ข่าว

อย่าละเมิดเสียงส่วนใหญ่

อย่าละเมิดเสียงส่วนใหญ่

12 มี.ค. 2553

เรียกว่าปรับแผนกันรายวันสำหรับฝ่าย นปช.แดง และฝ่ายอำนาจรัฐ ในการรับมือความเคลื่อนไหวของแต่ละฝ่ายในช่วงวันแดงเดือด นับตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2553 เป็นต้นไป

 ฝ่ายรุก ดูเหมือนจะพยายามเปิดเกมทุกรูปแบบ เพื่อเพิ่มน้ำหนักให้แก่การชุมนุมของตัวเอง ขณะที่ฝ่ายตั้งรับก็เปิดแนวรับเต็มพิกัดเช่นเดียวกัน ในลักษณะตาต่อตา ฟันต่อฟัน ไม่มีใครยอมใคร

 หากฝ่ายแดง นปช.เอารถปิดถนนปุ๊บ ฝ่ายรัฐก็เตรียมรถเข้ายกปั๊บ

 ฝ่ายแดง นปช.ประกาศแหกทุกด่าน ฝ่ายรัฐก็พร้อมหักทุกด่านเช่นเดียวกัน

 ดังนั้นเมื่อสถานการณ์ส่อไปในทาง "หนามยอก เอาหนามบ่ง" พยากรณ์ได้ล่วงหน้าเลยว่าย่อมหลีกหนีความรุนแรงไปไม่พ้น

 แผนเดินเกมที่ว่านี้ ยังไม่นับรวม "สงครามประสาท" ที่ต่างฝ่ายต่างสาดเข้าใส่กันแบบไม่ยั้งในช่วงวันสุกดิบ

 ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยข่าวทั้งจริงและลวง ว่าแต่ละฝ่ายเตรียมสร้างสถานการณ์ให้เกิดความรุนแรง รวมถึงปล่อยข่าวเพื่อให้ฝ่ายตนเองได้ประโยชน์

 ฝ่าย นปช.แดง ออกมาแฉรายวันว่าฝ่ายรัฐจงใจให้สัมภาษณ์ และสร้างข่าวเกินจริงว่าคนเสื้อแดงเตรียมใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ ขณะเดียวกันก็ปล่อยข่าวว่าฝ่ายรัฐเตรียมสกัดกั้นคนเสื้อแดงทุกวิถีทาง เพื่อสร้างความรู้สึกโกรธแค้นและเพิ่มความฮึกเหิมให้แก่มวลชนเสื้อแดง

 ยกตัวอย่างล่าสุดที่แกนนำเสื้อแดง สมยศ พฤกษาเกษมสุข ส่งเอสเอ็มเอสถึงนักข่าวว่ารัฐบาลสั่งปิดสถานีโทรทัศน์ "พีเพิล แชนแนล" ของคนเสื้อแดง แต่ปรากฏเมื่อถึงเวลาไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดไป และสถานีไม่ได้ถูกปิด

 ขณะเดียวกัน สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.สำนักนายกฯ ก็ตอบกระทู้ในสภาเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว โดยปฏิเสธข่าวทั้งหมด พร้อมกับบอกว่าเป็นการสร้างข่าวของคนเสื้อแดง

 หันมามองในส่วนของฝ่ายรัฐเอง ก็ใช้เวทีสื่อรัฐอย่าง "เอ็นบีที" ประโคมแผนการรับมือการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง นอกเหนือไปจากการให้สัมภาษณ์รายวันของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง หรือรายงานข่าวที่ปรากฏในการประชุมพรรค

 ไม่ว่าจะเป็นการเปิดแผนเสื้อแดงลอบวางระเบิด 40 จุด หรือการเปิดประเด็นลอบสังหารบุคคลสำคัญ ก็เพื่อให้สังคมได้รับรู้และเกิดความรู้สึกร่วมในการป้องกันตนเองและสอดส่องดูแล

 และที่เป็นผลจากสงครามประสาทของรัฐบาลก็คือ "ความหงุดหงิดรำคาญผู้มาเยือน" ของคน กทม.

 แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องยอมรับว่าการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงครั้งนี้ มีแนวโน้มของความรุนแรงจากการแสดงท่าทีที่ชัดเจนของฝ่าย "นปช." เอง

 ไล่ตั้งแต่การสนับสนุนและเรียกร้องให้คนเสื้อแดงออกมาชุมนุมกันมากๆ ของ "ทักษิณ ชินวัตร" ทั้งจากการวิดีโอลิงก์ การส่งข้อความผ่านทวิตเตอร์ และการโหมกระพือผ่านสถานีพีเพิล แชนแนล รวมถึงวิทยุชุมชนทุกเครือข่าย

 ขณะเดียวกันเมื่อส่องกล้องไปที่แผนเชิงรุกของ "นปช." โดยเฉพาะการลงทุนเปิดศูนย์ถ่ายทอดสด รวมถึงการเตรียมจ่ายค่าคลิปวิดีโอแพงถึงหลักแสนหากมีภาพหลุดทหารทำร้ายเสื้อแดง ทำให้เห็นถึงเกมการต่อสู้ในลักษณะ "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน"

 สอดรับกับการข่าวของฝ่ายรัฐที่ออกมาแฉกลับว่า มีการระดมซื้อชุดทหารเป็นจำนวนมากผิดปกติ คล้ายกับว่าได้มีการเตรียมจงใจสร้างสถานการณ์จากฝ่าย "เสื้อแดง" เพื่อให้ได้ภาพทหารทำร้ายประชาชน อันจะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้การชุมนุมถึงจุดเดือดเร็วขึ้น

 ท่ามกลางสถานการณ์ "สงครามประสาท" ของทั้งสองฝ่ายในช่วงวันสุกดิบอย่างที่เห็นกันอยู่นี้ ย่อมทำให้ผู้คนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่กิดความวิตกกังวลและประสาทจะกินตามไปด้วย

 โดยเฉพาะผู้คนในพื้นที่เกิดเหตุอย่าง "คน กทม."

 เพราะต้องยอมรับว่าท่ามกลางการต่อสู้ของคนสองฝ่าย สองอุดมการณ์ ยังมีคนอีกส่วนซึ่งเป็น "คนส่วนใหญ่" ได้รับผลกระทบเต็มๆ จากการถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพ

 สภาพที่เห็นจากบทเรียนที่ผ่านมาเมื่อคราวชุมนุมคนเสื้อแดง ช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2552 คนในชุมชนต่างๆใน กทม.ต้องได้รับความเดือดร้อน และสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินจากการถูกละเมิดมาครั้งหนึ่งแล้ว

 สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับการชุมนุมในครั้งนี้ ก็คือ ประวัติศาสตร์ที่อาจเกิด "ซ้ำรอย" เราจึงได้เห็นการออกมาแสดงพลังของกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมที่ส่อเค้าจะเกิดความรุนแรงขึ้นอีกระลอก

 ฉะนั้นผู้เกี่ยวข้องกับการชุมนุม จึงควรต้องพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ละเมิดสิทธิของคนส่วนใหญ่ เพราะนอกจากจะ "ไม่ชนะ" แล้ว

 ยังจะกลายเป็น "ผู้แพ้" และ "ผู้สูญเสีย" ในสงครามครั้งสุดท้ายไปอีกนานเท่านาน !

 ฐ.ธนพิศุทธิ์.