ข่าว

นายทุนฉวยโอกาสขุดทรายกลางแม่น้ำโขงแถวเชียงราย

นายทุนฉวยโอกาสขุดทรายกลางแม่น้ำโขงแถวเชียงราย

09 มี.ค. 2553

น้ำโขงแห้งเหือด นายทุนรีบฉวยโอกาสขุดทรายกลางแม่น้ำโขง ชลประทานจังหวัดพัทลุงเตือนเกษตรกรอย่าทำนาปรังนอกแผนที่กำหนด หวั่นผลผลิตเสียหายจากภัยแล้งเนื่องจากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำมีน้อยคาดการณ์จะแล้งยาวไปจนถึงเดือนมิถุนายน

 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.เชียงราย ว่าจากสภาพอากาศที่แห้งแล้ง ปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงลดระดับลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดเนินทรายขนาดใหญ่กลางแม่น้ำโขงจึงมีกลุ่มทุนจีนที่เข้าสัปทานที่ดินในเมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว ส.ป.ป.ลาว รีบฉวยโอกาสนำรถแบ็คโฮและรถบรรทุกเข้าทำการขุดทรายกลางแม่น้ำโขง ตรงข้ามที่ว่าการอำเภอเชียงแสน จ.เชียงราย ตลอดทั้งวันทั้งคืนเพื่อนำทรายไปก่อสร้างคอมเพล็กซ์ บ่อนคาสิโน ในเมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว ส.ป.ป.ลาว

 สำหรับจุดขุดทรายดังกล่าวได้ดำเนินการมาโดยตลอด หากมีน้ำหลากก็จะนำรถแบ็คโฮขึ้นฝั่ง แต่ครั้งนี้ระดับในแม่น้ำโขงลดต่ำลงเป็นอย่างมาก จึงได้มีการทำการขุดทราย และถูกลำเลียงเพื่อทำการสร้างโครงการของจีนครบวงจร ที่ได้ทุ่มงบประมาณลงทุนก่อสร้างอยู่ในขณะนี้

 อย่างไรก็ตาม หากมีการขุดไปอย่างต่อเนื่องในอนาคต จะส่งผลต่อตลิ่งแม่น้ำโขงฝั่งไทย ที่ไม่ได้มีการทำแนวตลิ่งไว้ตลอดแนว ซึ่งจะรวมถึงท่าเรือเชียงแสนด้วย เนื่องจากแนวร่องน้ำลึกจะเปลี่ยนทิศทาง กระแสน้ำก็จะไหลเชี่ยวขึ้น ทำการกัดเซาะตลิ่งก็จะมีความรุนแรงขึ้น   

  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ ทางท่าเรือเชียงรายได้แจ้งเรื่องที่เกิดขึ้นให้กรมเจ้าท่าทราบ และจัดทำหนังสือคัดค้านไปยังคณะกรรมการว่าด้วยการเดินเรือพาณิชย์ในแม่น้ำล้านช้างแม่น้ำโขงหรือ JCCN ซึ่งเป็นคณะกรรมการร่วม 4 ประเทศคือไทย ลาว จีนและพม่า ซึ่งได้มีการหารือไปบ้างแล้ว โดยทางการลาว เห็นชอบที่จะจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาร่วมในการศึกษาผลกระทบ แต่จนถึงขณะนี้เงียบหายไป

ชาววังเหนือแห่กันร่อนหาทองในลำน้ำวังที่กำลังแห้งขอด

 หลังจากอำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง ทั้ง 5 ตำบล ได้แก่ ตำบลวังแก้ว ตำบล ทุ่งฮั้ว ตำบลวังเหนือ ตำบลวังทรายคำ ตำบลร่องเคาะ ประสบปัญหาภัยแล้ง และน้ำในแม่น้ำวัง แห้งขอด และในบางจุด ก็ไม่มีน้ำหลงเหลือให้เห็น มีทรายและดินโผล่ขึ้นมาให้เห็น โดยเฉพาะเกษตรกร ที่ปลูกพืชไร่ระยะสั้นในฤดูแล้ง เช่น ข้าวโพดและถั่ว ไม่มีน้ำหล่อเลี้ยง ส่วนไร่ขาวโพดของเกษตรกร กว่า 1 พันไร่เหี่ยวเฉา แห้งตายไป

 อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านในหลายตำบลในอำเภอวังเหนือ ที่อาศัยอาศัยอยู่ใกล้แม่น้ำวัง ได้ พากันสร้างวิกฤติให้เป็นโอกาส โดยพากัน เอาเครื่องมือลงไปขุดร่อนหาทองคำในลำน้ำวังที่กำลังแห้งขอด จนสร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน ส่วนใหญ่ชาวบ้านที่ว่างงานหลังจากการทำการเกษตร และอาศัยช่วงที่แม่น้ำแห้งขอด นำเครื่องมือออกร่อนหาทองคำ แต่ก็มีอยู่ เป็นแห่งๆ

 นางช้อย คิดดี อายุ 53 ปี ชาวบ้านใน ต.ทุ่งฮั้ว อ.วังเหนือ จ.ลำปางกล่าวว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำเกษตรกรรม และในปีนี้ประสบปัญหาภัยแล้งอย่างหนักทำ ให้พืชฤดูแล้งที่ปลูกไว้ แห้งตายและเนื่องจากขาดน้ำหล่อเลี้ยง และได้พากันมาร่อนหาทองคำ ซึ่งแต่วันก็ได้ไม่มาก พออยู่พอกิน 2-3 วัน ก็จะได้ทองคำประมาณ 1 กรัม จากนั้นก็จะไปขายให้เจ้าของร้านทองในพื้นที่และ พ่อค้าในจังหวัดเชียงใหม่ ที่เดินทางรับซื้อเองราคากรัมละ 800-850 บาท ก็สามารถสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านช่วงที่ว่างงานอยู่

 ใน 4 ตำบลได้แก่ตำบลวังทอง ตำบลวังช้าย ร่องเคาะวังเหนือ มีเกษตรกร 6,795 รายมีพื้นที่เกษตรกรรม 19,965 ไร่และบางแห่งขาดน้ำไปล่อเลี้ยงลำต้นพืชผลการเกษตร จึงทำให้ประชาชนที่ว่างจากการทำการเกษตรนำเอาเครื่องมือออกมาขุดหาทองคำในแม่น้ำวังเนื่องจากสภาพน้ำวังแห้งขอดโดยการขุดหาทองคำในแต่ละวันจะได้กันคนละ 2-3 มิลิกรัม โดยมีพ่อค้าทองจากจังหวัดเชียงใหม่เข้ามารับชื้อในราคากรัมละ 800-850 บาทสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง โดยสายแร่ทองคำในลำน้ำวังจะมีเป็นแห่งๆ เท่านั้น ตั้งแต่ตำบลทุ่งฮั้ว จนถึงตำบลร่องเคาะจะสามารถลงขุดหาทองได้ในช่วงฤดูแล้งเท่านั้น ตลอดจนเพื่อเป็นการพักผ่อนหลบอากาศที่ร้อนจัดในช่วงกลางวันสร้างรายได้อีกทางหนึ่งด้วย

หนองคายแม่น้ำโขงเพิ่ม10เปอร์เซ็นต์รอลุ้น40วันผ่านพ้นวิกฤต

 นายสุขวิช   บัวเผื่อน  ผู้อำนวยการส่วนสำรวจอุทกวิทยาหนองคาย กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในแม่น้ำโขง ขณะนี้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ มากกว่าเมื่อวันที่ 4 มี.ค. ที่ผ่านมา วัดปริมาณน้ำได้ 32 ซม. แต่ขณะนี้สามารถตรวจวัดปริมาณน้ำได้ 48 ซม. ซึ่งปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นมานั้น ส่วนใหญ่ไหลมาจากประเทศจีน และประเทศลาว โดยเฉพาะน้ำที่ไหลมาจากลาว เพราะในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา ฝนตกในประเทศลาวมากกว่าประเทศไทย จึงทำให้น้ำที่ซับอยู่ใต้ดินไหลออกมา หลังจากที่น้ำโขงลดปริมาณลง อีกทั้งยังไหลมารวมกับน้ำที่ไหลมาจากจีนเนื่องจากเปิดเขื่อน

