
อภิสิทธิ์ถกผอ.เขตรับมือเสื้อแดงช่วยแจงชาวกทม.
นายกฯร่วมประชุมผอ.เขตในกทม.ถกรับมือเสื้อแดงเเละประชาสัมพันธ์ให้ชาวกทม.เข้าใจ เตรียมประกาศใช้พรบ.มั่นคง
(7มี.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ได้เป็นประธานประชุมร่วมกับม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. และผู้อำนวยการเขตจากเขตต่าง ๆ ของกทม. เพื่อซักซ้อมแผนเตรียมรับมือการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยกล่าวเปิดประชุมและมอบหมายให้นายสุเทพบรรยายสรุปถึงแผนเตรียมรับมือการรชุมนุมให้ที่ประชุมทราบ โดยก่อนที่นายสุเทพจะบรรยายสรุป นายสุเทพ ได้กล่าวเชิญสื่อมวลชนที่อยู่ภายในห้องประชุมออกจากห้องประชุม และขอให้สื่อมวลชนไปรอฟังผลการประชุมจากการแถลงข่าวภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม
อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่นายอภิสิทธิ์หารือกับบรรดาผู้อำนวยการเขตของกทม.อยู่นั้นได้มี บรรดาส.ส.และสก.สข.ของพรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่กทม.มารอพบเพื่อหารือด้วย โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การที่ส.ส.-สก.-สข.กทม.ของพรรคประชาธิปัตย์มาขอพบผู้ว่าฯกทม.เลยถือโอกาสมา พบตนด้วย ตนว่าผู้แทนราษฎรในพื้นที่ก็มีความเป็นห่วงและได้รับความกดดันจากคนใน พื้นที่
จากนั้นเวลา 14.45 น. นายอภิสิทธิ์ แถลงถึงผลการประชุมกับผู้อำนวยการเขตต่าง ๆ ของกทม.เพื่อเตรียมรับมือการ ชุมนุมของคนเสื้อแดงว่า ตนและนายสุเทพ ได้เชิญรมว.มหาดไทย อธิบดีกรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย ผู้บริหารกทม. ผู้อำนวยการเขตมาประชุมเพื่อเตรียมการรับสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองทั้ง ในพื้นที่กทม.และปริมณฑล ที่ประชุมได้มีการแลกเปลี่ยนรับทราบ การประเมินสถานการณ์และการข่าวต่าง ๆ ที่ในช่วงเช้าวันที่ 8 มี.ค.ทางคตม.ได้มีการประชุมไปแล้ว โดยที่ประชุมได้มีการซักซ้อมทำความเข้าใจทั้งในหลักคิดและแนวปฏิบัติที่จะรับมือกับสถานการณ์การชุมนุม
นายกฯกล่าวว่า หลักคิดรัฐบาลและกทม.ถือเป็นภารกิจหลักคือการรักษาความสงบเรียบร้อยความเป็น ปกติสุขของประชาชนทุกคนในสังคม ไม่ใช่เรื่องไปเป็นกรณีขัดแย้งกับใคร ไม่ได้มีเป้าหมายในการไปขัดขวางไปปราบปรามการชุมนุมหรือการเคลื่อนไหวทางการ เมืองที่เป็นสิทธิสเรีภาพตามรัฐธรรมนูญ และภารกิจของเราไม่ใช่เรื่องการเมืองแต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายที่ ดูแลสังคมส่วนรวมและประชาชนทุกกลุ่ม
ดังนั้นการซักซ้อมมุมมองหลักคิดนี้จะมีความชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนจะดูแล สถานการณ์การชุมนุม เวลาที่อาจจะมีความตึงเครียดจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอดทนอดกลั้น แลพยายามอย่างสูงสุดที่จะไม่ให้เกิดเหตุการณ์บานปลายหรือรุนแรงใด ๆ ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการข่าวแนวโน้มว่ามีบุคคลบางกลุ่มที่ไม่ใช่ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ที่มี ความคิดที่จะทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง
ดังนั้นเจ้าหน้าที่ต้องมีความพร้อมในทุกด้านทั้งการป้องกันเหตุและการแก้ไข หากมีเหตุต่างๆเกิดขึ้น รวมไปถึงปัญหาระบบการจราจรการให้บริการประชาชนที่จะช่วยกันอำนวยความสะดวก ให้ทุกฝ่ายสามารถที่จะดำเนินชีวิตไปได้ กทม.เองต้องมีหน้าที่หลักที่จะต้องดูประชาชนทั่วไปและอำนวยความสะดวกกับผู้ชุมนุมด้วย ส่วนการแก้ไขหรือการระงับเหตุนั้นได้มีการซักซ้อมว่าการดำเนินการตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายปกติ กฎหมายป้องกันบรรเทาสาธารณภัย กฎหมายความมั่นคงที่ครม.จะเห็นชอบประกาศใช้
กทม.จะช่วยอีกทางหนึ่งในการประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับประชาชนคือเข้าใจ สถานการณ์ปัจจุบัน และหน้าที่ที่ในส่วนของรัฐบาลและกทม.ที่จะปฏิบัติ และขอความร่วมมือกับประชาชนใน 3 เรื่องหลักคือ1.ขอความร่วมมือในการปฏิบัติตามและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ เพราะในสถานการณ์จากนี้ไปบางครั้งในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ในการป้องกัน เหตุอาจจะไปทำให้ไม่สะดวกก่อความรำคาญบ้าง
2.เมื่อประชาชนพบเหตุหรือมีอะไรผิดสังเกตขอให้แจ้งขอมูลเบาะแสต่อเจ้า หน้าที่เพราะลำพังเพียงแค่เจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอที่จะสอดส่องดูแลทุกสิ่ง ทุกอย่างทุกหนแห่งได้ 3.ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนว่าไม่ว่าจะมีความคิดเห็นทางการเมืองไม่ ว่าจะมีอารมณ์ความรู้ชอบไม่ชอบ หรือหงุดหงิดก็อย่าได้นำตัวเองเข้าไปสู่ความขัดแย้งที่อาจจะนำไปสู่ความรุนแรง เพราะในที่สุดความรุนแรงเกิดขึ้นแล้วความสูญเสียจะเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมโดยส่วนรวมและจะนำมาสู่ความเดือดร้อนกับประชาชนทั้งประเทศ
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะสั่งให้เจ้าหน้าที่ของกทม.ประสานงานกับทหารและตำรวจอย่างไร นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า แบ่งหน้าที่ชัดเจนอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าภารกิจของกทม.ในสถานการณ์การชุมนุมนั้น อาจต้องการการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ฝายอื่น ๆ ในการป้องกันได้มีการย้ำกัน ว่าทุกฝ่ายต้องช่วยกัน และในทางกลับกันได้กำชับฝ่ายความมั่นคงว่า ในวันนั้นต้องไปขอความร่วมมือกับกทม.และท้องถิ่นในการให้การสนับสนุนงานที่ จะต้องทำ
ส่วนเจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจทำหน้าที่อะไรบ้าง นายกฯกล่าวว่า ทำตามหน้าที่ปกติอยู่แล้วและมีการบูรณาการเรื่องพ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายใน ราชอาณาจักร
