
ความเสมอภาคชายหญิงดึงประเทศก้าวหน้า
ด้วยวันที่ 8 มีนาคมของทุกปี เป็นวันสตรีสากล และในปีนี้ครบรอบ 100 ปีวันสตรีสากลพอดิบพอดี สภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จึงร่วมกับหน่วยงานภาคี อาทิ สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรก
ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เป็นต้น จัดงานเสวนา "สิทธิโอกาสที่เสมอภาค เป็นปัจจัยให้โลกก้าวหน้า" ในโอกาสครบ 100 ปีวันสตรีสากล โดยได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.พิมพ์เพ็ญ เวชชาชีวะ ภริยานายกรัฐมนตรี มาเป็นประธาน
ผศ.ดร.พิมพ์เพ็ญ กล่าวว่า ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา สตรีได้สร้างความก้าวหน้าทั้งต่อสถานภาพทางสังคมและความเป็นอยู่ของตัวเอง จากบทบาทของสตรีในสมัยก่อน ซึ่งมีหน้าที่หลักคือ การเป็นภริยา มารดา ดูแลครอบครัวและบุตร ปัจจุบันสตรีสามารถทำงานนอกบ้านเคียงข้างบุรุษได้ และสตรีในปัจจุบันสามารถยืดหยัดและเลี้ยงดูตัวเองได้ สตรีบางคนยังกลายเป็นผู้นำของสังคมในหลายแขนง นี่คือบทบาทของสตรีที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงทุกคนจะได้รับโอกาสเท่าเทียมกับบุรุษ จึงกลายเป็นที่มาของความเสมอภาคทางเพศ
"ยังมีหลายคนไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของความเสมอภาคทางเพศ ซึ่งก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจว่า ความเสมอภาคทางเพศมิใช่เรื่องที่เกี่ยวกับสตรีเพียงฝ่ายเดียว เมื่อเรากล่าวถึงการส่งเสริมให้สตรีและบุรุษมีความเสมอภาค เราก็กำลังส่งเสริมการสร้างความเข้าใจที่ดีขึ้นถึงความแตกต่างระหว่างสตรีและบุรุษ อันจะนำมาซึ่งการให้การสนับสนุนอย่างเหมาะสม แม้อาจจะไม่เหมือนกันทุกครั้งเสมอไป แต่ที่สำคัญที่สุดสตรีและบุรุษต้องได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกัน"
ภริยานายกฯ แจกต่อแจงว่า สำหรับประเทศไทยรัฐธรรมนูญกำหนดให้เพศหญิงและเพศชายได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้นรัฐบาลจึงมีความรับผิดชอบที่จะออกนโยบายเพื่อสนับสนุนการสร้างความเสมอภาคทางเพศและขจัดการเลือกปฏิบัติและความรุนแรงใดๆ ต่อสตรี แต่อันที่จริงแล้วทุกคนมีความรับผิดชอบในการนำนโบายดังกล่าวมาปฏิบัติ ดังนั้นหากเราต้องการที่จะเห็นการดำเนินการเกี่ยวกับความเสมอภาคทางเพศอย่างเป็นรูปธรรม และเห็นสตรีก้าวไปสู่แนวหน้าของสังคม ขณะเดียวกันก็จะช่วยยกระดับดัชนีชี้วัดช่องว่างความแตกต่างทางเพศ ซึ่งเราอยู่ในอันดับที่ 59 ให้ไปสู่ระดับที่สูงขึ้นด้วย
ในช่วงเสวนาได้รับเกียรติจาก เมอเรทเทอ เฟลด์ แบร์ทเทสเทด เอกอัครราชทูตนอร์เวย์ประจำประเทศไทย ซึ่งประเทศนอร์เวย์ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในอันดับหนึ่งของโลก ในการลดช่องว่างระหว่างหญิงชายในปี 2551 ด้วย ผศ.ดร.ผุสดี ตามไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดร.ยัง วู ปาร์ค ผอ.ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก องค์การสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็นอีพี และ ดร.มณทิพย์ ศรีรัตนา ทาบูกานอน กรรมการจากสภาสตรีระหว่างประเทศ ร่วมเสวนา
ผศ.ดร.ผุสดี เผยว่า ประเทศไทยมีการแก้กฎหมายหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้นามสกุล คำนำหน้าชื่อหลังแต่งงาน ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่ากฎหมายเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงของรัฐบาลที่มาจากการปฏิบัติ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ก็ถือเป็นผลพลอยได้อันดีที่ได้มา สำหรับผู้หญิงภายในสภามีน้อยเกินไปในส่วนนี้ จึงอยากจะผลักดันกฎหมายเกี่ยวกับสตรี ที่ต้องให้ผู้หญิงเข้ามาอยู่ในสภาได้มากกว่านี้
"สำหรับประเทศไทย สิ่งที่ท้าทายมากนั่นคือ การเปลี่ยนทัศนคติที่มีมาตั้งแต่โบราณเรื่องความแตกต่างระหว่างหญิงชาย แม้ภาพรวมของทั่วโลกจะมีการพัฒนาด้านการศึกษา สุขภาพ ได้เป็นอย่างดีแล้ว แต่ยังมีช่องว่างอีกมาก จะเป็นการดีหากผู้หญิงได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองให้มากขึ้นด้วย" ผศ.ดร.ผุสดี กล่าวปิดท้าย
นอกจากนี้ ผศ.ดร.พิมพ์เพ็ญ เวชชาชีวะ และคุณหญิงณัฐธิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล ยังนำข้อคิดของตัวเองเกี่ยวกับสตรีไปติดบนบอร์ด อะ เซนจูรี่ ออฟ วูเมนส์ วอยซ์ โดย ดร.พิมพ์เพ็ญให้ข้อคิดว่า "ผู้หญิงจะถือว่าตัวเองประสบความสำเร็จก็ต่อเมื่อเธอประสบความสำเร็จทั้งในชีวิตอาชีพและครอบครัว" ส่วนคุณหญิงณัฐธิกาให้ข้อคิดว่า "ผู้หญิงทุกคนควรใช้สิทธิที่จะนำการเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อเศรษฐกิจและสังคม" ก่อนจะตัดเค้กเพื่อฉลองครบ 100 ปีวันสตรีสากลร่วมกัน



