ข่าว

44 สาวงาม ไร้ “ตัวแม่” นำทีม

44 สาวงาม ไร้ “ตัวแม่” นำทีม

09 มี.ค. 2553

หลังจากคัดเลือกสาวงามได้จำนวน 44 คนสุดท้ายแล้ว เริ่มเห็นเงาลางๆ ว่าใครจะเป็นสาวผู้โชคดีได้ครองตำแหน่งผู้หญิงที่สวยที่สุดของเวทีมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส คนที่ 11 ซึ่งก็ไม่ผิดคาดสาวงามที่เก็งกันว่าจะผ่านเข้าสู่รอบนี้ต่างตบเท้าเข้ามาให้พรึ่บ!!!

  จากผู้สมัครทั่วประเทศ 283 คน คณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วยพลากร สมสุวรรณ ประธานกรรมการ จิตรลดา ดิษยนันทน์ ภูษิต ไล้ทอง วิลักษณ์ โหลทอง และศศินา วิมุตตานนท์ คัดมาแต่งหน้าทำผมเพียง 95 คน แล้วกลั่นกรองอีกรอบจนได้ 44 สาวงามเข้าร่วมกิจกรรมเก็บตัวกับกองประกวด ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า สาวงามส่วนใหญ่อยู่ในวัยเรียน อายุเฉลี่ย 19-21 ปี โดยแต่ละคนพกดีกรีการันตีคุณภาพความงามไล่เลี่ยกัน

  สาวผิวแทนวัย 19 ปี “ริชชี่” พรรณารา พุ่มเจริญ หมายเลข 15 เจ้าของส่วนสูง 173 ซม. สัดส่วน 34-26.5-37 นิสิตปี 1 คณะนวัตกรรมสื่อสารสังคม มศว.ประสานมิตร ซึ่งได้รับการเก็งจากสื่อมวลชน เพราะความน่ารักสดใสสมวัย อดีตนักเรียนทุนเอเอฟเอสหลายประเทศเผยความรู้สึกแรกที่ถูกเรียกชื่อว่าตื่นเต้นมากไม่คิดว่า จะผ่านเข้ามา แต่ก็แอบลุ้นอยู่ลึกๆ เพราะเตรียมตัวมาพร้อมพอสมควร ระหว่างเก็บตัวจะพยายามเป็นตัวของตัวเองที่สุด และความสามารถที่พูดได้ถึง 5 ภาษา มีฝรั่งเศส เยอรมัน อังกฤษ สาธารณรัฐเช็ก และไทย น่าจะช่วยเสริมความโดดเด่นให้แก่ตัวเองได้

 ถูกจับตามองไม่แพ้กัน สาวใต้หน้าหวานวัยเดียวกันจากระนอง หมายเลข 9 “เบส” กัญชรีย์ พัฒนา นักศึกษาพยาบาล ปี 1 ม.หัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ เข้ามาได้เพราะความสดไม่เคยผ่านเวทีประกวดที่ไหนมาก่อน เจ้าตัวเผยอยากได้ประสบการณ์ชีวิตจากการประกวด นอกเหนือจากการเรียนรู้เกี่ยวกับสุขภาพที่กำลังคร่ำเคร่งอยู่ ส่วนสาวน้อยที่เมื่อประกาศชื่อ-นามสกุลมาแล้วหลายคนต้องหันไปมอง คือหมายเลข 38 “หนุงหนิง” ออนซอน อักษรณรงค์ วัย 19 ปี สาวนักเต้นเท้าไฟลูกสาวคนสวยของไพจิตร อักษรณรงค์ นักร้องเพลงลูกกรุงรุ่นลายคราม รายนี้มีคุณแม่คอยผลักดันอยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะเรื่องบุคลิกภาพ การไหว้ การพูดจา ซึ่งลูกสาวไม่อยากเดินตามทางของคุณแม่ไม่เป็นไร แต่ขอให้ทำฝันของคุณแม่ที่อยากให้เป็นนางงามก็พอแล้ว