ต่อข้อถามว่า รัฐบาลตระเตรียมกันแบบนี้คล้ายว่าจะมีศึกใหญ่และทำให้ประชาชนตื่นตระหนก รวมทั้งจะหาทางออกในสถานการณ์อย่างไรเพราะรัฐบาลไม่เคยพูดเลย นายกฯกล่าวว่า เราไม่ต้องการให้ประชาชนตื่นตระหนกแต่เราไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะประมาท และพยายามเดินทางสายกลางมาตลอดคือต้องมีความพร้อมและขณะเดียวกันสิ่งที่ขอ ความร่วมมือจากประชาชนและหากได้รับความร่วมมือตามนี้ก็ไม่มีอะไรต้องตื่น ตระหนก รัฐบาลและกทม.จะช่วยกันดูแลให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปได้
นายกฯ กล่าวว่า หากถามว่าทางออกคืออะไรนั้น ตนยืนยันว่าทางออกที่ดีที่สุดสำหรับสังคมไทยในตอนนี้คือพิสูจน์ให้คนไทยทั้งประเทศและชาวโลกเห็นว่าเรามีความคิดเห็นที่แตกต่างและสามารถใช้สิทธิทางการเมืองได้โดยไม่ละเมิดกรอบกฎหมายและหลักการสำคัญอีกประการของระบอบ ประชาธิปไตยคือการเคารพกฎหมาย ตนต้องย้ำแบบนี้เพราะมันไม่มีทางออกอื่น ๆ และไม่สามารถบังคับให้คนมีความเห็น ตรงกันได้ ฉะนั้นความเห็นที่แตกต่างหลากหลายมันเป็นเรื่องปกติ ขณะเดียวกันเราไม่อาจปล่อยให้ใครก็ตามซึ่งต้องการใช้ความรุนแรงในการข่มขู่ และเข้ามากำหนดอนาคตของประเทศ หากยอมเช่นนั้นอาจไม่มีวันจบและจะเป็นวงจรที่ทำให้บ้านเมืองของเรามีการถด ถอยไป
ดังนั้นทางออกคือต้องช่วยกันให้ผ่านพ้นสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองไปได้ ไม่ว่าการชุมนุมจะมีคนมากน้อยเพียงใดและสิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องพิสูจน์ให้ เห็นว่าทุกฝ่าย โดยเฉพาะสังคมไทยไม่นิยมความรุนแรงและรักความสงบ รวมทั้งเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน โดยยึดตามรัฐธรรมนูญคือสิทธิการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธนั้นกระทำได้แต่ ต้องไม่ไปสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนทั่วไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า กทม.จะใช้กำลังสนับสนุนเท่าใด นายกฯกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ทุกคนมีหน้าที่ในการดูแลบ้านเมืองและท้องถิ่นอยู่แล้ว โดยเรามีข้าราชการและอาสาสมัครที่ทำงานร่วมกับกทม.อยู่แล้ว ฉะนั้นถือว่ามีเยอะและไม่อยากพูดเรื่องตัวเลขเพราะเดี๋ยวจะกลายเป็นเรื่องว่า ตัวเลขมาก -ตัวเลขน้อยและนำไปเปรียบเทียบกับจำนวนผู้ชุมนุม
เมื่อถามว่าเจ้าหน้าที่กทม.จะช่วยงานตำรวจอย่างไร นายกฯกล่าวว่า ช่วยบริหารเรื่องงานจราจรและเป็นเรื่องสำคัญแล้ว เพราะสมมุติว่าการที่คนมาชุมนุมแสนกว่าคนนั้นมีผลกระทบอยู่แล้ว รวมทั้งมีการเชิญชวนให้นำยานพาหนะเข้ามาก็มีผลกระทบกับการจราจรแน่นอน ฉะนั้นต้องดำเนินการในเรื่องการอำนวยความสะดวกและนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯแถลงข่าวนี้ไปแล้วและจะจัดการเดินทางให้กับผู้ชุมนุมด้วย โดยกทม.ต้องบริหารจัดการเรื่องเส้นทางที่จะแนะนำประชาชนและผู้ชุมนุม
ผู้สื่อข่าวถามว่ากฎหมายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจะช่วยแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างไร นายกฯกล่าวว่าจะช่วยในเรื่องการบูรณการเพราะเป็นกฎหมายที่เปิดโอกาสให้ผู้ว่าฯกทม.ปลัดกทม.และผอ.เขตต่าง ๆ ในการป้องกันและระงับภัยที่จะเกิดขึ้นและสามารถขอให้หน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐเข้ามาช่วยปฏิบัติภารกิจด้านนี้ได้ และมีข้อกำหนดไว้ชัดเจนแล้ว รวมทั้งยังมีการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติตามกฎหมายนี้ด้วย
ต่อข้อถามที่ว่า เหตุผลที่ระงับการเดินทางไปเยือนออสเตรเลียคืออะไร นายกฯกล่าวว่า เมื่อคตม.เห็นว่าสถานการณ์มีความจำเป็นต้องประกาศใช้พ.ร.บ.รักษาความมั่นคง ภายในราชอาณาจักร ตนจึงคิดว่าภารกิจของตนจะต้องดูแลให้การบริหารสถานการณ์ช่วงนี้เป็นไปด้วย ความเรียบร้อยและเดิมนั้นหวังว่างานต่าง ๆ จะเดินไปได้ตามปกติ โดยตนเสียดายเพราะในการเดินทางไปออสเตรเลียที่เป็นมิตรประเทศสำคัญและเป็น คู่ค้าสำคัญ และเป็นเพียงไม่กี่ตลาดที่ยังเติบโตอยู่ แต่คตม.เห็นว่าสถานการณ์จะต้องมีการประกาศใช้พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ในฐานะที่ตนเป็นผู้รับผิดชอบสูงสุดของฝ่ายบริหารและมีอำนาจหน้าที่โดยตรงที่ เกี่ยวข้องกับกฎหมายพิเศษด้วยนั้น จึงคิดว่าจำเป็นที่ต้องอยู่ที่นี่
ต่อข้อถามที่ว่าช่วงวันที่ 12 มี.ค.เป็นต้นไปต้องประกาศวันหยุดพิเศษเพิ่มเติมในเขตกทม.และปริมณฑลหรือไม่ นายกฯกล่าวว่าไม่จำเป็น
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯบอกว่าไม่มีทางออกให้ประเทศในตอนนี้ หากนายกฯพูดแบบนี้ยิ่งจะทำให้สถานการณทรุดลง และรัฐบาลประเมินฝ่ายตรงข้ามอย่างไร นายกฯกล่าวว่า รัฐบาลไม่มีฝ่ายตรงข้าม แต่รัฐบาลต้องรักษากฎหมาย รวมทั้งคิดว่ารัฐบาลและประชาชนทั่วไป รวมทั้งผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ควรอยู่ข้างเดียวกัน สิ่งที่เรากำลังต่อสู้ด้วยคือคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่ต้องการอาศัยเงื่อนไขความรุนแรงสร้างความโกลาหลให้กับบ้านเมือง
ตนยังเชื่อว่ารัฐบาลและประชาชนทั่วไป รวมทั้งผู้ชุมมุมเกือบทั้งหมดไม่ต้องการให้บ้านเมืองเสียหาย เพราะฉะนั้นพวกเราอยู่ข้างเดียวกัน ส่วนทางออกนั้น ตนเรียนไปแล้วว่าไม่สามารถบีบให้ทุกคนมีความเห็นตรงกันได้และไม่สามารถทำให้ คนบางกลุ่มที่มีผลประโยชน์ส่วนตัวและนำมาอยู่เหนือผลประโยชน์ของบ้านเมือง เพราะพวกเขาหยุดการกระทำบางอย่างได้และเราต้องช่วยกันทำให้สังคมผ่านพ้นสถานการณ์ นี้ไปได้และไม่มีอะไรดีไปกว่าการที่เราแสดงออกว่าคนส่วนใหญ่เคารพกฎหมายและ ต้องการรักษาระบบ
ต่อข้อถามว่า ได้ส่งคนไปคุยกับแกนนำคนเสื้อแดงบ้างหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า แกนนำหลายคนไม่ได้มีปัญหาและเคลื่อนไหวตามปกติ
เมื่อถามว่าตอนนี้หลายฝ่ายเป็นห่วงชาวกทม.ที่จะออกมาต่อต้านการชุมนุมในครั้งนี้จะรองรับสถานการณ์อย่างไร นายกฯกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ตนบอกไปแล้วว่าต้องมีการประชาสัมพันธ์และเจ้าหน้าที่กทม.มีความใกล้ชิดกับชุมชนต่าง ๆ โดยขอให้ไปทำความเข้าใจและประชาสัมพันธ์ว่าทุก คนต้องอดทนอดกลั้นและละเว้นการเข้าไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรงเพราะมัน ไม่ได้แก้ปัญหาอะไร และตนจะให้พูดแบบนี้ต่อเนื่องและขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนด้วย
