ข่าว

"วิกฤตอาหารโลก" ไทยได้โอกาสดันส่งออกผงาดสู่ ครัวโลก

"วิกฤตอาหารโลก" ไทยได้โอกาสดันส่งออกผงาดสู่ ครัวโลก
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

จับตา "วิกฤตอาหารโลก" กับการพร้อมรับมือของไทย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เผย ประเทศไทยได้โอกาส ดันส่งออกผงาดในฐานะ ครัวโลก

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ด้าน "ความมั่นคงอาหาร" ในขณะนี้ว่า ราคาอาหารที่พุ่งขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ทั่วโลกในปัจจุบัน ส่งผลให้ประชากรประมาณ 193 ล้านคนทั่วโลก กำลังประสบปัญหาความไม่มั่นคงด้านอาหาร ซึ่งเกิดจากหลากหลายปัจจัย โดยส่วนหนึ่งเกิดจากแรงกดดันต่อ "ตลาดอาหารทั่วโลก" ซึ่งได้เกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว

ฉันทานนท์ วรรณเขจร  เลขาธิการ สศก.

 

รวมทั้งราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นในปี 2564 ผลักดันให้ราคาปุ๋ยและเชื้อเพลิงสูงขึ้น ประกอบกับสภาพอากาศที่แห้งแล้ง ได้ทำลายพืชผลในประเทศผู้ผลิตอาหารขนาดใหญ่ เช่น บราซิล สหรัฐอเมริกา และแคนาดา เป็นต้น จนมาถึงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดความล่าช้าในการขนส่งและการค้าหยุดชะงัก

 

ล่าสุด คือ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างยูเครน-รัสเซียซึ่งทั้ง 2 ประเทศมีสัดส่วนการส่งออกข้าวสาลีประมาณร้อยละ 30 ของการค้าข้าวสาลีทั่วโลก ยูเครนส่งออกน้ำมันดอกทานตะวันประมาณร้อยละ 50 ของโลก และรัสเซียส่งออกปุ๋ยร้อยละ 20 ของโลก การคว่ำบาตรรัสเซียในครั้งนี้ จึงส่งผลให้ราคาพลังงานและปุ๋ยมีราคาสูงขึ้น 

     โอกาสดันส่งออกผงาดในฐานะ ครัวโลก

 

สศก.โดยศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ(ศกช.)สรุปประเด็นสำคัญ "วิกฤตการณ์อาหารโลก" (Global Food Crisis) เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ประกอบด้วยประเด็นที่น่าจับตา เพราะหากพิจารณาแล้ว ประเทศทั่วโลกยังไม่ฟื้นตัวมากนัก จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ปลายปี 2563

 

ประกอบกับความขัดแย้ง รัสเซีย-ยูเครนซึ่งทั้ง 2 ประเทศเป็นแหล่งทรัพยากรโดยเฉพาะข้าวสาลี ปุ๋ย ซึ่งคาดการณ์ว่าผลิตผลกว่า19-34 ล้านตันจะหายไปในปีนี้ และจะหายถึง 43 ล้านตันในปี 2566 สะท้อนให้เห็นว่า จะส่งผลกระทบต่อปริมาณแคลอรีที่บริโภคของคนกว่า 150 ล้านคนอีกทั้งการส่งออกสินค้าไปขายต่างแดนผ่านท่าเรือในทะเลดำต้องหยุดชะงักลง จากการถูกเรือรบของรัสเซียปิดล้อม

 

ดังนั้นหลายประเทศ เช่น มองโกเลีย อาเมเนีย อียิปต์ เยเมน ลิเบีย ปากีสถาน ตุรกี ซึ่งต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารและปัจจัยการผลิตทางการเกษตรจากรัสเซียและยูเครนจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

 

นอกจากนี้ภาวะสงครามยังส่งผลให้ รัสเซีย ซึ่งถือเป็นผู้ส่งออกวัตถุดิบที่ใช้ในการทำปุ๋ยรายใหญ่อย่างโพแทสและซัลเฟตงดการส่งออก ทำให้ราคาปุ๋ยต้องปรับขึ้นเช่นเดียวกัน 