 ยังมีสาวงามหน้าตาคุ้นที่เคยผ่านเวทีประกวดอื่นๆ มาบ้างแล้ว แต่ประสบการณ์จะทำให้พวกเธอมีชัยเหนือคู่แข่งหรือไม่ อย่างหมายเลข 11 “บิว” ราตรีเฉลิม เดชบุญญาภิชาติ วัย 22 ปี เข้ารอบ 18 คนเวทีนางสาวไทยปีล่าสุด ซึ่งครั้งนี้เปลี่ยนลุคเป็นสาวมั่นใจเปี่ยมพลัง เช่นเดียวกับหมายเลข 6 “ปาร์เก้” ปุณยวีร์ แจ่มคล้าย วัย 24 ปี บัณฑิตนิเทศศาสตร์ จากรั้วหอการค้าไทย ที่พกความมั่นใจมาพร้อมรูปร่างสูงโปร่ง 175 ซม. เคยผ่านเข้ารอบ 44 คนมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์สรุ่นเดียวกับ “แก้ม” กวินตรา โพธิจักร ตามมาติดๆ กับสาวที่สูงที่สุดของปีนี้วัดได้ 178 ซม.หมายเลข 20 “ปุยฝ้าย” พัชริญา พิศชวนชม ว่าที่วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต ม.ราชธานี ส่วนสาวหน้าหวานหมายเลข 3 “ฝ้าย” พุทธพร ทองพุ่ม วัย 19 ปี ขวัญใจช่างภาพนางสงกรานต์พระประแดงปี 2551 ก็ไม่พลาดผ่านเข้ารอบด้วยใบหน้าสวยหวานดีกรีนิสิตปี 1 นิติศาสตร์ จากเอแบค

 และน่าเสียดายว่า มีสาวงามที่สามารถผ่านเข้ารอบมาได้แล้ว แต่มีเหตุต้องสละสิทธิ์ด้วยมีความจำเป็นต้องไปปฏิบัติภารกิจส่วนตัว นั่นคือหมายเลข 10 กนกลดา บุตรพิมพา หรือ “เพี้ยซ” ซึ่งเคยผ่านเข้ารอบ 18 คนเวทีนางสาวไทยปีล่าสุด ทำให้ส้มหล่นไปอยู่ที่ “ฝ้าย” ปทิตตา ศิระอาภรณ์ วัย 24 ปี สาวปริญญาโท จาก ม.หอการค้าไทย ได้สิทธิ์เลื่อนขึ้นมาเข้ารอบแทน นับเป็นสาวผู้โชคดีในจำนวนหลายสิบคนที่ต้องผิดหวังกลับบ้านไปก่อน

 จะว่าไปแล้วสาวๆ ทั้ง 44 คนที่ผ่านเข้ารอบมาในปีนี้ มีความโดดเด่นพอๆ กัน ไม่มีใครถึงกับเด้งออกมาเตะตาจนต้องร้อง “ฮื้อออ...” ซึ่งใครจะแซงโค้งมาวินในรอบลึกๆ คงต้องอยู่ที่การพรีเซ็นส์ตัวเอง เพราะที่ผ่านมาเห็นชัดเจนแล้วว่าม้าตีนปลายทำผลงานได้ดีจนวินาทีสุดท้ายก็เยอะ!!! ที่แน่ๆ กรรมการคงต้องทำงานหนัก เพราะผู้ชนะหนึ่งเดียวเท่านั้นที่จะได้ตั๋วไปร่วมเปิดประสบการณ์ในการประกวดมิสยูนิเวิร์สปลายปีนี้

 เอาเป็นว่าคงต้องติดตามให้กำลังพวกเธอให้ถึงฝั่งฝัน ซึ่งหลังจากนี้ทางกองประกวดจะยกขบวนสาวงามไปทำกิจกรรมเก็บตัว และทัศนศึกษาที่กำแพงเพชรเมืองมรดกโลกระหว่าง 10-17 มีนาคมนี้ จากนั้นจะกลับมาขึ้นเวทีชิงดำในค่ำวันที่ 20 มีนาคมนี้ที่ห้องบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
อดใจรอประเดี๋ยว คืนนั้นได้รู้กันแน่...