 ช่วงนี้ปริมาณน้ำจะยังคงสภาพอยู่ที่ประมาณ 46-47 ซม. หรืออาจจะลดลงกว่านี้ตามสภาพอากาศ ดังนั้น ตัวเลขปริมาณน้ำก็ยังอยู่ในสภาวะวิกฤต ซึ่งต้องระมัดระวังในเรื่องของการใช้น้ำ โดยเฉพาะภาคเกษตร ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำการขอความร่วมมือกับเกษตรกรให้ระมัดระวังในเรื่องของการใช้น้ำ และการแก้ไขปัญหาขณะนี้ทางเกษตรจังหวัดหนองคายได้ประสานงานเพื่อขอฝนหลวงแล้ว

 จากข้อมูลสถิติที่มีการบันทึกไว้ พบว่าปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงที่แห้งขอดลงจนอยู่ในขั้นวิกฤต และเป็นปรากฏการ ในรอบ 40 ปี ที่แม่น้ำโขงแห้งลงมาก ดังนั้นจากนี้ต่อไปต้องเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะครบ 40 วันเพราะยังไม่พ้นช่วงเวลาของระดับน้ำโขงที่จะลดลงต่ำอีก และในช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. จะเป็นช่วงที่ต้องเฝ้าสังเกตปริมาณน้ำอยู่ตลอดเวลา

 จนกระทั่งผ่านพ้นช่วงเทศกาลสงกรานต์ไปแล้ว ปริมาณน้ำจึงจะเริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  หากเปรียบเทียบกับสถิติปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นเมื่อปี 2509 ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นถึง 14 เมตร และเมื่อปี 2551 ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 13 เมตร 17 ซม. จนทำให้ชายบ้านที่อยู่ริมแม่น้ำโขงได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

 ส่วนสาเหตุที่แม่น้ำโขงแห้งเกิดจากปริมาณน้ำฝนที่ขาดช่วง โดยเฉพาะช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน ในพื้นที่ประเทศไทยฝนตกลงมาน้อยมาก ทำให้ดินไม่สามารถดูดน้ำเอาไว้ได้ เมื่อถึงหน้าแล้งก็ไม่มีน้ำใต้ดิน มีเพียงประเทศลาวที่ฝนตกหนาแน่นทำให้ยังพอมีน้ำใต้ดินไหลลงสู่แม่น้ำโขง โดยน้ำที่มาจากประเทศลาวนั้นจะไหลมาจากแม่น้ำสาขา อาทิ น้ำเบง,น้ำพบ,น้ำท่า,น้ำคู,น้ำคาน และน้ำเหลือง โดยแหล่งน้ำสาขาในประเทศลาวจะเป็นแหล่งน้ำที่ไหลหล่อเลี้ยงแม่น้ำโขงให้พอมีน้ำอยู่บ้าง

กาฬสินธุ์แล้งหนักน้ำเหลือน้อยหวั่นไม่พอปลูกพืช

 นายวิโรจน์ จิวะรังสรรค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า สถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ปีนี้เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งนี้จากการตรวจสอบสภาพลำน้ำปาว ลำน้ำชี พบว่าปริมาณน้ำลดน้อยลงกว่าปกติ ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกข้าวนาปรัง ในเขตพื้นที่ชลประทาน ซึ่งกำหนดให้มีการเพาะปลูกข้าวนาปรังไว้จำนวน 250,000 ไร่ แต่ผลสำรวจขณะนี้พบว่า เกษตรกรได้ขยายพื้นที่เพิ่มเติมอีกกว่า 60,000 ไร่ ซึ่งนับว่าเสี่ยงต่อความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากภัยแล้งเนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนลำปาวเหลืออยู่เพียง 709 ล้าน ลบ.ม.จากปริมาณกักเก็บที่ 1,430 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 49 ของความจุอ่าง และในแต่ละวันจะต้องส่งน้ำลอยคลองถึงวันละ 6 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งจะไม่เพียงพอเพราะยังมีเกษตรทำนากุ้งก้ามกรามในพื้นที่ จึงขอเตือนให้เกษตรกรงดขยายพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังเพื่อป้องกันความเสียหาย

 นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า แต่เนื่องจากระยะนี้มีประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเตือนสภาพอากาศแปรปรวนที่จะทำให้เกิดพายุฤดูร้อนขอเตือนประชาชนระวังภัย หลีกเลี่ยงการออกไปในที่โล่งแจ้งขณะสภาพอากาศวิปริตเพื่อป้องกันพายุฟ้าผ่าสำหรับจังหวัดกาฬสินธุ์ เกิดพายุฤดูร้อนแล้ว 4 ครั้งในพื้นที่ อ.ยางตลาด อ.เมืองกาฬสินธุ์ มีบ้านเรือนได้รับความเสียหายกว่า 800 หลังคาเรือน

 ด้านนายประเสริฐ ภูสีเขียว อายุ 39 ปี เกษตรกรบ้านดงเค็ง ตำบลดอนสมบูรณ์ อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า ปัญหาภัยแล้งปีนี้นับว่ารุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มที่จะยาวนานหลายเดือน ตนและเพื่อนเกษตรกรหลายราย ไม่กล้าเสี่ยงที่จะปลูกข้าวนาปรัง เนื่องจากวิตกว่าจะมีน้ำใช้ไม่เพียงพอ จึงได้หันมาจับกลุ่มปลูกพืชฤดูแล้ง อายุสั้น และใช้น้ำน้อย ตระกูลบวบ และแตง แทนการปลูกข้านาปรัง แต่ความแห้งแล้งที่มารวดเร็วทำให้ต้องลดความเสี่ยงด้วยการเก็บยอดบวบขายก่อนกำหนด

 นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า ถึงแม้ตนจะปลูกพืชฤดูแล้งดังกล่าว ก็ยังมีปัญหาขาดแคลนน้ำ เนื่องจากพื้นที่ที่เพาะปลูกมีสภาพแห้ง ขณะที่แหล่งน้ำที่ใช้ก็สูบจากคลองชลประทาน ที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 200 เมตร ที่บางครั้งไม่เพียงพอ เป็นสาเหตุให้พืชตายและเป็นโรคเป็นจำนวนมาก

เตือนเกษตรกรห้ามทำนาปรังหวั่นปัญหาภัยแล้ง

 นายสุรศักดิ์ คันธา ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพัทลุง เปิดเผยว่า สถานการณ์ภัยแล้งจังหวัดพัทลุง ในขณะนี้น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางของพื้นที่จังวัดพัทลุงจำนวน2 แห่ง คือ อ่างเก็บน้ำป่าพะยอม อ.ป่าพะยอม มีปริมาณน้ำ 9.18 ล้าน ลบม. อ่างเก็บน้ำป่าบอน อ.ป่าบอน มีปริมาณน้ำ 18.39 ล้าน ลบม. และมีแนวโน้มลดลง คาดว่าถ้าไม่มีฝนตกลงมาเพิ่มเติม อาจเกิดการขาดแคลนน้ำในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงเดือนมิถุนายน

 ทางชลประทานพัทลุง จึงได้วางแผนให้เกษตรกรการปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2552/2553 ในเขตชลประทาน รวม 74,800 ไร่ โดยแยกเป็นข้าวนาปรัง 28,900 ไร่ พืชไร่-พืชผักและไม้ผล ไม้ยืนต้นและอื่นๆ 45,900 ไร่ เพื่อจะได้จัดสรรน้ำเข้าสู่พื้นที่เพาะปลูกได้ในช่วงเมษายน 2553 เป็นต้นไป

 นายสุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า จึงอยากเตือนเกษตรกรผู้ใช้น้ำได้ทำการเพาะปลูกพืชตามแผนที่ได้วางไว้ และปลูกพืชในบริเวณใกล้เคียงกับแหล่งน้ำหรือระบบส่งน้ำ เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาการขาดแคลนน้ำจนทำให้ผลผลิตเสียหายในช่วงปลายฤดู