 

 

สงครามรัสเซีย-ยูเครน ถือเป็นการจุดชนวนผลกระทบเศรษฐกิจโลกหลายด้านโดยเฉพาะแนวโน้ม “วิกฤตอาหารโลก” ที่เขย่าความมั่นคงทางอาหาร และกำลังกลายเป็นกระแสผลักดันให้ประเทศผู้ผลิตอาหารออกนโยบายห้ามส่งออกเพื่อรักษาสมดุลอาหารเพื่อเลี้ยงคนในประเทศ

 

จะเห็นได้จากประเทศที่ห้ามส่งออกธัญพืชสำคัญและอาหารขณะนี้นอกจากรัสเซีย-ยูเครนแล้ว ยังมีคาซัคสถาน จำกัดการส่งออกข้าวสาลีและแป้งสาลี เป็นการชั่วคราว

 

ขณะที่อาร์เจนตินาจำกัดการส่งออกเนื้อวัวยาวจนถึงปี2566 และล่าสุดอินเดีย ประกาศห้ามส่งออกข้าวสาลี ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกมาระบุว่า ขณะนี้มีประมาณ 30 ประเทศทั่วโลกได้ใช้มาตรการจำกัดการส่งออกอาหาร พลังงาน และสินค้าโภคภัณฑ์แล้วเพื่อสร้างหลักประกัน "ความมั่นคงทางอาหาร" ให้กับคนในชาติของตน (Food Protectionism) และธนาคารโลก

 

คาดการณ์ว่า ปี 2565 ราคาสินค้าทั่วโลกจะปรับตัวสูงขึ้น 37% สูงสุดในรอบ 60 ปี แม้ที่ผ่านมา โลกจะเคยเผชิญกับวิกฤตอาหารมาแล้วในช่วงปี 2550 - 2551

 

แต่อย่างไรก็ตามในปี 2551 เป็นเพียงการขาดแคลนสินค้า (Commodity Shock) ขณะที่สถานการณ์ในปี 2565 กำลังเผชิญทั้งการขาดแคลนสินค้าและการขาดแคลนปัจจัยการผลิต(Input Shock)  ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญหลายประเทศกังวลว่า หากสงครามยังดำเนินต่อไป จะทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นและส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานอย่างมากเพราะ "ความมั่นคงทางอาหาร" (Food Security) เป็นเรื่องที่สำคัญ

 

นอกจากที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับภาวะโลกร้อนแล้ว ยังมาเผชิญกับสงครามความขัดแย้งครั้งนี้ โดยในปัจจุบัน นักลงทุนให้ความสนใจด้านเทคโนโลยีการเกษตร (Agrotechnology) และเทคโนโลยีอาหาร (Food Tech) เช่น การใช้ผลผลิตให้เกิดประโยชน์สูงสุด (Biosolution)และการทำฟาร์มแนวตั้ง (Vertical Farming) เป็นต้น

 

ในขณะเดียวกัน เกษตรกรก็ให้ความสนใจในการใช้ปุ๋ยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและลดขยะมูลฝอยให้น้อยลง ส่วนผู้บริโภคก็หันมาให้ความสนใจบริโภคโปรตีนทางเลือกมากขึ้น

 

สำหรับประเทศไทยถือเป็นผู้ผลิตอาหารอันดับต้น ๆ ของโลกจึงมีความพอเพียงของอาหารในการบริโภคภายในประเทศ และหากมองในมุมวิกฤตที่เกิดขึ้นสามารถเป็นโอกาสดีในการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารให้เติบโต ในฐานะแหล่งผลิตอาหารสำคัญหรือ "ครัวของโลก"

 

โดยจะเห็นได้จากการส่งออกสินค้าเกษตร  4 เดือนแรก ปี 2565 (มกราคม - เมษายน 2565) ที่เติบโตอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับปี 2564 ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยสินค้าเกษตรไทยสามารถส่งออกไปโลกเพิ่มขึ้นจาก 418,883
ล้านบาทเป็น 516,127 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 97,244 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 23.22)

 

