
อย่าพูดดีกว่า
ยังไม่ทันที่ม็อบเสื้อแดงจะโผล่มา คนจากพรรคเพื่อไทย ก็อดใจไม่ไหวเสียแล้ว
คนหนึ่งชื่อ สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อีกคนชื่อ ประชา ประสพดี ที่มาบอกว่า ถ้าไม่อยากให้วุ่นวาย ไม่อยากให้เลือดตกยางออก นายกรัฐมนตรีควรตัดสินใจยุบสภา
ฟังผ่านดูแล้วเหมือนจะเป็นห่วงเป็นใยบ้านเมือง กลัวจะเกิดเหตุวุ่นวาย แต่พอดูการเชื่อมโยงระหว่างคนเสื้อแดงกับ ส.ส.เพื่อไทย ในรายอื่นแล้ว สำเนียงมันจะออกไปในทางข่มขู่เสียมากกว่า
ขู่เอาบ้านเอาเมืองเป็นตัวประกัน
ยกขบวนแห่กันมา ถ้าไม่ได้ตามเรียกร้อง จะเผาเมือง...อะไรทำนองนั้น
เรื่องอย่างนี้ ส.ส.ซึ่งเป็นผู้แทนประชาชน จะต้องระมัดระวังการพูดการจา ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน จะต้องไตร่ตรองเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้สถานการณ์ที่เหมือนฝีกลัดหนองมันชิงแตกเสียแต่ก่อนเวลา เพราะคำพูดที่ไม่ได้ตั้งใจจะให้เกิด
อย่างที่ ส.ส. 2 คนพูดไปนั้น ถ้าหากเกิดเหตุ เกิดเรื่อง เกิดความสูญเสียขึ้นมาจริงๆ ถามว่า จะเสียอกเสียใจกันภายหลังไหม หรือจะเอาแต่โทษว่าเป็นเพราะ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ไม่ยอมยุบสภา
ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว การยุบสภาตามที่เรียกร้องนั้น มันจะแก้ปัญหาความแตกแยกที่กำลังเกิดขึ้นในวันนี้ได้จริงหรือ ?
ถึงเล็งผลเลิศว่า ถ้ายุบสภา เลือกตั้งใหม่ พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง แล้วการยอมรับมันจะมีขึ้นจริงหรือ ?
ที่สำคัญ มันจะเลือกตั้งกันได้อย่างไร เพราะในพื้นที่หาเสียงได้แค่พรรคเดียว
ไม่เปิดรับเสียงอื่น ไม่ยอมรับความเห็นที่แตกต่าง แล้วประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นได้อย่างไร
เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย หากหัวจิตหัวใจยังมีคำว่าประชาธิปไตยจริง จะต้องดูแลความรู้สึก ข้อเรียกร้องของชาวบ้านทั่วไปทุกคน ไม่ใช่ดูแลแต่เฉพาะคนเสื้อแดง
ที่สำคัญ การพูดจาจะต้องประคับประคองสถานการณ์เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์บานปลาย เพื่อรักษาชาติบ้านเมือง ไม่ใช่ไปเร่งสุมไฟใส่ฟืนให้เรื่องที่ไม่น่าจะเป็นเรื่องมันเกิดขึ้นมา
สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ถ็าหากคนเสื้อแดงตั้งใจจะมาชุมนุมกันอย่างสงบสันติ ไม่มีอาวุธ ไม่ก่อความรุนแรง เรียกร้องประชาธิปไตยกันจริงๆ แต่ดันเกิดมีมือที่สามเข้ามาแทรกก่อเหตุรุนแรง คนเสื้อแดงไม่ต้องแบกรับข้อกล่าวหาว่า เป็นตัวต้นเหตุให้เผาบ้านเผาเมืองกันเลยหรือ
เป็นถึง ส.ส.น่าจะรู้อยู่ว่า ถ้าพูดแล้วไม่ดี ไม่มีประโยชน์ สู้ไม่พูดน่าจะดีที่สุด เพราะทุกวันนี้ คนปากพล่อยในบ้านเราเมืองเรามันมากพอแล้ว



