
มาเก็บ "ภาษีอ้วน" กันดีไหม
สหรัฐกำลังรณรงค์ลดความอ้วนในหมู่ประชาชนกันอย่างหนัก ถึงขั้นที่นางมิเชล โอบามา สุภาพสตรีหมายเลข 1 โดดลงมาเล่นเองเลย
ส่วนที่นิวยอร์ก เหล่าผู้บริหารได้ออกมากดดันให้มีการเรียกเก็บ "ภาษีอ้วน" จากอุตสาหกรรมน้ำอัดลมกันเพราะเห็นว่าเป็น "ตัวการสำคัญ" ที่ทำให้จำนวนคนอ้วนพุ่งขึ้นทั่วประเทศ
คนที่เสียงดังที่สุดคือนายริชาร์ด เดนส์ อธิบดีกรมสาธารณสุขของรัฐนิวยอร์ก ที่บอกว่าการที่น้ำอัดลมหวานๆ มีราคาถูก หากินได้ง่าย แถมยังทำการตลาดอย่างไม่หยุดหย่อนนี่เองที่เป็นตัวการขัดขวางการมีสุขภาพดีของประชาชน
แถมยังให้นิยามโรคอ้วนเอาไว้ว่าเป็น "ความท้าทายเรื่องการสาธารณสุขที่ใหญ่ที่สุดในทศวรรษนี้ และอีกสองสามทศวรรษถัดไป" ด้วย
ไอเดียนี้ได้รับการขานรับอย่างอึงมี่จากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในนิวยอร์ก และรัฐอื่นๆ ที่มองว่าเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพราะนอกจากจะได้เก็บภาษีอาหารขยะแล้วยังเป็นการหาเงินเข้าคลังที่แห้งเหือดเพราะเศรษฐกิจถดถอยอีกด้วย
ที่เกิดความตื่นตัวกันมากเป็นเพราะเด็กอเมริกันอายุระหว่าง 6-19 ปีเป็นโรคอ้วนกันเกือบ 20% สาเหตุสำคัญก็มาจากการไม่ออกกำลัง แล้วก็ชอบกินอาหารขยะกับน้ำอัดลม
การรักษาโรคอ้วนกินรายได้ภาครัฐมหาศาล เฉพาะในรัฐนิวยอร์กเพียงแห่งเดียว บิลค่ารักษาพยาบาลอันเนื่องมาจากโรคอ้วนนั้นสูงถึง 7,600 ล้านดอลลาร์ต่อปีเลยทีเดียว แถมส่วนใหญ่ยังเอาเงินภาษีประชาชนไปจ่ายด้วย
ฝ่ายหนุนให้เก็บ "ภาษีอ้วน" บอกว่า ควรปฏิบัติกับน้ำอัดลมแบบเดียวกับบุหรี่ นั่นคือ ตั้งราคาสินค้าแพงๆ แล้วใช้ราคาเป็นตัวกดดันให้คนเลิกจากนิสัยที่ไม่ดี
เล่นเอาคนในอุตสาหกรรมน้ำอัดลมเต้นเป็นเจ้าเข้า กล่าวหารัฐว่าถือโอกาสเอาเรื่องนี้มาเป็น "ข้ออ้าง" จัดเก็บภาษีธุรกิจชนิดใหม่
ถึงปากจะด่า แต่บริษัทชั้นนำอย่างโคคา-โคลา และเป๊ปซี่ ก็หาทางปรับภาพลักษณ์ตัวเองด้วยการนำเอาเครื่องดื่มแคลอรีต่ำ และมีสารอาหารมาวางขายแทนน้ำอัดลมที่มีแต่น้ำตาล
แต่ก็อดเหน็บรัฐบาลไม่ได้ว่าไม่ยอมให้คนมีความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตกันบ้างเลย
ทัศนีย์ สาลีโภชน์



