ข่าว

 เกษตร (มี) กรรม

เกษตร (มี) กรรม

11 มี.ค. 2553

คำกล่าวที่ว่า “ชาวนา คือกระดูกสันหลังของชาติ” ในอดีตถือว่าเป็นคำกล่าวที่ยกย่องให้เกียรติอาชีพชาวนาเป็นอย่างยิ่ง เพราะร่างกายของคนเราจะเหยียดตรงอยู่ไม่ได้ หากมีกระดูกสันหลังที่ปราศจากซึ่งความแข็งแกร่ง เช่นเดียวกับประเทศไทยที่จะไม่สามารถเอาตัวรอดได้ หากไม่ม

 ห้าสิบปีที่แล้วสินค้าส่งออกที่ทำเงินให้แก่ประเทศไทยมากที่สุด ประกอบไปด้วย ข้าว, ไม้สัก, แร่ดีบุก และ ยางพารา ก่อนที่จะมาถึงยุคอุตสาหกรรมในภายหลัง รัฐบาลไทยแต่ไหนแต่ไรมาจึงพยายามหาทางช่วยเหลือ และส่งเสริมเกษตรกรชาวไร่ชาวนาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

 ก่อนที่จะมีการส่งเสริมจากหน่วยงานของรัฐ ชาวนาแถบลุ่มน้ำเจ้าพระยาสามารถทำนากันได้ปีละสองครั้ง สลับกับปลูกถั่วอีกหนึ่งครั้งบนพื้นที่แปลงเดียวกัน เมื่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พยายามใช้หลักวิชาการเกษตรสมัยใหม่เข้ามาช่วยเหลือ มีการสร้างเขื่อนและคลองส่งน้ำเกิดขึ้นมากมาย  

 มีการวางแผนจัดรูปที่ดินสำหรับปลูกข้าวขึ้นมาใหม่ ภายใต้ชื่อว่าเป็นการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร จัดวางผังที่ดินทั้งหมดด้วยการไถเกรดปรับระดับท้องทุ่งที่กว้างใหญ่ไพศาล ชาวนาต้องเจียดที่ดินให้เป็นถนนและคลองส่งน้ำสำหรับส่วนกลาง จนชาวนาเรียกกันว่าเป็นวิธีการแบบ “แปลงเกรด” อันหมายความว่าเกรดปรับที่ดินในแปลงนานั่นเอง

 ข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่ปู่ย่าตาทวดเคยเพาะปลูกมานานช้า ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ขาวตาแห้ง, เสือโฮก,เสาให้, ข้าวพวง, ข้าวป้อม ฯลฯ ถูกนักวิชาการด้านการเกษตรโน้มน้าวชักจูงแกมบังคับ ให้หันมาใช้พันธุ์ข้าวที่พัฒนาขึ้นมาใหม่เช่นพันธุ์ กข. ซึ่งย่อมาจากกรมการข้าวและต่อตามด้วยตัวเลขสารพัดสารพัน     

 หลังจากได้รับการส่งเสริมครบทุกรูปแบบ ตามหลักวิชาการด้านการเกษตรเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ชาวนาไทยได้รับคำบอกกล่าวจากภาครัฐในทุกปีก็คือ ให้งดเว้นการทำนาปรังเพราะกรมชลประทานไม่สามารถจัดหาน้ำให้ได้เพียงพอ ทำให้ชาวนาทุกท้องทุ่งเกิดความมึนงงสงสัยว่า ตกลงกรมชลประทานมีหน้าที่จัดหาจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตร หรือมีหน้าที่คอยแจ้งบอกปริมาณและระดับน้ำที่เหลือในแต่ละปีกันแน่

 เช่นเดียวกับคำประกาศจากกระทรวงเกษตรฯ ที่มักจะออกมาในทำนองว่า ให้ชาวนางดเว้นการทำนาเพื่อพักดินเสียบ้าง มิฉะนั้นจะไม่สามารถตัดวงจรของโรคระบาดต่างๆ เช่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้ สรุปสรุปได้ความว่าทั้งหน่วยงานที่มีหน้าที่จัดหาและจัดสรรน้ำ กับหน่วยงานที่มีหน้าที่ช่วยเหลือเมื่อเกษตรกรเกิดปัญหา ต่างออกมาประสานเสียงเป็นท่วงทำนองเดียวกันว่า “หยุดทำนากันเสียบ้างเถอะ” ทั้งที่ราคาพืชไร่กำลังสูงขึ้นพอที่ชาวนาจะลืมตาอ้าปากใช้หนี้ได้บ้าง

 โดยไม่มีหน่วยงานใดที่จะออกมาบอกว่า หากต้องยุติการทำนาลงไปบ้างในบางพื้นที่ แล้วจะให้เกษตรกรเหล่านั้นหันไปหารายได้ด้วยการปลูกพืชไร่พืชนาชนิดใด หรือจะให้เขาเหล่านั้นใช้เวลาว่าง ด้วยการรับจ้างเป็นม็อบออกมาเดินขบวนขับไล่รัฐบาลและข้าราชการ เพราะถึงเวลาที่พืชไร่ราคาดีก็บอกว่าให้งดเว้นการปลูก ถึงเวลาที่ราคาพืชไร่ตกต่ำดันออกมาบอกว่า ได้เวลาปลูกกันแล้วทำให้เขาต้องเป็นหนี้เป็นสินกันต่อไป แก้ไขปัญหากันแบบนี้เศรษฐกิจของประเทศไทยถึงก้าวไปไหนไม่ได้ กรณีอย่างนี้ถ้าเป็นบริษัทเอกชนทั่วไป รับรองได้ว่ามีคนตกงานกันอีกเพียบแน่นอนครับ

พัฒนเดช  อาสาสรรพกิจ