กลุ่มสินค้าเกษตรส่งออกสำคัญ 10 อันดับแรกได้แก่ ทุเรียน ข้าว ยาง  ไก่ปรุงแต่ง อาหารสุนัขหรือแมวปรุงแต่ง ปลาทูนาปรุงแต่ง สตาร์ชทำจากมันสำปะหลัง น้ำยางธรรมชาติ เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ และอาหารปรุงแต่งอื่น ๆ เช่น เต้าหู้ 

 

อย่างไรก็ตามไทยได้มีการวางแผนเตรียมความพร้อมด้านความมั่นคงอาหาร ทั้งระบบ ผ่านกลไกในรูปคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับด้านนโยบายอาหารของประเทศ โดยดำเนินงานผ่านคณะกรรมการขับเคลื่อนด้านต่าง ๆ 4 ด้านคือ1) ด้านความมั่นคงอาหารตลอดห่วงโซ่  2) ด้านคุณภาพและความปลอดภัยด้านอาหาร 3) ด้านอาหารศึกษา (ให้ความรู้ในการบริโภคอาหารอย่างถูกต้องตามหลักโภชนาการ  4) ด้านการบริหารจัดการ (กฎหมาย โครงสร้างองค์กร และการบริหารงบประมาณ)  

 

โดยในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับผิดชอบดูแลด้านการผลิตสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นต้นทางของระบบการผลิตอาหาร ได้มีการวางแผนการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงอาหาร โดยให้ความสำคัญกับการจัดการระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงกันทั้งระบบ (BIG DATA)

 

การจัดทำปฏิทินผลผลิตสินค้าเกษตรรายเดือนระดับจังหวัด (Provincial Crop Calendar) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการวางแผนการกระจายสินค้าเกษตรและอาหาร ทำให้ภาครัฐสามารถวางแผนรองรับในสภาวะวิกฤติและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

 

รวมไปถึงการสนับสนุนเกษตรกรทำการเกษตรทฤษฎีใหม่และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจะเป็นการสร้างการพึ่งพาตนเองด้านอาหาร เพื่อสร้างความมั่นคงอาหารในท้องถิ่นและลดผลกระทบที่เกิดจากปัญหาโลจิสติกส์อันเนื่องมาจากการระบาดของโควิด -19 สร้างภูมิคุ้มกันให้เกษตรกรในการรับมือกับสภาวะวิกฤติอย่างยั่งยืนอีกด้วย

 

นอกจากนี้ การประชุมเอเปคที่ไทยเป็นเจ้าภาพในปี 2565 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับผิดชอบกรอบการทำงานที่เกี่ยวข้องกับ "ความมั่นคงอาหาร" ซึ่งเป็นการแสดงเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นทางการเมืองในการส่งเสริมความมั่นคงอาหารในภูมิภาค ในร่างปฏิญญาฯ ไทยจะผลักดันประเด็นหลักที่จะช่วยสนับสนุนโยบายครัวไทยสู่ครัวโลก  ด้านความปลอดภัยอาหาร ด้านการค้าระหว่างประเทศ ด้านการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและด้านการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนอีกด้วย

 

ทั้งนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งมั่นที่จะให้ภาคเกษตรไทยมีความมั่นคง ยั่งยืนและแข็งแกร่งภายใต้วิกฤติต่าง ๆ โดยต้องการปรับปรุงการผลิตสินค้าเกษตรไทยตามนโยบาย Next Normal 2022 ที่มุ่งเน้นการสร้างผลิตภัณฑ์การเกษตรมูลค่าสูงด้วย BCG Economy Model

 

เช่น การนำผลพลอยได้และวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ผลิตพลังงาน การปลูกไม้เศรษฐกิจโตเร็วเพื่อพลังงาน การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในภาคเกษตร เป็นต้น จะช่วยให้เกษตรกรลดการพึ่งพาพลังงานของประเทศที่นับวันราคาพลังงาน น้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะสูงขึ้นเป็นการลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มรายได้ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความมั่นคงและความสามารถในการแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนร่วมกัน
 

logoline

ข่าวที่น่าสนใจ

logo-pwa

เพิ่ม คมชัดลึก ออนไลน์

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด