
เฉลิมกลับไทยคืนนี้เผยเผ่นสิงคโปร์กลัวทหารปฏิวัติ
กรมสุขภาพจิตแนะส่ง SMS ลดเครียดการเมือง แดงพิจิตรระดมรถกระบะ300 คันเข้ากรุง นครบาลส่งกำลังลงพื้นที่รับมือม็อบพรุ่งนี้ กมธ.ยุติกรรมและการตำรวจให้กำล้งใจ ตำรวจ-ทหารตั้งด่านตรวจเช็คกำลังพลกลุ่มคนเสื้อแดง ตามจุดตรวจถนนมิตรภาพ ขณะที่เสื้อแดงขอนแก่น รวมพลรับบร
(11มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่เดินทางไปสิงคโปร์เมื่อช่วงหัวค่ำของวันที่ 10 มี.ค.โดยอ้างว่ามีทหารสามกองร้อยจากค่ายธนะรัชต์ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ มาตั้งค่ายที่วัดบางบอนเพื่อติดตามสถานการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดงและจับตาแกนนำพรรคเพื่อไทย รวมทั้งแกนนำคนเสื้อแดงนั้น
ล่าสุด ร.ต.อ.เฉลิมให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ทางไกลจากสิงคโปร์ว่า ตนจะกลับถึงประเทศไทยในวันนี้ ประมาณเวลา 22.00 น. ด้วยสายการบินไทย เพื่อพิสูจน์ว่าตนไม่ได้กลัวและไม่ได้หนีเอาตัวรอดตามที่นายชัย ชิดชอบ ส.ส.สัดส่วน พรรคภูมิใจไทย ประธานรัฐสภา เหน็บแนม ซึ่งการที่ตนเดินทางไปสิงคโปร์นั้นเพราะได้ยินข่าวลือหนาหูว่าทหารจะปฏิวัติและตนตกเป็นเป้าหมาย แต่เมื่อตรวจสอบจากแหล่งข่าวและทหารยืนยันว่าจะไม่มีปฏิวัติและปลอดภัยแน่นอน จึงตัดสินใจกลับประเทศไทย
กรมสุขภาพจิตแนะส่ง SMS ลดเครียดการเมือง
น.พ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ หัวหน้ากลุ่มที่ปรึกษากรมสุขภาพจิตและนายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวแนะนำประชาชนที่เกิดความเครียด วิตกกังวลกับสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงระหว่างวันที่12-14 มี.ค.ว่า เหตุการณ์บ้านเมืองที่ประชาชนเป็นห่วง เราถือว่าเป็นความเครียดในทางบวก หมายถึงว่าเมื่อบ้านเมืองกำลังมีวิกฤตเกิดขึ้น การที่เรารู้สึกว่าวิตกกังวลไปด้วย ถือว่าเป็นจุดที่มีส่วนดีอย่างมาก เพราะจะทำให้ประชาชนเข้ามามีส่วนในการที่จะให้ข้อคิดเห็น แสดงความสนใจหรือว่าแสดงจุดยืนทางการเมือง เช่น ประชาชนส่วนใหญ่จะเรียกร้องให้มีความสงบ ไม่มีการใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจากฝากรัฐ หรือจากผู้ชุมนุม หรือจากมือที่ 3 ก็ตาม ตรงนี้จะทำให้แต่ละฝ่ายมีความสังวรมากขึ้น ใครจะก่อความรุนแรงก็จะได้รู้ว่าไม่ได้รับสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่
น.พ.ยงยุทธกล่าวต่อว่า คนที่น่าเป็นห่วงมากหน่อยคือคนที่มีความเครียดมาก เพราะถ้าความเครียดมากไปถึงขนาดหนึ่ง อาจจะมีผลต่อจิตใจ ต่อร่างกายของตัวเราเอง เช่น ทำให้นอนไม่หลับ ทำให้ว้าวุ่นใจมาก บางคนปวดหัว และถ้ามีความเครียดมากๆ จะทำให้เราเกิดการกระทบกระทั่งกันได้ง่ายขึ้น เพราะความเครียดมาก ๆ เวลาที่เจอคนที่มีความเห็นแตกต่างกัน อาจจะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ เรื่องนี้อาจจะกระทบกระเทือนคนในครอบครัวเดียวกัน หรือเป็นเพื่อนกันแต่ความเห็นต่างกัน แต่ที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือถ้าคนที่เครียดสูงมากไปชุมนุม ถ้ามีเหตุการณ์ที่มากระตุ้นความเครียดขึ้นมาอีกก็จะทำให้คนเหล่านี้แสดงความรุนแรงได้ง่าย
