ข่าว

มาเก็บ "ภาษีอ้วน" กันดีไหม

มาเก็บ "ภาษีอ้วน" กันดีไหม

11 มี.ค. 2553

สหรัฐกำลังรณรงค์ลดความอ้วนในหมู่ประชาชนกันอย่างหนัก ถึงขั้นที่นางมิเชล โอบามา สุภาพสตรีหมายเลข 1 โดดลงมาเล่นเองเลย

ส่วนที่นิวยอร์ก เหล่าผู้บริหารได้ออกมากดดันให้มีการเรียกเก็บ "ภาษีอ้วน" จากอุตสาหกรรมน้ำอัดลมกันเพราะเห็นว่าเป็น "ตัวการสำคัญ" ที่ทำให้จำนวนคนอ้วนพุ่งขึ้นทั่วประเทศ

 คนที่เสียงดังที่สุดคือนายริชาร์ด เดนส์ อธิบดีกรมสาธารณสุขของรัฐนิวยอร์ก ที่บอกว่าการที่น้ำอัดลมหวานๆ มีราคาถูก หากินได้ง่าย แถมยังทำการตลาดอย่างไม่หยุดหย่อนนี่เองที่เป็นตัวการขัดขวางการมีสุขภาพดีของประชาชน

 แถมยังให้นิยามโรคอ้วนเอาไว้ว่าเป็น "ความท้าทายเรื่องการสาธารณสุขที่ใหญ่ที่สุดในทศวรรษนี้ และอีกสองสามทศวรรษถัดไป" ด้วย

 ไอเดียนี้ได้รับการขานรับอย่างอึงมี่จากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในนิวยอร์ก และรัฐอื่นๆ ที่มองว่าเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพราะนอกจากจะได้เก็บภาษีอาหารขยะแล้วยังเป็นการหาเงินเข้าคลังที่แห้งเหือดเพราะเศรษฐกิจถดถอยอีกด้วย

 ที่เกิดความตื่นตัวกันมากเป็นเพราะเด็กอเมริกันอายุระหว่าง 6-19 ปีเป็นโรคอ้วนกันเกือบ 20% สาเหตุสำคัญก็มาจากการไม่ออกกำลัง แล้วก็ชอบกินอาหารขยะกับน้ำอัดลม

 การรักษาโรคอ้วนกินรายได้ภาครัฐมหาศาล เฉพาะในรัฐนิวยอร์กเพียงแห่งเดียว บิลค่ารักษาพยาบาลอันเนื่องมาจากโรคอ้วนนั้นสูงถึง 7,600 ล้านดอลลาร์ต่อปีเลยทีเดียว แถมส่วนใหญ่ยังเอาเงินภาษีประชาชนไปจ่ายด้วย

 ฝ่ายหนุนให้เก็บ "ภาษีอ้วน" บอกว่า ควรปฏิบัติกับน้ำอัดลมแบบเดียวกับบุหรี่ นั่นคือ ตั้งราคาสินค้าแพงๆ แล้วใช้ราคาเป็นตัวกดดันให้คนเลิกจากนิสัยที่ไม่ดี

 เล่นเอาคนในอุตสาหกรรมน้ำอัดลมเต้นเป็นเจ้าเข้า กล่าวหารัฐว่าถือโอกาสเอาเรื่องนี้มาเป็น "ข้ออ้าง" จัดเก็บภาษีธุรกิจชนิดใหม่

 ถึงปากจะด่า แต่บริษัทชั้นนำอย่างโคคา-โคลา และเป๊ปซี่ ก็หาทางปรับภาพลักษณ์ตัวเองด้วยการนำเอาเครื่องดื่มแคลอรีต่ำ และมีสารอาหารมาวางขายแทนน้ำอัดลมที่มีแต่น้ำตาล

 แต่ก็อดเหน็บรัฐบาลไม่ได้ว่าไม่ยอมให้คนมีความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตกันบ้างเลย

ทัศนีย์ สาลีโภชน์