ข่าว

ทำไมต้อง"ราบ11"เป็นศูนย์บัญชาการ

ทำไมต้อง"ราบ11"เป็นศูนย์บัญชาการ

12 มี.ค. 2553

นอกจากจะจัดกำลังทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ถึง 5 หมื่นนาย เพื่อนำมายันทัพคนเสื้อแดงที่คาดว่าตั้งแต่วันที่ 12-14 มีนาคม จะระดมกันมาทะลุ 1 แสนคนแล้ว รัฐบาลและกองทัพยังเพิ่มระดับการเฝ้าระวังสถานการณ์ไว้สูงสุด

 จากเดิมที่ใช้คณะกรรมการติดตามสถานการณ์ความมั่นคง (คตม.) ที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง เป็นประธาน ก็สั่งการให้ปรับ คตม.เป็นศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) เตรียมสั่งการเคลื่อนกำลังออกไปรักษาความสงบ

 ทั้งยังระดมสรรพกำลังและเครื่องมือทางกฎหมายไว้เต็มอัตราศึก นอกจากกำลังทหาร 3 หมื่นนาย หรือราว 3 กองพลแล้ว ยังมีการเรียกกำลังเสริมจากอีก 2 กองพล คือ พล.ร.2 รอ. จาก จ.ปราจีนบุรี และ พล.ร.9 จาก จ.กาญจนบุรี มาเสริมทัพให้เขียวพรึ่บตั้งแต่ค่ำคืนวันที่ 10 มีนาคม

 ส่วนการบังคับใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ พ.ร.บ.ความมั่นคง ก็เพิ่มความเข้มข้นขึ้นกว่าทุกครั้ง โดยจากเดิมที่ใช้กฎหมายประกอบ พ.ร.บ.ความมั่นคง 14 ฉบับ ก็เพิ่มเติมเข้ามาอีก 4 ฉบับ รวมเป็น 18 ฉบับ

 มุ่งล็อกเสรีภาพในการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงทุกทาง ทั้งยังเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่สามารถหาข้อหาในการจับกุมได้ถนัดมือยิ่งขึ้นด้วย !!

 สำหรับศูนย์บัญชาการสั่งการ หรือ "วอร์รูม" ของรัฐบาลและกองทัพในครั้งนี้ก็ใช้ กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) ย่านบางเขน เป็นวอร์รูมแห่งใหม่

 เป็นการขยับชัยภูมิจากเดิมที่เคยใช้ กรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) ย่านวิภาวดีรังสิต เป็นวอร์รูมรับทัพเสื้อแดงในเหตุจลาจลสงกรานต์เลือดเมื่อปี 2552

 ถ้าย้อนไปไกลกว่านั้นอีกนิดจะเห็นได้ว่า เป็นการขยับชัยภูมิเพื่อเลี่ยงการถูกปิดล้อมหรือปะทะกับเสื้อแดงเป็นครั้งที่ 2 โดยเมื่อครั้งรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ.(ในขณะนั้น) เลือกใช้ กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) เป็นวอร์

 ส่วนในสมัยที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็น ผบ.ทบ. ก็เลือกชัยภูมิที่ไม่ใช่เส้นทางการเดินทัพหลักของคนเสื้อแดงมาโดยตลอด เช่น ร.1 รอ. ย่านวิภาวดีรังสิต เมื่อคราวสงกรานต์ปีก่อน กระทั่งครั้งนี้เปลี่ยนมาเป็น ร.11 รอ. ย่านบางเขน

 เหตุผลหลักก็เพื่อป้องกันการถูกปิดล้อม หรือปะทะกับคนเสื้อแดง รวมทั้งชัยภูมิที่เหมาะสมหลายประการ

