
รายงาน-บทพิสูจน์น้ำยาฝ่ายค้าน
ญัตติการยื่นถอดถอนและอภิปรายไม่ไว้วางใจ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และรัฐมนตรีอีก 5 ชีวิต ได้แก่
กษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ เรื่องการร่วมชุมนุมกับพันธมิตร จนบ้านเมืองเสียหาย รวมทั้งการไม่ปกป้อง รักษาดินแดนและอาณาเขตของประเทศ
กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ข้อหาใช้นโยบายการบริหารงบประมาณประเทศที่ผิดพลาดท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจ และยังพ่วง ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง แถมให้ด้วย
ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย และ บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย ในข้อหารังแกข้าราชการจากการโยกย้าย 28 ข้าราชการระดับบิ๊กในกระทรวง รวมทั้งอาจหากินกับงบประมาณองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและกรมอื่นๆ ที่เครือข่ายเพื่อนเนวินดูแล
น้ำหนักการรุมถล่มเสนาบดีเหล่านี้ไม่แตกต่างกับข้อมูลที่เพื่อไทยหวังจัดการ "อภิสิทธิ์" เป็นแน่แท้
เพราะข่าวสารต่างๆ ที่ปรากฏในรอบหลายวันที่ผ่านมา มันพออนุมานและให้แต้มพรรคฝ่ายค้านได้บ้างว่า ชอบธรรมเพียงพอที่จะชำแหละรมต.แบบสดๆ โชว์ประชาชนในวันที่ 26-27 มีนาคมที่จะถึงนี้
ที่สำคัญ...ต้องติดตามการชี้แจงของผู้ถูกกล่าวหาว่าจะแก้ต่างข้อกล่าวหาเหล่านั้นได้หรือไม่
เกมนี้คีย์แมนและขุนพลฝีปากกล้าของเพื่อไทยมั่นใจยิ่งว่า มันจะเปลี่ยนแปลงการเมืองได้เพียงพลิกฝ่ามือ
แต่มีบางสิ่งบางอย่างที่อาจไม่สอดรับกับความมั่นใจของพรรคฝ่ายค้านก็ได้ เพราะเมื่อเทียบเคียงกับ 7 ข้อหาฉกรรจ์ที่เพื่อไทยยื่นไว้เชือด "นายกฯ มาร์ค" โดยเน้นเรื่องจริยธรรม การไม่เคารพหลักการประชาธิปไตย รวมทั้งไม่เคารพและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญนั้น
ประเมินในเบื้องต้นจะเห็นว่า ข้อหาดังกล่าวมีน้ำหนักที่ "เบาหวิว" และเป็นข้อมูลที่สื่อหลายแขนงเจาะประเด็นบางอย่างมาเสนอข่าวไปแล้วแทบทั้งนั้น
หากวันอภิปรายจริง พรรคเพื่อไทยไม่มีอะไรแปลก ใหม่ ลึก และสังคมคาดไม่ถึงออกมานำเสนอแล้วนั้น รับรองเลยว่าพรรคสะตอผิวปากด้วยความสบายใจเป็นแน่แท้
แม้แกนนำเพื่อไทยแน่ใจว่า การอภิปรายคราวนี้จะสามารถบั่นทอนเครดิต โดยเฉพาะเงินบริจาค 258 ล้านบาทที่เชื่อมโยงกับคนใกล้ชิดอดีตแกนนำพรรคสะตอในยามนั้นและมีตำแหน่งใหญ่ในยามนี้
โดยเพื่อไทยจงใจเจาะไปยัง "อภิสิทธิ์" ในฐานะเป็นรองหัวหน้าพรรค และ "ประดิษฐ์" เป็นเลขาธิการพรรค ที่ต้องร่วมกันรับผิดชอบงบดุลประจำปีของพรรค
ตรงนี้คือน้ำหนักด้านจริยธรรมที่ "อภิสิทธิ์" ถือเป็นสิ่งสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งต้องฟังว่า "อภิสิทธิ์" จะตอบอย่างไร
ในส่วน "กษิต" นั้น เป็นรายชื่อแรกๆ ที่ทุกฝ่ายฟันธงว่าโดนเช็กบิลแน่นอน เพราะคนเสื้อเหลืองคือผู้ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนขั้วอำนาจ และเป็นกลุ่มบุคคลที่ฝ่าฝืนกฎหมายแทบทุกฉบับในประเทศ
ฉะนั้นน้ำหนักการรุมถล่มด้วยวาจากับรมว.ต่างประเทศคนนี้จะไม่น้อยหน้าคนอื่นๆ
"ขุนคลัง" น่าจะเป็นเป้าโดนโจมตีข้อหาลอกโครงการประชานิยมมาใช้ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ "กรณ์" แทบไม่เคยเห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว รวมทั้งวิธีการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เพราะเด็กโย่งคนนี้ไม่มีฝีมือเลยหากเทียบกับ ”นายใหญ่”
นอกจากนั้นยังรวมถึงกรณีเอสเอ็มเอสที่เอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชนบางราย
ส่วน "มท.1-มท.2" ที่เพิ่งจะสรุปได้ไม่กี่นาทีก่อนยื่นญัตติ เพราะพิษเด้งบิ๊กกระทรวงมหาดไทย และกลิ่นคาวๆของการเตรียมใช้งบประมาณในทางมิชอบนั้น
มันเป็นสิ่งที่เพื่อไทยหมายมั่นปั้นมือและหวังสูงว่า พอเพียงที่จะทำให้เกิดการยุบสภาได้แน่นอน
แต่หากเกมนี้กลายเป็นรายการ "โชห่วย" หมายความว่า ข้อมูลที่มีอยู่นั้นเป็นเรื่องพื้นๆ ที่สังคมคาดเดาได้ล่วงหน้าหรือเป็นเรื่องเก่าเล่าใหม่ที่นำมาฉายซ้ำ
ความสมดุลทางการเมืองก็จะสวิงกลับทันที
ประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลจะยกมือไว้วางใจให้ครม.ส่วนนี้ทำงานต่อไปได้
และจะอ้างความชอบธรรมในการทำงานไปได้เรื่อยๆ เพราะสังคมไทยรับทราบเลาๆ กันแล้วว่า การปฏิรูปการเมืองที่ใช้เวลา 8 เดือนนั้น คือการต่ออายุราชการของครม.มาร์ค 1 ไปโดยอัตโนมัติ
งานนี้ต้องรอดูน้ำยาฝ่ายค้านที่นำโดย "สิงห์เหลิม" เต็งหนึ่งนายกฯ ว่าจะพกของดีมาโชว์ หรือจะเป็น "ตัวตลกการเมือง" ให้ขำกลิ้งกันทั้งบาง
สมัชชา หุ่นสาระ