ต่อข้อถามที่ว่าตอนนี้พุ่งเป้ารักษาความสงบในกทม.และปริมณฑล หากเกิดเหตุในภูมิภาคอื่น ๆ จะบริหารจัดงานอย่างไร นายกฯกล่าวว่า ในจังหวัดอื่น ๆ ได้สั่งให้เตรียมความพร้อมทั้งหมดเพียงแต่ว่าที่เน้นในกทม.และปริมณฑลนั้นเนื่องจากมีการเชิญชวนให้มาชุมนุมที่นี่และปัญหาในยามที่คนจำนวนมากเข้ามาและเกี่ยวข้องกับการสัญจรนั้น มีความจำเป็นที่ต้องดูแลสถานการณ์เป็นพิเศษมากกว่าที่อื่น และจังหวัดอื่น ๆ ก็ได้เตรียมความพร้อมเพราะทุกคนต้องการให้เกิดความสงบเรียบร้อย
ส่วนมาตรการที่ดูแลสถานการณ์ตั้งแต่ปกติ-เลว ร้ายที่สุดนั้นก็มีเป็นขั้นตอน โดยเฉพาะการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคงที่ต้องยึดหลักกฎหมายและหลัก สากล เช่นจะดำเนินการใด ๆ จะต้องแจ้งล่วงหน้าเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าจะไม่มีเจ้า หน้าที่รัฐไปใช้ความรุนแรงกับประชาชน เช่นเข้าปราบปรามโดยที่ไม่มีเหตุที่ต้องระงับ สิ่งนี้ต้องย้ำเพราะมีความพยายามของคนบางกลุ่มที่ต้องการให้เกิดความวุ่นวาย จากการอ้างว่าเจ้าหน้าที่รัฐไปปฏิบัติตัวในลักษณะที่เป็นปฏิปักษ์ ตนจึงย้ำเสมอว่าเราไม่เป็นคู่กรณีและไม่เป็นปฏิปักษ์กับใคร ทั้งนี้เจ้าหน้าที่รัฐจะไม่พกพาอาวุธและหลีกเลี่ยง ทั้งนี้จะมีอุปกรณ์ประจำตัว
เมื่อถามว่า โอกาสในการชุมนุมครั้งนี้จะรุนแรงกว่าเดือนเม.ย.2552 หรือไม่เพราะนายกฯพูดเรื่องนี้หลายครั้ง นายกฯกล่าวว่าตนไม่ได้บอกแบบนั้น ตนบอกไปว่ามันมีคนบางกลุ่มที่ต้องการเห็นความรุนแรง แต่สิ่งที่เราทำทั้งหมดนั้นเพื่อไม่ต้องการให้เหตุการณ์เหมือนเดือนเม.ย.2552
ผู้สื่อข่าวถามว่าคตม.มีมติว่าจะใช้กำลังเจ้าหน้าที่มากที่สุดมากกว่าทุกครั้งที่เคยมีมา นายกฯกล่าวว่า การใช้กำลังและระดมทุกสิ่งทุกอย่างมาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุและไม่ใช่ว่าต้องการให้รุนแรง
เมื่อถามว่า วันนี้จะประกาศภาวะฉุกเฉินหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ตนจะบริหารไม่ให้เกิดเหตุเช่นนั้น กฎหมายภาวะฉุกเฉินนั้นต้องเป็นไปตามเงื่อนไขคือต้องเกิดเหตุแล้ว แต่วันนี้ยังไม่มีเหตุอะไรและประกาศภาวะฉุกเฉินไม่ได้ และวันนี้เข้าเงื่อนไขพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯย้ำหลายครั้งว่ามีบุคคลกลุ่มหนึ่งที่พยายามก่อให้เกิดความรุนแรง สามารถระบุให้ชัดเจนได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า "ผมว่าคนถามก็ทราบดีอยู่แล้ว"
เมื่อถามว่า ถ้าหากบ้านเมืองสับสนวุ่นวายจะยุบสภาให้มีการเลือกตั้งคืนอำนาจให้ประชาชนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเรียนหลายครั้งแล้วถ้ายุบสภาแล้วเหตุการณ์สงบเป็นประโยชน์กับบ้านเมืองคง ไม่มีปัญหา แต่แค่ตนเพียงทดสอบด้วยเงื่อนไขว่าแสดงออกได้ไหมว่าถ้ามีการยุบสภาเลือกตั้งแล้ว จะไม่มีการเคลื่อนไหวที่นำไปสู่ความรุนแรง เช่น ไม่มีการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่การเดินทางการข่มขู่ การคุกคาม แต่ปัจจุบันก็ไม่มีสัญญาณจากกลุ่มคนที่บอกว่าให้ไปยุบสภาแล้วเขาจะหยุด เมื่อถามต่อว่า ถึงวันนี้นายกฯกลัวหรือไม่เห็นถูกหมายหัวในบัญชีดำของคนเสื้อแดงด้วย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า "อยู่มานานแล้วในบัญชีดำไม่กลัวครับ"
