
เล่าสู่กันฟัง-สองคน สองคม ในวันนักข่าว
วันศุกร์ที่ 5 มีนาคม ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปร่วมงาน วันนักข่าว โดยปีนี้ถือว่าเป็นงานใหญ่เอาการ เพราะนอกจากจะมีพิธีมอบรางวัลต่างๆ คือรางวัลข่าวอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดีเด่น ของชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม
รางวัลภาพข่าวยอดเยี่ยมรางวัลอิศรา อมันตกุล และรางวัลข่าวยอดเยี่ยมรางวัลอิศรา อมันตกุล ของมูลนิธิอิศรา อมันตกุล ทั้งสองประเภทรางวัลแล้ว ยังมีปาฐกถาพิเศษโดยอดีตนายกรัฐมนตรี อานันท์ ปันยารชุน ในหัวข้อ "แนวทางการแก้ไขปัญหาการลงทุนกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม” ซึ่งมุ่งเน้นที่กรณีของมาบตาพุดเป็นสำคัญ ตามด้วยไฮไลท์ของงานคือปาฐกถาของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เรื่อง "การสร้างความเชื่อมั่นกับนักลงทุนท่ามกลางวิกฤต"
เนื่องจากมีหลายเรื่องที่ทั้งสองนายกรัฐมนตรีพูดถึงในค่ำคืนนั้นน่าสนใจ จึงขอตัดบางตอนมา ”เล่าสู่กันฟัง”
อดีตนายกฯ อานันท์ กล่าวบางตอนพอสรุปสรุปได้ว่า โครงการมาบตาพุดเริ่มต้นเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ด้วยแบบแปลนที่ค่อนข้างดี มีการแบ่งพื้นที่ชัดเจน เช่น ท่าเรือน้ำลึก โรงงาน ชุมชน และพื้นที่สีเขียว แต่เวลาผ่านไปการปฏิบัติกลับไม่เป็นไปตามแผน ปัจจุบันโรงงานขยับมาอยู่ติดกับชุมชน บางโรงงานไม่ได้ทำตามที่สัญญาไว้ ขณะที่ภาครัฐก็ไม่ได้ติดตามเฝ้าระวัง ปัญหามาบตาพุดเกิดมาเป็นสิบปีแล้ว แต่ไม่ได้แก้ปัญหาที่รากเหง้า กลับแก้แค่การบรรเทาความทุกข์ชั่วคราว...การทำโครงการสำคัญๆ ต้องการการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ควรจะเป็นคือให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น ไม่ใช่คิดไว้แล้วว่าจะทำอะไรแล้วค่อยถามประชาชน...
ปัญหามาบตาพุดหากแก้ไขล่าช้าความเสียหายก็จะเกิดขึ้น ไม่เฉพาะความเสียหายทางธุรกิจแต่เป็นความเสียหายโดยรวมทั้งหมดทั้งเรื่องการจ้างงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสียหายทางด้านจิตใจ เพราะจะมีคนตกงานกว่า 1 หมื่นคน กลายเป็นปัญหาสังคม นอกจากนี้ สิ่งที่จะต้องดำเนินการไม่ใช่แค่การแก้ไขปัญหามาบตาพุด แต่ต้องเป็นการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและการลดมลภาวะทั้งระบบ และทำตามที่กฎหมายระบุไว้ไม่พอ ต้องทำเกิน (ดีกว่า) ที่กฎหมายกำหนด
สำหรับนายกฯ อภิสิทธิ์ ได้กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “การสร้างความเชื่อมั่นกับนักลงทุนท่ามกลางวิกฤติ” ใจความโดยสรุปสรุปว่าถึงวันนี้ ความวิตกกังวลจากผลกระทบวิกฤติเศรษฐกิจโลกต่อเศรษฐกิจไทยเบาบางลง ปัญหาของประเทศที่มีอยู่ในขณะนี้เป็นปัญหาจากความเชื่อมั่น ซึ่งแนวทางปฏิบัติที่จะทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลได้ คือ การตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจหรือการเมือง...การเมืองเป็นเรื่องไม่ง่าย ต้องใช้เวลา ความอดทน การสร้างค่านิยม แม้ว่าวันนี้เรายังกังวลกับการชุมนุม แต่เชื่อว่าการพูดความจริงจะทำให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปได้...
ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลอดทนอย่างแน่วแน่มาตลอด ทั้งๆ ที่ถูกเรียกร้องในลักษณะสุดโต่งให้เด็ดขาดและใช้ความรุนแรงรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งตลอดเวลา แต่ (ตน) ก็ปฏิเสธเพราะไม่เชื่อว่าการใช้กำลังความรุนแรงจะจบปัญหาความขัดแย้งลงได้ หรือมีคนมาขอให้ต่อรองประนีประนอม ตนก็ไม่ทำ เพราะจะเป็นการประนีประนอมระหว่างสิ่งที่ถูกกับสิ่งที่ผิด อาจเป็นการเชื้อเชิญให้เกิดปัญหารุนแรงตามมาในอนาคตข้างหน้า...เวลา 1 ปีที่ผ่านมา ต้องเดินสายชี้แจงทั่วโลก ส่วนใหญ่ก็เข้าใจและมองประเทศไทยดีขึ้น เหตุการณ์การชุมนุมไม่ได้เป็นการทำลายความเชื่อมั่น หากอยู่ในกฎกติกา...
ทุกวันนี้สื่อมีจำนวนมาก เสนอเรื่องจริงบ้าง มีบางรายที่เสนอเรื่องกุบ้างและพยายามที่จะทำให้เป็นเหมือนเรื่องจริง ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด ดังนั้น จึงอยากฝากสื่อมวลชนให้ช่วยกันทำความจริงให้ปรากฏด้วย เพราะสื่อมวลชนมีส่วนสำคัญในการแก้ไขปัญหาของชาติ
ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะหัวข้อในการปาฐกถาค่อนข้างจะเข้มข้น หรือว่าเป็นเพราะนานทีปีหนที่สองนายกรัฐมนตรีจะโคจรมาขึ้นเวทีปาฐกในงานเดียวกัน ก็เลยทำให้งานในวันนั้นต้องต่อเวลาติดพันออกไปอีกพักใหญ่กว่าจะแยกย้ายกันกลับบ้านไปนอนลุ้นระทึกถึงดีเดย์อีกไม่กี่วันข้างหน้า
บัญญัติ คำนูณวัฒน์