หัวหน้ากลุ่มที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กล่าวอีกว่า ใครที่สังเกตุเห็นตัวเองว่ามีความเครียดมากกับเรื่องการเมือง คงต้องระมัดระวัง ต้องรู้ว่ามันเป็นผลร้ายทั้งกับตัวเอง ทั้งกับคนรอบตัว ถ้าเกิดแสดงความรุนแรงออกไปก็จะเป็นปัญหากับสังคมด้วย วิธีการจัดการความเครียดที่ดี คือ 1.คนที่มีความเป็นห่วงบ้านเมืองก็ควรจะแสดงออกถึงความเป็นห่วงเป็นใยของตัวเอง โดยการส่งข้อความไปตามสื่อทุกชนิด เราสามารถที่จะขอให้สถานที่ทำงานของเราเอง องค์กรวิชาชีพ องค์กรที่เราสังกัดอยู่ แสดงจุดยืนในทางสังคมหรือทางการเมืองต่อเหตุการณ์บ้านเมืองนี้ได้ การที่เราได้ทำอะไรสักอย่างเพื่อทำให้สังคมดีขึ้น ถึงแม้จะเป็นเสียงเล็ก ๆ แต่เมื่อรวมกันจำนวนมาก ก็จะมีผลดีมากต่อบ้านเมือง และเป็นวิธีการจัดการความเครียดที่ดี คือเราได้แปลงความวิตกกังวลให้กลายเป็นพลังของสังคม ส่วนการรับข้อมูลข่าวสารก็ควรรับให้พอดี ถ้ารับข้อมูลข่าวสารมากไปไม่ได้หลับไม่ได้นอน รับข้อมูลข่าวสารซ้ำ ๆ หลายช่องทาง อาจจะทำให้เรามีความเครียดสูงขึ้น ฉะนั้น ควรจะบริหารเวลาที่เหมาะสม และที่สำคัญที่สุดอยากจะเน้นว่าการที่มีสถานการณ์แบบนี้เราต้องการอย่างยิ่งคือการเข้าอกเข้าใจ เห็นอกเห็นใจต่อการเป็นคนไทยด้วยกัน คนไทยด้วยกันทุกคนไม่ว่าจะสวมเสื้อสีไหนก็ตาม จุดยืนสำคัญใหญ่ก็คืออยากให้บ้านเมืองเราดีขึ้น ฉะนั้นควรจะมีความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกัน อย่าไปถือว่าอีกฝ่ายเป็นศัตรู ด้วยจุดยืนแบบนี้ก็จะทำให้เราเปิดรับและมีจิตใจที่อ่อนโยนลง และจะสามารถมีสุขภาพจิตที่ดี ถ้าเราผ่านวิกฤตการณ์หนนี้ไปได้ประเทศไทยจะเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่
น.พ.ยงยุทธยังกล่าวอีกว่า การแปลงความวิตกกังวลให้กลายเป็นพลังอันสร้างสรรค์ ถ้าเราวิตกกังวลและเราแค่พูดกัน มันก็แค่อยู่ในตัวเราเอง หรืออยู่กับเพื่อฝูง ถ้าเราแสดงพลังของเราออกไปทางด้านข้อความต่างๆมันก็เห็นได้ชัดเลย เวลาที่เราส่งข้อความออกไปทางสื่อโทรทัศน์ หรือรายการวิทยุ ห รือสื่อต่างๆ ที่ถามความเห็นของเรา ข้อความที่เราส่งกันไปก็จะแสดงออกถึงจุดยืนเดียวกันของประชาชนไทย ก็คือต้องการให้การชุมนุมผ่านพ้นไปได้โดยที่ไม่มีความรุนแรง ตัวนี้เป็นการแปลงพลังความวิตกกังวลให้เป็นข้อความจะช่วยให้ประชาชนลดความเครียด ความวิตกกังวลลงไปได้
แดงพิจิตรระดมรถกระบะ300 คันเข้ากรุง
รายงานข่าวแจ้งว่า ขณะนี้ความเคลื่อนไหวกลุ่มเสื้อแดง หรือ นปช.จังหวัดพิจิตร ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 เขตเลือกตั้ง ประกอบด้วย เขตเลือกตั้งที่ 1 คือ อ.เมืองพิจิตร สากเหล็ก วังทรายพูน เขตเลือกตั้ง 2 อ.สามง่าม โพธิ์ประทับช้าง และวชิรบารมี ซึ่งเป็นพื้นที่ของน.ส.สุนีย์ เหลืองวิจิตร อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้ระดมรถกระบะ 200 คัน จำนวน 2,000 คน ซึ่งจะรวมตัวกันที่บริเวณสี่แยกทุ่งใหญ่ ถนนทางหลวง 117 พิษณุโลก-นครสวรรค์ ในเวลา 07.00 น.วันที่ 12 มี.ค.
จากนั้นได้เดินทางไปรวมตัวสมทบกับกลุ่มเสื้อแดง นปช. เขตเลือกตั้งที่ 3 และ 4 คือ อ.บึงนาราง บางมูลนาก โพทะเล ดงเจริญ ทับคล้อและตะพานหินที่บริเวณสี่แยกโพธิ์ไทรงาม อ.บึงนาราง จ.พิจิตร ซึ่งจะมีรถกระบะกว่า 100 คันจำนวนกว่า 1,000 คน โดยมีนายนาวิน บุญเศรษฐ์ อดีต ส.ส.พิจิตร พรรคไทยรักไทย เขตเลือกตั้งที่ 4 และเป็นผู้ประสานกลุ่มเสื้อแดง 17 ภาคเหนือ เป็นแกนนำ
พร้อมกันนั้นทั้งหมดได้ออกเดินทางไปรวมตัวกันที่สนามกีฬาจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อรอกลุ่มเสื้อแดงภาคเหนือตอนล่างซึ่งจะเดินทางมาถึงในช่วงกลางคืน ซึ่งจะค้างที่ จ.นครสวรรค์ 1 คืนจ ากนั้นวันที่ 13 มี.ค.ทั้งหมดจะเดินทางเข้า กทม. เพื่อสมทบกับเสื้อแดงส่วนกลาง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าขณะนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร และพล.ต.ต.เชาวลิต ชาญเวชช์ ผบก.ภ.จว.พิจิตร ได้ตั้งด่านตรวจถนนสายหลักซึ่งเป็นถนนทางหลวงสาย 11 วังทอง - เขาทราย และถนนสายหลักทางหลวง ถนนสาย 117 พิษณุโลก-นครสวรรค์ ร่วมกับทหาร กองกำลังทหารจากจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ กองทัพภาคที่ 3 และกำลังตำรวจชุดปราบจลาจล สภ.เมืองพิจิตร 3 กองร้อย อส. 1 กองร้อย เพื่อตรวจค้นอาวุธ ของกลุ่มนปช. และอย่างเคร่งคัดเนื่องจากการเดินทางห้ามพกพาอาวุธ อย่างเด็ดขาด เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง
แดงขอนแก่นรวมข้าวสารได้3ตันตุนเป็นเสบียง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการเตรียมการรับมือการเดินทางของกลุ่มเสื้อแดง ของเจ้าหน้าที่ ตำรวจ-ทหาร ตามจุดตรวจถนนสายหลักต่างๆในเขตพื้นที่ จ.ขอนแก่น นั้น ขณะนี้เจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจและทหารได้นำแผงเหล็ก และป้ายหยุดตรวจมาติดตั้งไว้ตามจุดตรวจต่างๆเอาไว้เป็นที่เรียบร้อย เพื่อคอยอำนวยความสะดวกการจราจรบนท้องถนน หากกลุ่มคนเสื้อแดงมีเคลื่อนพลจนทำให้การจราจรติดขัด
เช่นที่บริเวณจุดตรวจถนนมิตรภาพ บ้านสำราญ ต.สำราญ อ.เมือง จ.ขอนแก่น เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารจาก มฑบ.23 ค่ายศรีพัชรินทร์ จำนวน 20 คน ได้มาตั้งโต๊ะเพื่อตรวจเช็ครถยนต์ของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ขนคนเข้ากรุงเทพฯ โดยเจ้าหน้าที่ทหารประจำจุดตรวจรายหนึ่งกล่าวว่า ขณะนี้ทหารได้ออกมาตรวจเช็คกำลังพลของกลุ่มคนเสื้อแดงที่จะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ว่าในช่วงนี้มีกลุ่มคนเสื้อแดงเดินทางเข้ากรุงเทพฯเท่าไร เพื่อให้ง่ายต่อการตั้งรับมือ
แต่ในเขตพื้นที่ จ.ขอนแก่น นั้นขณะนี้ผู้บังคับบัญชาก็ได้สั่งให้ทหารทุกหน่วยเตรียมความพร้อมหากมีสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น หรือมีการป่วนเมืองตามจุดต่างๆในเขตพื้นที่ต่างจังหวัด ซึ่งเจ้าหน้าที่ทหารในฐานะเจ้าพนักงานร่วม ก็สามารถที่จะเข้าดูแลความปลอดภัยในทรัพย์สินของทางราชการและประชาชน หากเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้ทุกคนก็เตรียมพร้อม แต่ขณะนี้ยังไม่มีรายงานใดๆ ทหาร-ตำรวจ ก็ไม่ได้ตั้งด่านสกัดกลุ่มเสื้อแดงแต่อย่างใด เพียงอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเท่านั้น “เจ้าหน้าที่ทหาร กล่าว”
