ข่าว

กงจักรทักษิณ !

กงจักรทักษิณ !

12 มี.ค. 2553

เมืองพุทธยามนี้ ปกคลุมไปด้วยข่าวร้าย และอวิชชา ฉุดดึงคนจำนวนหนึ่ง ตกไปอยู่ในหล่มโคลนแห่งความเท็จ เห็นผิดเป็นชอบ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว

 ความเป็นพุทธะกับสามัญชน ดุจฝ่ามือหนึ่ง

 แม้สีของฝ่ามือจะแตกต่างกันระหว่างหน้าและหลัง ดำและขาว แต่ก็ยังเป็นฝ่ามือเดียวกัน

 คนเช่น องคุลีมาล หรืออหิงสกะ จึงอาจกลายเป็นพุทธะได้ หากกลับใจไม่เห็นผิดเป็นชอบ มิเห็นกงจักรเป็นดอกบัว

 คนใสซื่อ จริงใจ ถูกลากจูงด้วยคนฉ้อฉล จนดวงตามืดบอด ไม่รู้ว่าสิ่งใดคือกงจักร สิ่งไหนคือดอกบัว

 เมื่อครั้งที่อหิงสกะ บุตรของปุโรหิตถูกอาจารย์ทิศาปาโมกข์หลอกลวงให้ฆ่าผู้อื่น ด้วยหวังให้ถูกคนอื่นฆ่าเสียนั้น อหิงสกะมีความโลภเข้าครอบงำ ปรารถนาผลประโยชน์และอำนาจ ความเป็นมนุษย์ถูกหมู่มารครอบงำ กลายเป็นโทสะจริตโดยไม่รู้ตัว

 ครั้นพระพุทธองค์ ทรงเตือนสติ

 "เราหยุดแล้ว แต่ท่านสิยังไม่หยุด"

 องคุลีมาล ก็เกิดความฉงนขึ้นในใจ ถามกลับไปว่า

 "ท่านยังเดินอยู่ เหตุไฉนจึงบอกว่าหยุด"

 "ในมือเราปราศจากศัสตราวุธ มิได้เบียดเบียนชีวิตของผู้ใด แต่ท่านสิยังคงกำศัสตราวุธเบียดเบียนชีวิต เราจึงได้ชื่อว่าหยุด แต่ท่านสิยังไม่หยุด"

 คำของพระพุทธองค์ เสมือนประทีปส่องทะลุโทสะจริต เสียดแทงเข้าไปในใจขององคุลีมาล จนเกิดสติ ทิ้งดาบแล้วร่ำไห้ เดินตามพระพุทธเจ้ากลับมาที่วัดพระเชตวัน ขอบวชเป็นพระภิกษุ บำเพ็ญเพียรจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์

 แล้วองคุลีมาล ในพุทธศักราชนี้ อีกนานเท่าใดจะได้รู้สติ เกิดปัญญารู้แจ้ง

 จิตที่รู้แจ้งในความดี ความชั่วนั้น ย่อมจัดอยู่ในกลุ่มผู้รู้แจ้ง ดุจเดียวกับพระพุทธะ

 มีบางคนรู้เรื่องราวของคนอื่นมากมาย หากแต่ไม่รู้จักพุทธะของตนเอง

 กล่าวคือ รู้เพียงกายเนื้อ แต่หาได้รู้กายธรรมไม่

 สูงสุดของความสุข สงบ คือรู้จักทั้งกายและใจตนเอง รู้จักแบ่งแยกดีและชั่ว รู้จักความต้องการที่เพียงพอ

 พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้คราหนึ่งว่า

 "ผู้ใดดวงตาเห็นธรรม ผู้นั้นได้เห็นตถาคต ผู้ใดดวงตาไม่เห็นธรรม แม้เกาะจีวรของตถาคตอยู่ ผู้นั้นย่อมไม่เห็นตถาคต"

 ทำนองเดียวกับ อุปมา นกไม่เห็นฟ้า ปลาไม่เห็นน้ำ คนไม่เห็นโลก

 สัตว์ทั้งหลายที่เกิดกายอยู่ในโลก ต่างไม่รู้สภาพความจริงแท้รอบๆ ตัวเอง กลับมองเห็นกงจักรเป็นดอกบัว หลงใหลและติดยึดจนขาดสติ

 เหตุใดจึงยังมีคนจำนวนหนึ่ง จมจ่อมอยู่ในหล่มโคลนแห่งความชั่วร้ายของนักการเมืองกังฉินอย่าง ทักษิณ ชินวัตร หรือนักสู้ที่มีความแค้นส่วนตัวเป็นที่ตั้ง เหตุเพราะมองไม่เห็นความจริง หรือความจริงถูกบดบังไว้ด้วยผลประโยชน์ ลาภ ยศ สรรเสริญ

 กิเลสที่สั่งสมไว้ คล้ายม่านหมอกที่ปิดบังตา ทำให้เห็นภาพมายาเป็นความจริง และยอมมอบกายถวายชีวิตให้แก่ความชั่วร้าย อย่างไม่ลืมหูลืมตา

 เมื่อมองไม่เห็นโลก จึงมองไม่เห็นหนทางสว่าง ปล่อยให้มิจฉาทิฏฐิเข้าครอบงำ

 "ท่านมานั่งขัดหิน ต้องการอะไรหรือ"

 ศิษย์ผู้หนึ่งถามอาจารย์เซน ด้วยความใคร่รู้ เมื่อเห็นอาจารย์นั่งขัดหินอยู่อย่างขมักเขม้น

 "เราต้องการให้หินนี้กลายเป็นกระจก" อาจารย์ตอบ

 "ในโลกนี้มีด้วยหรือ ที่ขัดหินจนเป็นกระจก" ศิษย์ถามต่อ

 "แล้วที่ท่านหลับตา ลูบคลำกงจักร แล้วเที่ยวป่าวประกาศไปทั่วแว่นแคว้นว่าเป็นดอกบัว ท่านได้พบดอกบัวจริงหรือไม่" อาจารย์ให้สติ

 กงจักร ก็ยังเป็นกงจักร ดอกบัว ก็ยังเป็นดอกบัว

จักร์กฤษณ์ เพิ่มพูล
http://www.oknation.net/blog/chakkrish 
แทน (สุทธิชัย หยุ่น)