ข่าว

"โคทม"เรียกร้องรัฐ-เสื้อแดงไม่ใช้ความรุนแรง

"โคทม"เรียกร้องรัฐ-เสื้อแดงไม่ใช้ความรุนแรง

09 มี.ค. 2553

"โคทม" เรียกร้องรัฐ-เสื้อแดง ไม่ใช้ความรุนแรง เตรียมพบแกนนำทุกฝ่ายขอคำรับประกัน รักษาการผบ.ตร.ห่วงมือที่ 3ป่วนกรุงมากกว่าจราจลในตจว. ด้านรองผบช.ภ.5 เตือนแดงระวังขบวนการยาเสพติดแฝงตัวขนยาบ้าไปบนรถ

 เมื่อเวลา 12.00 น.วันที่ 9 มี.ค.นายโคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมด้วย คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ กลุ่มเยาวชนศึกษาสันติวิธี เครือข่ายพุทธิกา เครือข่ายครอบครัว และเครือข่ายผู้พิการ ออกแถลงการณ์เรียกร้องการชุมนุมโดยสันติ โดยนายโคทม กล่าวว่า การชุมนุมโดยสันติและปราศจากอาวุธเป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญรับรอง แต่ต้องคำนึงถึงสิทธิของสาธารณชนด้วย ซึ่งสาธารณชนอาจมุบทบาทที่จะช่วยให้การชุมนุมเป็นไปโดยสันติได้ ทั้งนี้มีข้อเสนอแนะต่อสาธารณชน ดังนี้ 1.ให้สาธารณชนเฝ้าดูอย่างรู้เท่าทัน ซึ่งสาธารณชนสามารถแสดงออกหากมีความพยายามหรือมีการละเมินกติกาเกิดขึ้น และขอเรียกร้องว่าขอให้ทุกฝ่าย ทั้งผู้ชุมนุมและฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐคำนึงถึงชีวิตมนุษย์ว่ามีคุณค่าเหนือสิ่งอื่นใด สาธารณชนมีบทบาทที่จะต้องสื่อสาร แสดงออก เพื่อป้องกันความรุนแรง การควบคุมฝูงชนต้องมีระเบียบและขั้นตอนที่เปิดเผยต่อสาธารณะ

 นายโคทม กล่าวว่า 2.สาธารณชนในฐานะผู้สื่อสารควรมีส่วนช่วยให้การชุมนุมเป็นไปโดยสันติ ควรมีสติ รักษาระยะห่างทางอารมณ์ และไม่ด่วนตัดสินใจ และสาธารณชนพึงแสดงออกว่าไม่ต้องการความรุนแรงโดยใช้วิธีการต่างๆ เช่น ใช้อินเทอร์เน็ต (อีเมล์ ทวิตเตอร์ฯลฯ) แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องสันติวิธีและการชุมนุมโดยสงบ ใช้การโทรศัพท์หรือส่งข้อความสั้น เข้าไปในรายการวิทยุและโทรทัศน์เพื่อสนับสนุนการไม่ใช้ความรุนแรง และใช้การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เช่น แต่งกายหลากสี เพื่อแสดงออกว่าไม่ยึดติดหรือคล้อยตามฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทั้งหมด หรือแม้กระทั่งสาธารณชนพึงสื่อสารถึง นปช.และฝ่ายรัฐ ทั้งโดยผ่านสื่อสารมวลชน หรือโดยปิดประกาศข้อความ ซึ่งอาจมีเนื้อหา เช่น ชุมนุมไม่ว่า แต่อย่ารุนแรง อย่าจัดม็อบชนม็อบ เป็นต้น และ 3.ให้สาธารณชนเป็นผู้สื่อข่าวพลเมือง ใช้เครื่องมือในการบันทึกภาพและเสียงการชุมนุม เพื่อใช้เป็นหลักฐานหากเกิดความรุนแรง ขณะเดียวกันยังช่วยป้องกันและให้เกิดความยับยั้งชั่งใจแก่ผู้ที่คิดจะก่อความรุนแรงได้

 นายโคทม ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ทั้งนี้ทางเครือข่ายต่างๆ จะรวมตัวกันไปพูดคุยกับแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะแกนนำรัฐบาล เพื่อขอคำยืนยันที่จะไม่ใช้ความรุนแรง โดยในวันที่ 10 มี.ค. ได้นัดพบกับนายวีระ มุสิกพงษ์ แกนนำ นปช. ที่ห้างอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว เวลา 16.30 น. ซึ่งการชุมนุมครั้งนี้ต้องถือว่ากลุ่มนายวีระเป็นผู้จัดการชุมนุม ดังนั้นจึงต้องเฝ้าระวังและควบคุมผู้ชุมนุมให้ดี รวมถึงจะต้องมีวิธีการป้องกันกลุ่มที่จะมาผสมโรง อย่างไรก็ดี ขณะนี้ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าเหตุการณ์จะรุนแรงหรือไม่ แต่สิ่งที่เรานำเสนอมานี้ถือว่าเป็นข้อเสนอแนะ และต้องการป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรง ซึ่งถือว่าทำได้ดีที่สุดแล้ว

