
63ทูตเข้าพบศปก.ตร.ห่วงสถานการณ์ม็อบเสื้อแดง
ตร.เตรียมตั้ง พนักงานสอบสวนทุกบช.ทั่วประเทศรับคดีเสื้อแดง ด้านทูต 63 ประเทศเข้าพบ ศปก.ตร.ห่วงสถานการณ์แดง ถามแนวทางต่างชาติเลี่ยงม็อบ โฆษก ศอ.รส. บอกตั้งด่านจุดตรวจเพื่อป้องกันผู้ชุมนุมนำอาวุธมาก่อเหตุ
เมื่อวันที่ 12 มีนาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ต.ประวุฒิ ถาวรศิริ รองผู้บัญชาการสำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (รอง ผบช.สทส.) ในฐานะโฆษกศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) กล่าวภายหลังการเข้าพบของตัวแทนสถานทูต 63 ประเทศ เพื่อติดตามสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ว่าวันนี้ได้มีการตัวแทนสถานทูต 63 ประเทศ ที่ดูแลเรื่องยาเสพติด มาพบเพื่อพูดคุยเรื่องสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เพื่อที่จะได้ไปดูแลประชาชนของแต่ละประเทศว่าจะต้องทำตัวอย่างไร จะเดินทางไปจุดไหนได้บ้าง ซึ่งก็ได้แนะนำให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติหลีกเลี่ยงไม่เดินทางไปยังจุดที่มีการชุมนุม ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ยังเปิดบริการ นักท่องเที่ยวก็สามารถเดินทางไปเที่ยวได้ตามปกติ
พล.ต.ต.ประวุฒิ กล่าวว่า การเคลื่อนตัวของกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นไปตามที่แกนนำได้ประกาศเอาไว้ ในด้านการข่าว เกี่ยวกับจำนวนผู้ชุมนุม ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีจำนวนเท่าใด คาดว่าหลังบ่ายวันนี้จะทราบว่ามีจำนวนที่แน่นอน ส่วนตามจังหวัดต่างๆ มีการรวมตัวเดินทางมาแล้วตามจุดรวมพลต่างๆ ซึ่งกระจายตามเส้นทาง อย่างไรก็ตามยังไม่มีรายงานการตรวจพบว่าการพกพาอาวุธ ซึ่งผู้ชุมนุมเองก็คงรู้ว่าตำรวจมีการตรวจตราอย่างเข้มงวด จึงไม่พกพามา ส่วนเหตุระเบิดที่จ.สุราษฎร์ธานี ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง เบื้องต้นได้รับรายงานว่าพบระเบิดขึ้นทั้งหมด 3 จุด บางจุดก็ระเบิด ขณะที่บางจุดไม่ระเบิด ซึ่งในรายละเอียดตนยังไม่ทราบ
ผู้สื่อข่าวถามถึงมาตรการเฝ้าระวังพื้นนอกเหนือจากที่มีการประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคง พล.ต.ต.ประวุฒิ กล่าวว่า แผนการดูแลเรื่องวัตถุระเบิด วัตถุต้องสงสัย อยู่ในแผนตั้งแต่เริ่มต้นที่จะมีการชุมนุมมาแล้ว มีการระวังตรวจตราแต่แรกอยู่แล้วและ ดำเนินการจนมาถึงวันนี้
ต่อข้อถามถึงมาตรการรับมือหากผู้ชุมนุมจะมีการเคลื่อนตัวไปยังที่ต่างๆ พล.ต.ต.ประวุฒิ กล่าวว่า จากรายงานด้านการข่าว ทราบว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะไม่เคลื่อนทุกจุด มีเพียงจุดที่สวนลุมพินีที่จะมีการเคลื่อน แต่ถ้าหากเคลื่อนทุกจุดจะส่งผลกระทบต่อการจราจร ซึ่งตำรวจจะพยายามเจรจากับแกนนำไม่ให้มีการเคลื่อน หรือให้เคลื่อนหลังเวลาเลิกงาน เมื่อถามว่าจะมีการปิดล้อมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.ประวุฒิ กล่าวว่า จากการข่าวอาจทราบว่าผู้ชุมนุมจะแวะมาที่ตร.เพื่อปราศรัยบ้าง ซึ่งก็ไม่ได้มีการห้ามอะไร ถ้าผ่านแล้วแวะมาปราศรัย เหมือนมาเยี่ยมกันแล้วไปคงไม่เป็นไร คงคุยกันได้ ส่วนการชุมนุมจะยืดเยื้อหรือไม่นั้น เบื้องต้นทราบว่าจะมีการชุมนุมถึงเที่ยงคืนแล้วเลิก ก่อนมารวมตัวกันใหม่ในวันรุ่งขึ้น ซึ่งหากเป็นอย่างนี้คงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง
ขณะที่มีรายงานว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ ตร.คัดเลือกพนักงานสอบสวนแล้วออกคำสั่งแต่งตั้งพนักงานสอบสวนเพื่อทำคดีม๊อบเสื้อแดง เตรียมไว้ก่อน ทั้งนี้ ตร.จึงได้มีคำสั่งให้ทุกกองบัญชาการเตรียมแต่งตั้งคณะพนักงานสอบสวนของแต่ละ บช.เอาไว้เพื่อทำคดีด้วย
“โฆษก ศอ.รส.” แจงตั้งด่านตรวจ ป้องกันนำอาวุธก่อเหตุ
พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ (ศอ.รส.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ตั้งด่านจุดตรวจในพื้นที่ต่างๆ ว่า การชุมนุมเป็นวิธีการแสดงออกทางสิทธิเสรีภาพของประชาธิปไตย และมีผู้ร่วมชุมนุมจำนวนมาก ฉะนั้นเมื่อคนหมู่มากมาอยู่รวมกันมีโอกาสที่จะมีผู้สร้างสถานการณ์เป็นไปได้ง่าย ดังนั้นการตั้งด่านถือว่ามีประโยชน์ทั้งประชาชนทั่วไป และกลุ่มผู้ชุมนุม เนื่องจากมีการตรวจตราอาวุธไม่ให้นำอาวุธมาสร้างสถานการณ์ร้ายแรงได้ มีการตรวจบัตรประจำตัวประชาชน เพราะการแสดงสิทธิเสรีภาพเป็นของคนไทยไม่ใช่คนต่างด้าว ขณะเดียวกันก็จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนคือทางกลุ่มผู้ชุมนุมมีประสงค์จะนำรถเข้ามาในพื้นที่ กทม. โดยปกติในชั่วโมงเร่งด่วนที่ประชาชนทำงานในช่วงเช้า และช่วงเย็นก็มีการจราจรติดขัดมากอยู่แล้ว หากนำรถเข้ามา 20,000-30,000 คัน จะทำให้จราจรเป็นอัมพาต และจะทำให้การแก้ไขเป็นเรื่องลำบาก ทั้งนี้เราไม่ได้ขัดขวางกลุ่มผู้ชุมนุม
“มาตรการที่ออกมาจะทำให้ท่านทั้งหลายไม่สบายตัว แต่ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ ศอ.รส.จะต้องดำเนินการเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาที่มากขึ้นกว่านี้ ส่วนที่มีข่าวว่าประชาชนมีการทำร้ายกันเองนั้น อยากให้ทุกคนเคารพกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นประชาชนที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยกับการชุมนุม อย่าได้โปรดนำตัวของท่านมาเป็นคู่กรณี ถ้าออกมาจะทำให้โอกาสปะทะกันมีสูง ดังนั้นได้แสดงสิทธิในที่พักอาศัยของท่าน เจ้าหน้าที่จะดูแลเรื่องนี้ ทั้งนี้กลุ่มคนเสื้อแดงสามารถชุมนมได้ตามสิทธิเสรีภาพของท่านได้ แต่การมีปากเสียงต่อบุคคลทั่วไปไม่เป็นผลดี” พ.อ.สรรเสริญ กล่าว
ปชช.ต้านความรุนแรงออกโรงคัดค้านใช้ความรุนแรงชุมนุม
เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 12 มีนาคม 53 ที่บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม ) ถ.ราชดำเนิน ต.ในเมือง อ.เมือง นครราชสีมา กลุ่มประชาชนคนโคราชต่อต้านการใช้ความรุนแรง จำนวนกว่า 20 คน นำโดยนางสารภี บุญประตูชัย แกนนำสมัชชาประชาชน จ.นครราชสีมา และนายสมชาย ลิขิตวรสิริ หรือชัยกองเมือง อายุ 53 ปี แนวร่วมกลุ่มพันธมิตรโคราช ได้รวมตัวกันแสดงพลังยืนถือป้ายที่มีข้อความว่า
“เราชาวโคราชขอคัดค้านการใช้ความรุนแรง เผาบ้าน เผาเมือง เราชาวโคราชจะปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ด้วยชีวิต และ ขอประณาม คนเสื้อแดง “ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมือง นครราชสีมา กว่า 50 นาย ที่มาดูแลรักษาความปลอดภัย
นางสารภี แกนนำสมัชชาประชาชน กล่าวว่า เหตุที่ต้องออกมาเคลื่อนไหวในนามประชาชนคนโคราช ฯ ในวันนี้ เนื่องจากสถานการณ์การเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 14 มี.ค. นั้น หมิ่นเหม่ต่อการเกิดความรุนแรงในบ้านเมือง และมีความเสี่ยงสูงที่จะสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน และประเทศเรามีความยินดี และสนับสนุนการชุมนุมโดยสงบ อหิงสา ปราศจากอาวุธ และมีสติ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายกลุ่มคนเสื้อแดง หรือมือที่สาม ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะแก้ปัญหา โดยใช้ความรุนแรงเป็นเงื่อนไขต่อรอง เพราะไม่ต้องการเห็นคนไทยด้วยกันเข่นฆ่ากันเอง นางสารภี ฯ กล่าว
นักข่าวห่วงความปลอดภัยแห่รับปลอกแขนทำข่าวการชุมนุม
นายวีระศักดิ์ พงศ์อักษร เลขาธิการสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากการที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ ประชาสัมพันธ์แจ้งสื่อมวลชนมารับปลอกแขนสีเขียวสัญลักษณ์ว่าเป็นสื่อมวลชนที่ทำข่าวสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) สมาคมนักข่าวฯ จัดทำขึ้นเป็นจำนวน 1,000 ชิ้น ปรากฏว่าเมื่อ 17.00 น. ที่ผ่านมามีสื่อมวลชนจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ สื่อออนไลน์ ในประเทศและสำนักข่าวต่างประเทศ ต่างทยอยกันมารับปลอกแขนจนขณะนี้เกือบหมดแล้ว แสดงให้เห็นว่าสื่อมวลชนต่างตระหนักถึงการทำหน้าที่บนพื้นฐานของความปลอดภัย
ดังนั้น สมาคมนักข่าวฯ จึงสั่งผลิตปลอกแขนเพิ่มเพื่อรองรับความต้องการ โดยสามารถมารับได้ในวันพรุ่งนี้ (วันเสาร์ที่ 13 มี.ค. 2553) ตั้งแต่เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย



