
ป.ป.ท.เดินหน้าสอบกขบ.หลังพบลงทุนซื้อหุ้นเจ๊ง
ป.ป.ท.เดินหน้าสอบกบข.หลังพบลงทุนซื้อหุ้นเจ๊ง พบพิรุธช้อนซื้อหุ้นอัดฉีดธนาคารพาณิชย์และหุ้นกลุ่มอสังหาทั้งที่ราคาตก เผยขรก.เกษียณปี 50 ได้รับผลกระทบโดยตรง บางรายเงินหาย 8 หมื่น
(13มี.ค.) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการกระทำทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.)แถลงผลการตรวจสอบกร ณีข้าราชการที่เป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ(กบข.) ร้องเรียนให้ตรวจสอบผลการดำเนินงานของกบข. ซึ่งประสบภาวะขาดทุนจากการลงทุนในปี 2551 ว่า ปปท.ได้เข้าไปตรวจสอบข้อมูลของกบข. ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะพบว่า การลงทุนในปี 2551 จำนวน 4 กลุ่ม จากทั้งสิ้น 6 กลุ่ม โดยกลุ่มตราสารหนี้ในประเทศ ตราสารหนี้ต่างประเทศ ตราสารทุนในประเทศ และตราสารทุนต่างประเทศ เฉพาะส่วนที่ร่วมลงทุนกับภาคเอกชนมีผลประกอบการขาดทุนถึง 54,991 ล้านบาท
เมื่อเปรียบเทียบมูลค่าการลงทุนของกบข.พบว่า มูลค่าตราสารทุนในประเทศลดลง 28,150 ล้านบาท ขณะที่ตราสารทุนต่างประเทศลดลง 8,276 ล้านบาท จึงเกิดข้อสงสัยว่า เหตุใดกบข.ยังคงสัดส่วนการถือหุ้นในระดับที่มีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก และบางกลุ่มมีการซื้อเพิ่มในปี 2551 ทั้งที่ข้อมูลในปี 2549 และ ปี 2550 เริ่มพบว่ามีปัญหาจากวิกฤตการณ์ทางการเมืองภายในประเทศ
นายธาริต กล่าวอีกว่า ในวันนี้ (13 มี.ค.) เวลา 15.00 น. ตนจะส่งเจ้าหน้าที่นำหนังสือขอความร่วมมือไปยังกบข.เพื่อขอเข้าตรวจสอบการดำเนินงาน หาก กบข.ไม่ขัดข้องป.ป.ท.พร้อมกับหน่วยงานกลาง ก็จะเข้าตรวจสอบได้ในสัปดาห์หน้า หากไม่ยินยอมก็จะทำหนังสือถึงนายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรมให้ประสานไปยังนายกรณ์ จาติกวนิช รมว.คลัง ในฐานะประธานบอร์ดกบข. ให้พิจารณาในระดับนโยบายต่อไป เนื่องจากเป็นการตรวจสอบที่อยู่นอกเหนืออำนาจของป.ป.ท.
“ตั้งแต่ป.ป.ท.เริ่มทำงาน ยอมรับว่างานนี้มีความหนักใจมากที่สุด เพราะกระทบต่อข้าราชการ 1.17 ล้านคน ขณะที่อีกฝ่ายก็เป็นสถาบันหลักของประเทศ แต่เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้นจึงอยากให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกเข้าไปตรวจสอบ และไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามนั้น” นายธาริต กล่าว
ด้านพ.ต.ท.เฉลิมชนม์ อุณหเสรี ผอ.กลุ่มงานการข่าว กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่า กบข.เข้าไปลงทุนซื้อหุ้นในหลายกลุ่ม แต่มีการลงทุนใน 2 กลุ่มที่เป็นพิรุธน่าสงสัยเนื่องจากเป็นการซื้อหุ้นที่ขาดทุนแต่กลับมีการลงทุนซื้อหุ้นเพิ่มอีก ได้แก่ การซื้อหุ้นในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ โดยในปี 2550 กบข.เข้าไปซื้อหุ้นจำนวน 70 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้น 150 ล้านบาท ต่อมาในปี 2551 มีการลงทุนเพิ่มอีก 32 ล้านหุ้น แต่มูลหุ้นกลับติดลบ 56 ล้านบาท หรือติดลบ 36.4 % และการลงทุนซื้อหุ้นในธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง ในปี 2550 จำนวน 18 ล้านหุ้น มูลค่า 2,100 ล้านบาท ต่อมาในปี 2551 ได้มีการอัดฉีดซื้อหุ้นเพิ่มอีก 9 แสนหุ้น แต่มูลค่าหุ้นกลับติดลบ 800 ล้านบาท หรือติดลบ 38 % เมื่อดูยอดรวมจะพบว่า กบข.ถือครองหุ้นสามัญในตลาดหลักทรัพย์ ในปี 2550 ทั้งหมดประมาณ 54 ,000 ล้านบาท ต่อมาในปี 2551 มูลค่าหุ้นลดลง 27,447 ล้านบาท หรือลดลงไป 49 %
พ.ต.ท.เฉลิมชนม์ กล่าวอีกว่า สำหรับข้าราชการที่ยังไม่เกษียณอายุในปีนี้ ยังมีความหวังว่า เงินสะสมจะเพิ่มขึ้นหรือกลับมาเป็นบวกเพราะกบข.ยังมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ส่วนข้าราชการที่เกษียณอายุในปี 2550 ถือว่าได้รับผลกระทบจากผลประโยชน์ที่ลดลงโดยตรง บางรายเสียผลประโยชน์จากการลงทุนที่ติดลบของกบข.ถึง 80,000 บาท