 ด้านนายขุนกลาง ขุขันธิน ตัวแทนกลุ่มเยาวชนศึกษาสันติวิธี กล่าวว่า เป้าหมายของการแสดงออกครั้งนี้เพื่อต้องการไปขอคำรับประกัน หรือเปรียบเท่ากับการทำเอ็มโอยูกับแกนนำผู้ชุมนุม และผู้นำรัฐบาล ให้รับปากประชาชนให้ได้ว่าจะไม่ทำเกินกว่าเหตุ ผู้ชุมนุมจะต้องควบคุมผู้ชุมนุม ไม่ให้ใช้อาวุธ ไม่เผาหรือทำลายบ้านเมือง เพื่อให้ประชาชนเกิดความสบายใจ ขณะเดียวกันผู้นำรัฐบาลจะต้องรับประกันว่าในการควบคุมสถานการณ์จะต้องไม่ใช้อาวุธและไม่ใช้ความรุนแรง ที่สำคัญจะต้องเป็นไปอย่างมีมาตรฐานสากล เพราะตนเชื่อว่าพลังเงียบส่วนใหญ่ไม่ต้องการเห็นความรุนแรง ทุกคนต้องมาช่วยกัน

ตำรวจพิจิตรฝึกระเบียบแถวรองรับชุมนุมใหญ่เสื้อแดง

 ตำรวจจำนวน 147 นาย จากทั่วทุกสถานีตำรวจในจ.พิจิตร  ได้ทำการฝึกระเบียบแถว เพื่อเป็นการรองรับการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มเสื้อแดงที่จะมีขึ้นในวันที่ 12 -14 มีนาคม 2553 นี้  พ.ต.อ.มาโนชย์ อนันต์ฤทธิกุล รองโฆษกตำรวจภูธรจังหวัดพิจิตร เปิดเผยว่า จังหวัดพิจิตร มีกองร้อยปราบจราจล อยู่จำนวน 3 กองร้อย โดยมีตำรวจกองร้อยละ 147 นาย โดยทั้งกองร้อยที่ 1 และกองร้อยที่ 2 จะมีหน้าที่ ในการเดินทางไปรับมือการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในกรุงเทพฯ

 ส่วนกองร้อย ที่ 3 จะมีหน้าที่ในการรักษาความสงบและสถานที่ราชการ รวมถึงการชุมนุมของกลุ่มคนต่างๆในเขตจังหวัดพิจิตร โดยเฉพาะการรักษาสถานที่ราชการที่สำคัญที่อยู่ภายในจังหวัด เพราะที่ผ่านมาตำรวจจะถูกส่งไปรับมือการชุมนุมในกรุงเทพฯเกือบทั้งหมด

 รายงานข่าวแจ้งว่าขณะนี้มีรายงานว่านายนาวิน บุญเศรษฐ อดีต ส.ส.พิจิตร พรรคไทยรักไทย ผู้ประสานงานกลุ่มคนเสื้อแดงภาคเหนือ และเป็นอดีตเลขานุการนายกรัฐมนตรี (นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์) จะเป็นผู้นำประชาชนในภาคเหนือตอนบน เพื่อร่วมชุมนุมในกรุงเทพฯ โดยจะออกเดินทางเช้าวันที่ 12 มี.ค.และมารวมพลกันที่สนามกีฬากลาง จ.นครสวรรค์ คาดว่ากลุ่มเสื้อแดงจังหวัดพิจิตรจะเดินทางไปร่วมชุมนุมครั้งนี้ไม่ต่ำกว่า 1,000 คน

 ในส่วนประชาชนจังหวัดพิจิตร แสดงความคิดเห็นการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงทั่วทั้งประเทศ ที่จะมีขึ้นในระหว่างวันที่ 12-14 มีนาคม 2553 ระบุย่อมทำได้แต่ควรอยู่ในความสงบ ในกรอบของกฎหมายบ้านเมือง หวั่นมือที่สามสร้างความรุนแรง สร้างผลกระทบต่อประเทศชาติ สงสารบรรพบุรุษที่กอบกู้ชาติไทยมาครั้งแต่อดีต พร้อมยอมรับว่าเบื่อหน่ายการชุมนุม

