
ผอ.สถาบันสันติฯชี้พรบ.มั่นคงฯกันรุนแรงในสังคม
ผอ.สถาบันสันติศึกษา มอ.ชี้ ประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ เป็นไปตามสถานการณ์ และบรรยากาศในบ้านเมือง เชื่อยับยั้งเหตุรุนแรงได้
(9มี.ค.)รศ.ผดุงยศ ดวงมาลา ผอ.สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(มอ.) เปิดเผยว่า การประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรนับว่าเป็นการใช้ไปตามสถานการณ์ของสังคม เนื่องจากสถานการณ์และบรรยากาศในบ้านเมืองขณะนี้มีความสุ่มเสี่ยงไม่น้อยที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน และที่สำคัญจะช่วยป้องปรามผู้ที่คิดจะฉวยโอกาสก่อความรุนแรงในช่วงที่มีการนักดชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงอยู่ในความสงบ และเป็นไปตามครรลองประชาธิปไตย และอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย
“อุณหภูมิในสังคมขณะนี้มีแนวโน้มสูงขึ้นทั้งจากปัจจัยสถานการณ์ทางการเมือง รวมถึงการนัดชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงท่ามกลางข่าวลือต่างๆนานาที่เร่งเร้าให้บ้านเมืองสุ่มเสี่ยงที่จะเดินไปสู่จุดที่หลายคนไม่อยากให้เป็น ดังนั้นการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ก็เป็นไปตามสถานการณ์และเพื่อให้การชุมนุมอยู่ในความสงบและไร้เหตุความวุ่นวาย”รศ.ผดุงยศ กล่าว
ผอ.สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยส่วนตัวเชื่อว่าการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรจะสามารถควบคุมสถานการณ์ในการชุมนุมระยะแรกได้ แต่หากการชุมนุมมีความยืดเยื้อสิ่งที่ต้องจับตาคือสถานการณ์อาจอยู่เหนือการคาดการณ์หรือคาดเดาได้ ดังนั้นรัฐต้องควบคุมสถานการณ์ด้วยการไม่เปิดช่องให้อีกฝ่ายใช้เป็นข้อกล่าวอ้างเพื่อผลักดันให้บรรยากาศเดินไปสู่ความรุนแรงได้
ผู้ว่าฯอุดรธานีห่วงมือที่3สร้างสถานการณ์
ที่ห้องประชุมศูนย์อเนกประสงค์ ศาลากลาง จ.อุดรธานี นายอำนาจ ผการัตน์ ผวจ.อุดรธานี เป็นประธานการประชุมหัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ผู้บริหารเขตการศึกษา ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจถึงสถานการณ์บ้านเมืองใน จ.อุดรธานี
นายอำนาจ กล่าวว่า จากการประเมินสถานการณ์ทางการเมืองของ จ.อุดรธานี ที่จะมีกลุ่มพลังมวลชนคนเสื้อแดงเดินทางเข้าร่วมชุมนุมใหญ่ที่กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 14 มี.ค.53 ที่จะถึงนี้ ทางจังหวัดคาดว่าจะมีพลังมวลชนในหลายจังหวัดในภาคอีสานตอนบนมารวมตัวกันในพื้นที่ จ.อุดรธานี ในวันที่ 11 มีนาคม ก่อนที่จะร่วมเดินทางไปกว่า 20,000 คน ซึ่งรัฐบาลมีความเป็นห่วงมือที่สาม ที่อาจจะสร้างสถานการณ์ความรุนแรงให้เกิดขึ้น ตนจึงเชิญหัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ผู้บริหารเขตการศึกษา ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน มาประชุมชี้แจง โดยที่ผ่านมากลุ่มพลังมวลชนคนเสื้อแดงของ จ.อุดรธานี ถูกมองว่าเป็นพวกที่ใช้ความรุนแรง เพราะเหตุปะทะกับกลุ่มคนเสื้อเหลืองที่สวนสาธารณะหนองประจักษ์
“หากเหตุการณ์การชุมนุมในครั้งนี้ ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แสดงได้ว่ากลุ่มพลังมวลชนคนเสื้อแดงไม่ใช่พวกที่ใช้ความรุนแรง คนก็จะมอง จ.อุดรธานีไปในทางที่ดี และภาพลักษณ์ต่อคนทั่วประเทศดีขึ้น ซึ่งผมได้พยายามขอร้องแกนนำคนเสื้อแดงขอให้คนส่วนใหญ่มีการชุมนุมกันในพื้นที่ได้หรือไม่ ซึ่งแกนนำคนเสื้อแดงไม่ได้รับปาก แต่ได้รับเอาไว้พิจารณา โดยขอให้กลุ่มพลังมวลชนที่จะร่วมเดินทางไป ให้คิดถึงบ้านเมืองและผลที่จะตามมาเป็นหลัก พร้อมทั้งเป็นห่วงสุขภาพร่างกาย เนื่องจากการเดินทางใช้เวลานานมาก ประกอบกับในช่วงนี้มีอากาศที่ร้อน คนที่เดินทางไปมีทั้งผู้สูงอายุและผู้หญิง ขอให้ดูแลสุขภาพร่างกายให้ดี และขอความร่วมมือห้ามพกพาอาวุธไปด้วย”
นายอำนาจ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ตนได้ประสานกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตั้งด่านตรวจหลักใน 2 จุดบริเวณถนนมิตรภาพอุดร-ขอนแก่น จุดแรกที่สถานีตำรวจทางหลวงบ้านข้าวสาร และจุดที่สองที่ อ.โนนสะอาด ซึ่งทั้ง 2 จุดจะให้รองผู้ว่าราชการ จ.อุดรธานี และรองผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.อุดรธานี ไปเป็นผู้รับผิดชอบดูแลและอำนวยความสะดวกให้
พล.ต.ต.เดชา ช่วยบุญชุม ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.อุดรธานี กล่าวว่า ได้สั่งกำชับสถานีตำรวจในสังกัดทั้ง 23 สถานี ตั้งด่านตรวจอาวุธและอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนที่จะเดินทางไปร่วมชุมนุม ขอให้กลุ่มพลังมวลชนเข้าใจ เพราะไม่ใช่การกักกันหรือการห้ามเดินทางแต่เป็นการอำนวยความสะดวกและการตรวจค้นอาวุธตามปกติเหมือนทุกคนที่มีการชุมนุม
ส่วน พ.อ.อำนวย จุลโนนยาง เสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 24 ค่ายประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี กล่าวว่า ในขณะนี้มีความเป็นห่วงในเรื่องข่าวลวงที่ไม่เป็นความจริง อย่างกรณีที่มีการปล่อยข่าวว่าตำรวจกองปราบปรามเข้ามาปิดสถานีวิทยุของคนเสื้อแดง ซึ่งจากการตรวจสอบแล้วก็ไม่เป็นความจริง นอกจากนั้นยังมีการประเมินกันว่าการชุมนุมน่าจะยืดเยื้อ กลุ่มพลังมวลชนที่ไม่ได้เดินทางไปอาจจะมีการรวมตัวชุมนุมกันในพื้นที่ ซึ่งหากสถานการณ์ที่ กทม.มีความรุนแรงมากขึ้น ทางรัฐบาลคงต้องใช้มาตรการเข้มในการรับมือ และกลุ่มคนเสื้อแดงที่อยู่ในพื้นที่ อาจจะสร้างความรุนแรงตาม เรื่องนี้คงต้องมีการพิจารณาในการรับมือต่อไป