 ทางหนีทีไล่ : ด้วยเพราะมีพื้นที่กว้างใหญ่ ทางเข้า-ออก จำนวนมาก มีสนามบินสำหรับเฮลิคอปเตอร์ได้ทุกขนาด เรียกได้ว่า หากมี ฮ. 100 ลำ ก็สามารถลงจอดได้หมด (ใหญ่กว่า พล.ม.2 หลายเท่า) หากจำเป็นจริงๆ สามารถนำ วีไอพี ขึ้น ฮ.ไปลงยังสนามบินดอนเมืองได้ภายในเวลา 2 นาที

 กำลังพล : ภายในราบ 11 มีกำลังพลประจำอยู่แล้ว และหากฉุกเฉิน ก็สามารถระดมพลมาลง โดยที่ ฮ.ที่ลงก็อยู่ห่างจากอาคารสูง ปลอดภัยจากการซุ่มยิง เมื่อนำกำลังมาลงแล้ว ที่อยู่ที่กิน ก็พร้อมสรรพ

 การติดต่อสื่อสาร : ทั้งทางสาย และทางคลื่นสามารถทำได้ชนิดที่ไร้อุปสรรค รวมทั้งการ "นำสาร" ก็สามารถใช้ ฮ.ที่มีอยู่นำสารไปส่งตามจุดต่างๆ ได้หมด

 การดูแลผู้นำ : ภายใน ราบ 11 มีบ้านพักรับรองอย่างน้อย 2 หลังที่พร้อมเปิดรับระดับ ผู้นำประเทศ ทั้ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือ สุเทพ เทือกสุบรรณ ได้อย่างสบาย

 สำหรับวอร์รูมที่ ร.11 รอ. จะมีคีย์แมนทั้งฝ่ายรัฐบาลและกองทัพเข้ามาปักหลักบัญชาการที่นี่ ไล่ตั้งแต่ อภิสิทธิ์ และสุเทพ ในฐานะ ผอ.ศอ.รส. และเจ้าหน้าที่อื่น

 ขณะที่ฝ่ายกองทัพ ประกอบด้วย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และ พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ

 รวมทั้ง พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายสุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงอีกจำนวนหนึ่ง

 วอร์รูม ศอ.รส. จะประเมินสถานการณ์อย่างเข้มข้นตั้งแต่วันที่ 12-14 มีนาคม สลับกับการประชุมออนไลน์กับเจ้าหน้าที่ในจังหวัดที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษทั้ง 38 จังหวัด โดยจะมีการประเมินการข่าวทุกๆ 6 ชั่วโมง

 จากนั้นจะมีการหารือสั่งการเคลื่อนกำลังออกไปรักษาความสงบเรียบร้อยตามจุดต่างๆ ซึ่งนอกจากเจ้าหน้าที่ประจำจุดกว่า 5 หมื่นนายแล้ว ยังจะมีชุด "ปฏิบัติการพิเศษ" ของตำรวจเป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็วออกไประงับเหตุด้วย

 นอกจากนี้ ยังกำชับผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัดมอบหมายให้นายอำเภอไปพูดคุยกับแกนนำของคนเสื้อแดงในพื้นที่ด้วย

 อีกประเด็นที่ ศอ.รส. เป็นห่วงมาก คือ การ "ปลุกระดม" ผ่านสื่อวิทยุชุมชน และทีวีเสื้อแดง ซึ่งหากมีการปลุกระดมก็จะดำเนินการสั่งปิดทันที

 ขณะที่กำลังในกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และผู้บัญชาการมณฑลทหารบก ในแต่ละจังหวัด มีหน้าที่ไปทำความเข้าใจไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อทางการเมืองด้วย

 ศอ.รส. ประเมินว่า จะมีมวลชนเข้ามาในกรุงเทพเกิน 1 แสนคน แบ่งเป็นภาคเหนือประมาณ 5-6 หมื่นคน ภาคอีสานประมาณ 3-4 หมื่นคน ส่วนภาคกลาง ตะวันออก และใต้ รวมกันแล้วประมาณ 1-2 หมื่นคน

ทีมข่าวความมั่นคง