 นางมานิต เลี่ยมงาม แม่ค้าตลาดสด อายุ 49 ปี กล่าวว่า กล่าวว่า การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นสิทธิ ย่อมทำแต่ควรอยู่ในความสงบ ในขอบเขตของกฎหมาย หากเกิดเหตุการณ์รุนแรง ผลกระทบจะตกอยู่ประชาชนทั้งประเทศและทั้งเป็นห่วงมือที่สามจะสร้างสถานการณ์ความรุนแรงของการชุมนุม

 เช่นเดียวกับนางสมพร คล่องสำรวจ อายุ 81 ปี กล่าวทั้งน้ำตาว่า ตนรู้สึกสงสารพระเจ้าอยู่หัวฯ และบรรพบุรุษที่ได้กอบกู้ชาติไทยมาเมื่อครั้งอดีต ซึ่งสมัยก่อนไม่มีเหตุการณ์รุนแรง ทำให้ตัวเองกลุ้มใจ จนนอนไม่ค่อยหลับ คิดถึงชาติบ้านเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และอยากเห็นบ้านเมืองสงบสุขเมื่อครั้งในอดีต

 รรท.ผบ.ตร.ห่วงมือที่3ป่วนกรุง

 พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รรท.ผบ.ตร.) กล่าวถึงมาตรการดูแลการเคลื่อนไหวกลุ่มเสื้อแดงต่างจังหวัด ที่เตรียมเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ภายหลังเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปราบปราการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ที่โรงแรมกรีนเลค อ.เมือง จ.เชียงใหม่ว่า ตำรวจมีนโยบายชัดเจนว่าไม่ใช้ความรุนแรงและต้องปฏิบัติตามกฎหมาย

 โดยเน้นการตั้งด่านสกัดเพื่อตรวจสอบไม่ให้มีการพกพาอาวุธเข้าไปเนื่องจากเกรงจะมีเหตุบานปลายและหากมีการจอดรถขวางเส้นทางการจราจรตำรวจก็ต้องยกรถออกจากผิวการจราจร ส่วนกรณีที่เสื้อแดงเชียงใหม่มีการประกาศนำอาวุธชีวภาพทั้งอุจจาระและปัสสาวะเข้าไปด้วยนั้นแม้ไม่ผิดกฎหมายแต่ก็เป็นเรื่องที่เราต้องขอร้องแต่หากนำไปขว้างปาใส่บุคคลอื่นก็ถือว่าผิด

 ด้านส่วนตัวเลขจำนวนคน จากต่างจังหวัดที่จะเดินทางเข้าไปร่วมชุมนุมใหญ่ที่กรุงเทพฯ 14 มี.ค.นั้น ยังไม่ชัดเจน ในแง่ของการข่าวยังไม่สามารถยืนยันได้แน่ชัด ซึ่งจะต้องติดตามเฝ้าดูกันต่อไป ส่วนกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้เตรียมความพร้อมเอาไว้อย่างเต็มที่ ไม่เฉพาะจังหวัดเป้าหมายเท่านั้น แต่ทั่วทั้งประเทศ

 ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อมีการประกาศ พรบ.ความมั่นคงในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล อาจทำให้มวลชน หันมาเคลื่อนไหวก่อจราจลป่วนเมืองตามต่างจังหวัดแทนหรือไม่ รรท.ผบ.ตร. กล่าวว่า จากการข่าวในตอนนี้ เราห่วงเรื่องปัญหาเรื่องมือที่ 3ในเขตกรุงเทพฯมากกว่า แต่ก็มีกำลังทหารและตำรวจตรึงพื้นที่และเฝ้าระวังสถานที่สำคัญๆอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะทำเนียบรัฐบาล บ้านพักองคมนตรีและศาล ซึ่งเราจะดูแลตรงนี้เป็นสำคัญ ส่วนกรณีกลุ่มมวลชนมีการสะสมยางรถยนต์และระเบิดเพลิงไว้จำนวนมาก ได้มอบหมายให้พื้นที่ตรวจตราและเฝ้าระวังกันอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้มีการนำออกไปก่อเหตุร้ายได้

