
ปฏิวัติตัวเอง
คงไปโทษว่าตำรวจไม่ได้เต็มปากเท่าไหร่ กับการที่มีคนเพี้ยนๆ หรือมีความคิดประหลาดๆ นำสิ่งโสโครกไปขว้างปาใส่บ้านคน โดยเฉพาะบ้านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่โดนมาแล้วถึง 2 หน
ครั้งล่าสุด นายคำพอง ซามาตร์ คนนครพนม อุตส่าห์นั่งรถเมล์มาจากบ้านเกิดเพื่อมาทำแบบนี้โดยเฉพาะ ด้วยเหตุผลที่เหลือเชื่อ
"รู้สึกคับแค้นใจที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้รับความเป็นธรรม"
ดูกิริยาอาการของแกแล้ว ก็ไม่น่าจะมีญาติโกโหติกา เป็นตำรวจทั้งภูธร นครบาล สรุปคร่าวๆ ก็คือ ถ้าสติสมประกอบ ก็อาจจะพูดจาส่งเดชไปแบบนั้น
ซึ่งนั่นไม่เท่าไหร่
ถ้าสติสตังไม่ครบนี่สิ น่าเป็นห่วง ประเภทครึ่งๆ กลางๆ คุ้มดี คุ้มร้าย คนเหล่านี้นี่แหละอยู่ในภาวะเสี่ยง
เพราะคนร้ายใจบาป อาจจะฉวยโอกาสเป่าหูให้หลงเชื่อ แล้วเอาขี้วัวยัดใส่มือ พร้อมกำชับว่า ถ้าโดนจับก็บอกไปว่า ทำเพราะอย่างนี้ๆๆๆ
ทำเสร็จได้เที่ยวกรุงเทพฯ ฟรี อีกต่างหาก
เพราะเรื่องพรรค์นี้ คนที่สติสัมปชัญญะครบ คิดได้ รู้ได้ รู้ถูกรู้ผิด เขาไม่ทำกัน
เรื่องบัดสี อัปรีย์อย่างนี้วิญญูชนผู้เจริญแล้ว เขาเหยียดหยาม
แต่ก็นั่นแหละ สิ่งที่เกิดขึ้นมันสะท้อนให้เห็นว่า คนในบ้านในเมือง อยู่ในยุคที่หลงใหลไปกับข้อมูลจอมปลอม ที่กรอกหูทุกวัน เรื่องผิด ข้อมูลที่บิดเบือน พูดบ่อยครั้งจนกลายเป็นความเชื่อ
ความสามารถในการวิเคราะห์ ไตร่ตรองหาเหตุหาผล ถูกปิดกั้น แต่กลับไปเชื่อฟังนักพูดกล่อมจนเชื่อเป็นตุเป็นตะ
น่าตกใจก็คือ เรื่องอย่างนี้ ในยุคนี้เกิดขึ้นได้กับทุกหนทุกแห่ง แม้แต่ "พระ" ที่น่าจะเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ก็ยังจะเอากับเขาด้วย
พระบางรูป บางครั้งเห็นห่มผาเหลืองก็คิดว่าเป็นพระ แต่เมื่อแสดงกิริยา คำพูดออกมา กลับเป็นว่า เราเข้าใจผิด เพราะไปคิดเอาเองว่า พอห่มผ้าเหลืองแล้วนั่นจะหมายความเป็นพระ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น
ก็ในเมื่อสิ่งที่พูดออกมานั้นกลายเป็นการยุยงส่งเสริมให้คนกระทำผิด พูดจาด้วยความคึกคะนองราวกับเด็กหนุ่มรุ่นกระทงที่กำลังกลัดมัน
สถานการณ์การเมืองบ้านเราครั้งนี้ถึงแม้ว่ามันจะเป็นวิกฤติ แต่ก็คิดอีกอย่างได้เหมือนกันว่า วิกฤติก็คือ บททดสอบความเข้มแข็ง ความหนักแน่น ของทั้งสังคมและผู้คนที่จะผ่านจุดนี้ไปได้ จะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร
ถ้าต้องการผ่าน ก็ต้องเปลี่ยนแปลงด้วยการการปฏิวัติ ซึ่งตรงนี้ น่าจะหมายถึง "ปฏิวัติตัวเอง" เพราะตัวเองนี่แหละที่จะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงทั้งหมด



