ข่าว

จี้พาณิชย์ทบทวนผลได้-ผลเสีย"เอฟทีเอ"

จี้พาณิชย์ทบทวนผลได้-ผลเสีย"เอฟทีเอ"

08 มี.ค. 2553

ครม.เศรษฐกิจสั่งกระทรวงพาณิชย์ประเมินผลกระทบข้อตกลงเอฟทีเอ ทั้งที่ทำไปแล้วและอยู่ระหว่างเจรจา วางยุทธศาสตร์ให้ไทยได้ประโยชน์สูงสุด ห่วงขาดดุลกับจีนมาก

  นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจพิจารณารายงานการติดตามและประเมินผลกระทบการเปิดเสรีการค้า (เอฟทีเอ) ซึ่งปัจจุบันไทยทำกับ 6 ประเทศ คือ กลุ่มอาเซียน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย จีน และญี่ปุ่น โดยพบว่ามีการใช้ประโยชน์จากอาเซียนสูงที่สุด และเมื่อรวมกับมูลค่าการส่งออกอีก 5 ประเทศ ปี 2552 คิดเป็นมูลค่า 29,076.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากปีก่อน 17.9% และคิดเป็น 33% ของการส่งออกรวม

 ในส่วนเอฟทีเอไทย-อินเดีย ที่ได้ลงนามกว่า 3 ปี ซึ่งไทยพยายามเจรจาเพิ่มรายการสินค้า แต่อินเดียเปลี่ยนท่าทีและทบทวนการเจรจาบ่อยครั้ง เนื่องจากไทยได้ดุลการค้าจากอินเดียมากกว่า ขณะที่ข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย-จีนนั้น ไทยขาดดุลการค้ากับจีนเป็นจำนวนมากเช่นกัน และจีนใช้มาตรการที่เป็นอุปสรรคต่อการนำเข้าสินค้า โดยเฉพาะกรณีไทยขนส่งสินค้าผ่านประเทศที่สามไปจีน ซึ่งไม่ได้ลดภาษีเหลือ 0% ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ต้องเข้าไปเจรจาแก้ปัญหานี้

 ด้านนายเกียรติ สิทธีอมร ประธานผู้แทนการค้าไทย กล่าวว่า ครม.เศรษฐกิจได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปทบทวนข้อตกลงเอฟทีเอ ที่มีผลบังคับใช้แล้ว และที่ยังอยู่ระหว่างเจรจา โดยให้จัดทำยุทธศาสตร์การเจรจาให้ไทยได้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งปัจจุบันไทยลงนามเอฟทีเอกับ 12 ประเทศ และบางประเทศขาดดุลการค้าสูงโดยเฉพาะจีน ขณะที่ได้ดุลจำนวนมาก จากอินเดีย ส่วนการทำเอฟทีเอไทย-สหภาพยุโรปยังอยู่ระหว่างการเจรจา

 พร้อมกันนั้น ครม.เศรษฐกิจมอบหมายให้หน่วยงานที่ดูแลกองทุนเอฟทีเอ อาทิ กองทุนเยียวยาผู้ประกอบการของกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มีโครงการเยียวยาผู้ประกอบการ ที่ได้รับผลกระทบให้ทำงานเชิงรุกและมีการศึกษาล่วงหน้า เช่น ต้องระบุให้ได้ว่าการเปิดเสรีในสินค้าแต่ละรายการ มีผลกระทบอย่างไรบ้าง มีแนวทางแก้ไขอย่างไร และต้องใช้วงเงินช่วยเหลือเท่าไร