 ด้านพล.ต.ต.สิทธิพร ศรีจันทร์ทับ รองผบช.ภ.5 กล่าวว่า อยากฝากแจ้งเตือนไปยังกลุ่มคนเสื้อแดง ที่จะเดินทางเข้ากรุงเทพฯด้วยว่า ขอให้ช่วยกันตรวจสอบบุคคลที่จะร่วมเดินทางไปด้วย เพราะเกรงว่าในช่วงดังกล่าวอาจมีคนร้ายแฝงตัวฉวยโอกาสหิ้วเป้ลักลอบขนยาเสพติดร่วมเดินทางไปด้วย เพราะกระเป๋าเป้ 1 ใบสามารถขนยาบ้าได้มากกว่า 100,000 เม็ด ซึ่งหากตรวจค้นพบทั้งเจ้าของรถและคนที่ร่วมเดินทางต้องถูกกักตัวไว้สอบสวนซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหาย

 ส่วนเรื่องที่เสื้อแดงจะแอบนำขวดน้ำมันเชื้อเพลิงติดตัวไปป่วนกรุงเทพฯด้วยนั้น ตนว่าคงไม่ขนไประหว่างการเดินทางกันเป็นขบวน ถ้าจะมีก็คงจะขนไปก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งเราก็พยายามตรวจสอบระมัดระวังกันอยู่

"ไถง"เรียกประชุมพงส.เร่งคดีเสธ.แดงไม่หวั่นรับมือม็อบแดง

 เมื่อเวลา 10.00 น.พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดีความมั่นคง โดยมี พ.ต.อ.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ รักษาราชการแทน ผบก.ป. พ.ต.อ.ศานิตย์ มหถาวร พ.ต.อ.อภิชาติ ศิริสิทธิ์ พ.ต.อ.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต รอง ผบก.ป. และคณะเข้าร่วมประชุม ใช้เวลากว่าชั่วโมงครึ่งจึงเสร็จสิ้น

 พล.ต.ท.ไถง กล่าวว่า มาเร่งรัดพนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบคดีของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ซึ่งมีอยู่ 2 สำนวน คือคดีครอบครองอาวุธสงครามและยุทธภัณฑ์ที่พบในบ้านพักทหาร และคดีร่วมกันช่วยเหลือนายพรวัฒน์ ทองธนบูรณ์ หรือ เคทอง ผู้ต้องหาตามหมายจับ เพื่อไม่ให้ถูกจับกุม มีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร โดยให้ส่งฟ้องทั้ง 2 คดีให้ได้ภายในกำหนดผลัดฟ้องครั้งแรก

 “ส่วนตัวผมคิดว่านายทหารที่ถูกพักราชการแล้วพกอาวุธอย่างนี้ผมว่าไม่ถูก เสธ.แดงต้องรู้ตัวว่าในช่วงที่มีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 14 มี.ค.นี้ จะต้องประพฤติตัวอย่างไรเพราะศาลคงมีเงื่อนไขในการให้ประกันตัว หากมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าว มีการพูดจาที่รุนแรงอีกก็เป็นเงื่อนไขที่พนักงานสอบสวนจะขอให้ศาลถอนประกันตัวได้” ผบช.ก.ระบุ

 พล.ต.ท.ไถง กล่าวถึงกรณีการเตรียมกำลังในส่วนของตำรวจในสังกัด บช.ก. เพื่อรับมือกับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงว่า ได้จัดกำลังไว้แล้วโดยจะเป็นกำลังเสริมการทำงานของตำรวจท้องที่ ส่วนพื้นที่รอบนอกกรุงเทพฯได้ให้ตำรวจทางหลวง ร่วมกับตำรวจภูธร ตั้งจุดตรวจ จุดสกัดตามเส้นทางต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกกับประชาชนที่ใช้เส้นทางสัญจรให้ได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนขบวนของกลุ่มผู้ชุมนุมน้อยที่สุด ส่วนการสัญจรทางน้ำ ได้ให้ตำรวจน้ำตรวจสอบทางแม่น้ำเจ้าพระยา โดยประสานกับกรมเจ้าท่า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อไม่ให้การเดินเรือติดขัดรบกวนความเป็นอยู่ของประชาชน

 เมื่อถามถึงกรณีมีการนำรถอีแต๋นเดินทางเข้ากรุงเทพฯ พล.ต.ท.ไถง กล่าวว่า จะคอยอำนวยความสะดวกด้านการบริการเส้นทางการจราจรมากกว่า โดยขณะนี้ทางตำรวจทางหลวงมีตู้ยามอยู่ 217 แห่ง แต่คงเป็นเรื่องยากที่จะให้ครอบคลุมทุกเส้นทาง

 “การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงครั้งนี้ไม่ได้รู้สึกหนักใจอะไรเพราะประชาชนในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ต่างเข้าใจสถานการณ์และพร้อมจะให้ความร่วมมือช่วยเหลือการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี” พล.ต.ท.ไถง กล่าว