ในขณะที่ บรรยากาศการรวมพลคนเสื้อแดงในเขตพื้นที่ จ.ขอนแก่น ตามจุดรวมพลต่างๆ เพื่อเตรียมเดินทางเข้าชุมนุมใหญ่ที่กรุงเทพฯ นั้น ที่บริเวณสถานีวิทยุคนเสื้อแดงขอนแก่น คลื่น 98.75 MHz ถ.ประชาสโมสร ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น ขณะนี้ก็มีกลุ่มคนเสื้อเริ่มทยอยมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก พร้อมกับหอบหิ้วข้าวจำพวกข้าวสารอาหารแห้งมาบริจาคที่สถานีวิทยุคนเสื้อแดงขอนแก่นจำนวนมาก
ล่าสุดจากการตรวจเช็คของแกนนำคนเสื้อแดงกับสิ่งของที่ได้รับบริจาคมา พบว่า ขณะนี้มีข้าวสารหลายร้อยกระสอบรวบแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ตัน พร้อมอาหารแห้งจำนวนมาก ซึ่งแกนนำประกาศว่าในวันพรุ่งนี้จะนำขึ้นรถบรรทุก 10 ล้อขนขึ้นไปสมทบกับคนเสื้อแดงที่กรุงเทพฯ เพื่อใช้เป็นเสบียงให้กับคนเสื้อแดงหากการชุมนุมเกิดกายืดเยื้อขึ้น
นครบาลส่งกำลังลงพื้นที่รับมือม็อบพรุ่งนี้
พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษก บช.น. เปิดเผยสถานการณ์การเตรียมความพร้อมรับมือกลุ่มคนเสื้อแดงว่า พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น.จะนำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลทั้งหมด ไปร่วมปฏิบัติกับเจ้าหน้าที่ทหารและพลเรือน ซึ่งสถานการณ์ตามพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงนี้ พื้นที่ในกรุงเทพฯและปริมณฑลจะมีแม่ทัพภาคที่ 1 เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ สำหรับการปฏิบัติหน้าที่ในการควบคุมฝูงชนนั้นจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และพลเรือน ร่วมปฏิบัติหน้าที่บนท้องถนนโดยปราศจากอาวุธ
พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวอีกว่า พรุ่งนี้ (12 มี.ค.53) ในเวลา 08.00 น. กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมดที่ดูแลกรุงเทพฯและปริมณฑลมีประมาณ 10,000 นาย จะลงพื้นที่ดูแลความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนทั่วกรุงเทพฯ ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่บริเวณถนนราชดำเนิน ส่วนกำลังเจ้าหน้าที่ทหารประมาณ 30,000 นาย นอกจากนั้นจะเป็นการชี้แจงเรื่องการปิดเส้นทางการจราจร เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนที่ลงพื้นที่ดูและปะปนฝูงต่าง ๆ ส่วนมาตรการพิเศษที่ผู้บัญชาการได้เน้นย้ำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ คือ 1.ภารกิจในการรักษาความสงบเรียบร้อยและรักษาความปลอดภัยพื้นที่รับผิดชอบและพื้นที่ใกล้เคียง รวมทั้งประชาชนที่ดำเนินชีวิตในย่านดังกล่าว 2.ภารกิจในการป้องกันการเผชิญหน้าระหว่างมวลชนที่อาจไม่เห็นด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้มีการปะทะกัน 3.