประเทศ!
การตัดไฟแต่ต้นลม คือการถอนประกันตัวการหัวโจก เพราะเห็นชัดแล้วว่าพวกนี้มีแผนร้าย ต้องการล่มเมือง ทำลายสถาบัน เปลี่ยนระบบบ้านเมือง
ตีงูให้หลังหัก ปล่อยเสือลำบากเข้าป่า หรือปล่อยให้จระเข้ลงน้ำได้ อย่างที่ได้ทำมา เป็นผลให้บ้านเมืองและประชาชนต้องลำบากดังเช่นวันนี้
นอกจากชำระสะสางขบวนการชั่วร้ายแล้ว พวกขี้ขลาดตาขาว ไม่ทำหน้าที่ในรัฐบาลก็ต้องสมควรถูกจัดการด้วยเช่นกัน เพราะเป็นตัวปัญหาด้วย
ไม่อย่างนั้น รัฐบาลต้องสู้สงครามครั้งสุดท้ายอีกหลายครั้งนะดิ! อิอิอิ!!!