ต่อข้อถามว่า หากครม.เห็นด้วยประกาศพ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรจะมีการปิด โรงเรียนในจุดเสี่ยงหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ปิดเทอมอยู่แล้ว ส่วนโรงเรียนที่กำลังจะมีการสอบนั้นกระทรวงศึกษาธิการขอให้เลื่อนออกไปเพื่อ ไม่ให้เป็นปัญหา
ส่วนที่รัฐบาลเตรียมสถานที่เป็นทำเนียบรัฐบาลสำรองหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องนี้
เมื่อถามย้ำว่า ในที่ประชุมครม.วันที่ 9 มี.ค.นี้จะหารือเรื่องทำเนียบฯสำรองหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คงจะพิจารณาเรื่องกฎหมายความมั่นคง
ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลจะทำอย่างไรในการตรวจค้นตั้งจุดสกัดต่าง ๆ จะทำอย่างไรไม่ให้ถุกโจมตี ได้ว่าเป็นการสกัดกั้นละเมิดสิทธิในทางประชาธิปไตย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สิทธิในการชุมนุมมีบัญญัติในรัฐธรรมนูยและมีเงื่อนไขระบุเอาไว้ด้วย ดังนั้นสมมติเราตั้งด่านตรวจอาวุธก็ชัดเจนหากไม่มีอาวุธอยากจะเดินทางเข้ามา ชุมนุมก็มาได้ แต่ถ้าเขามีอาวุธมันไม่ได้เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย และถ้ามีเจตนาในการกีดขวางจราจรปิดกั้นประชาชนไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ อันนี้ก็อยู่นอกขอบเขตของรัฐธรรมนูญกำหนดเอาไว้
เมื่อถามว่า มีการมองถึงว่าหากรัฐบาลทุ่มกำลังมาดูแลผู้ชุมนุมในกทม.จะเกิดช่องว่างของ กำลังพลในการดูแลการก่อวินาศกรรมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า วันนี้ที่พูดกันพูดถึงการชุมนุมที่มีคนจำนวนมากด้วยและดูแลปัญหาการก่อ วินาศกรรม แต่เราก็มีการติดตามการข่าวอย่างใกล้ชิด และมีสายตรวจ มีจุดตรวจ มีความร่วมมือจากประชาชน ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่าในช่วง 2-3วันที่ผ่านมาใครที่ไปก่อเหตุเราก็ดำเนินการตามกฎหมาย
เมื่อถามว่า หลังจากประเมินสถานการณ์แล้วมันเป็นไปโดยผลทางการเมืองเพื่อขับไล่รัฐบาล เพียงอย่างเดียวหรือเป้าประสงค์อื่นด้วย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนอยากจะบอกว่าคนที่เข้ามากรุงเทพฯในสัปดาห์หน้าเป็นหลักแสนนั้น แต่ละคนอาจจะคิดและจะมาด้วยเหตุผลที่ต่าง ๆ กันตนไม่สามารถไปสรุปได้และตนเชื่อว่าหลายคนคิดว่ามีข้อเรียกร้องในเรื่องความเป็นธรรม ในเรื่องความเป็นประชาธิปไตยบนความเชื่อของเขา หลายคนตนต้องยืนยันว่าได้รับข้อมูลที่คลาดเคลื่อนไปได้รับข้อมูลว่าตนจะสั่ง การปราบปรามประชาชนโดยใช้ความรุนแรงก็เข้ามาที่ไม่พอใจเช่นนั้น และก็บางคนที่เข้ามาเพื่อวัตถุประสงค์อื่นจะเปลี่ยนแปลงรัฐบาล หรือเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตัวเอง หรือเพื่อเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มันหลากหลาย