ภารกิจในการตรวจค้นอาวุธไม่ให้มีการนำอาวุธเข้าไปในสถานที่ที่มีการชุมมนุม เพื่อป้องกันการก่อวินาศกรรม หรือการสร้างสถานการณ์ของกลุ่มมือที่สาม ซึ่งถือว่าเป็นภารกิจที่สำคัญที่สุด 4.ภารกิจในการคลี่คลายปัญหาจราจร ชี้แจงสถานการณ์ด้านจราจรให้พี่น้องประชาชนได้ทราบ และ5.ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงเน้นบริการประชาชน และให้ความช่วยเหลือ ทุกสปก.ส่วนหน้า 6 จุด จะมีเจ้าหน้าที่จากกระทรวงสาธารณสุขและกรุงเทพมหานครคอยลงพื้นที่เข้าไปดูแล
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่รองนายกรัฐมนตรีออกมาระบุว่าจะมีการก่อวินาศกรรม 2 จุดใหญ่ด้วยกันและดาวกระจายอีกเป็นจุดย่อย ๆ พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ได้รับรายงาน แต่ก็กำลังตรวจสอบอยู่ ส่วนกรณีที่ทางการข่าวระบุว่ามีกลุ่มผู้ก่อการร้ายทางภาคใต้เดินทางขึ้นมาที่ กรุงเทพฯเพื่อก่อวินาศกรรมนั้น ก็ยังไม่ได้รับรายงานเช่นกัน
กมธ.ยุติกรรมและการตำรวจให้กำล้งใจตำรวจ
พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสิรฐ รรท.ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.พิชัย สุนทรสัจบูลย์ รองประธานคณะกรรมาธิการยุติธรรมและการตำรวจ ร่วมกันเป็นประธานการประชุมระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ ระดับ รองผบ.ตร. ผช.ผบ.ตร.และผบช.ที่เกี่ยวข้องและคณะกรรมาธิการยุติธรรมและการตำรวจ วุฒิสภา ที่ห้องประชุม 1 ชั้น 2 อาคาร 1 ตร. เพื่อร่วมประชุม หารือและทำความเข้าใจ ภาพรวมโครงสร้างการจัดหน่วยของตร. ให้คณะกรรมาธิการทราบ และหารือในเรื่องต่าง ๆ ที่สำคัญ อาทิ ปัญหาอุปสรรคในการดำเนินการเกี่ยวกับให้สิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับแก่ข้าราชการตำรวจที่ปฎิบัติงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามมติ ครม.เมื่อวันที 4 ต.ค. 47, การให้ตำแหน่ง พงส. เลื่อนไหลได้จนถึง พงส.ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ โดยใช้เวลาการประชุมนานกว่า 2 ชั่วโมง
พล.ต.ท.พิ ชัยกล่าวต่อว่า เดินทางมาตามปกติที่จะต้องมาดูงาน ศึกษาโครงสร้างใหม่ของตำรวจ และหารือกันประเด็นต่าง ๆ อาทิ ทำไมถึงมีการแต่งตั้งไม่เป็นธรรม พร้อมติดตามงานต่าง ๆ ที่เคยทำไว้แล้ว สำหรับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 12 มี.ค. นี้ก็ให้ดำเนินไปตาม พ.ร.บ.ความมั่นคง ตนในฐานะกมธ.คงแนะนำใด ๆ ไ ม่ได้ ทำได้ก็เพียงให้กำลังใจตำรวจในการปฎิบัติหน้าที่ ปัจจุบันการชุมนุมก็พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น ส่วนใหญ่ใช้ปากเป็นอาวุธ ให้ตำรวจอดทนต่อความเจ็บใจ ทำหูทวนลม และทำใจให้สบาย ขอให้ผู้ชุมนุมเห็นใจตำรวจด้วย ตำรวจถูกฝึกมาให้ปราบปรามอาชญากรรม ช่วยตัวประกัน ไม่ใช่เป็นกรรมการห้ามมวย และขอให้การชุมนุมครั้งนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ หากครั้งนี้ต้องการชนะแต่บ้านเมืองจะแพ้