เมื่อถามว่า คนไล่เป็นแสนรัฐบาลจะบริหารจัดการได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า "ได้ครับ"เมื่อถามต่อว่า จะมีการเพิ่มด่านสกัดอีกหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะเพิ่มตามความเหมาะสมเพราะพื้นที่จะประกาศกฎหมายความมั่นคงและออกข้อกำหนด ต่าง ๆ จะดูตามสภาพความจำเป็น
ผู้สื่อข่าวถามว่า แล้วจะให้คนกรุงเทพฯอพยพไปอยู่ที่ไหน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า "คนกรุงเทพฯก็อยู่กรุงเทพฯได้"
เมื่อถามย้ำว่า คนกรุงเทพฯเกิดความหวั่นไหวพอสมควรจะให้ไปอยู่ที่ไหน จะต้องทำหลุมหลบภัยอะไรหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า "ก็วันนี้ผมถึงต้องประชุมเตรียมการ"พร้อมย้อนถามกลับไปที่ผู้สื่อข่าวที่ถาม ว่า "แล้วคุณยุวดี(ยุวดี ธัญสิริ ผู้สื่อข่าวอาวุโส)มีหลุมหลบภัยไหมครับ" เมื่อผู้สื่อข่าวย้อนกลับว่าไม่มี นายอภิสิทธิ์ กล่าวจึงกล่าวเพียงว่า "คนอื่นก็เหมือนกัน"
เมื่อถามต่อว่า เมื่อรัฐบาลแสดงออกมาในลักษณะนี้ทำให้คนรู้สึกตะหงิดใจ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า "ไม่ใช่ครับๆ เราต้องยอมรับความรู้สึกที่หลากหลาย มีคนจำนวนมากก็ต่อว่ารัฐบาลขนาดเราทำอย่างนี้ก็ต่อว่ารัฐบาลว่า ดูจะไม่ค่อยรู้ร้อนรู้หนาวเนื่องจากมันมีคนบางคนให้ข่าวตลอดเวลาว่าจะทำเหตุ รุนแรง ไมใช่ฝ่ายรัฐบาลพูดเองว่าจะต้องเกิดเหตุอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราไม่ได้ตื่นตระหนกและไม่ต้องการให้ประชาชนตื่นตระหนก แต่เราต้องมีมาตรการที่รัดกุมและไม่ควรที่จะประมาท
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯประเมินการชุมนุมของคนเสื้อแดงครั้งนี้จะยืดเยื้อถึงกี่วัน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบดูจากการข่าวและข้อมูลไม่ทราบจริงๆ คือตนจะขอไม่ตอบคำถามที่จะถูกนำไปขยายผลเป็นประ เด็นความขัดแย้งได้
ต่อข้อถามว่า วันที่ 12 มี.ค.นี้จะประกาศเป็นวันหยุดราชการหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า "ไม่ครับ เอาเป็นว่ารัฐบาลจะตัดสินใจอะไรตามสถานการณ์และความเหมาะสมไม่ตั้งธงไว้ล่วง หน้าว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้เพราะเราต้องการรักษาความสงบ"
ผู้สื่อข่าวถามว่า สถานการณ์นี้จำเป็นต้องชี้แจงต่างชาติหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศจะดำเนินการ
เมื่อถามต่อว่า นายกฯกลัวอะไรที่สุดในการชุมนุมครั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า "กลัวเกิดความสูญเสีย เพราะถือว่าชีวิตของคนทุกคนมีค่าและไม่ควรมีใครมาเสียชีวิตหรือสูญเสียกับ สิ่งที่ความจริงแล้วเราสามารถที่จะบริหารจัดการได้ เวลาที่ทุกคนเข้ามาชุมนุมจำนวนและมีคนที่มีเจตนาแอบแฝงต้องการฉกฉวย สถานการณ์มันก็มีความเสี่ยงอยู่เราพยายามจะไม่ให้เกิดขึ้น และตนเชื่อมั่นว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ต้องการเห็นความสูญเสีย ดังนั้นเชื่อว่าถ้าเราร่วมมือกันเราจะรักษาความเป็นปกติและความสุขได้"



