ข่าว

 รัฐเร่งอุดช่องโหว่ป่วนตลาด"น้ำตาล"

รัฐเร่งอุดช่องโหว่ป่วนตลาด"น้ำตาล"

08 มี.ค. 2553

สถานการณ์น้ำตาลทรายตึงตัวเริ่มเด่นชัดขึ้นมาตั้งแต่ปลายปี 2552 และเพิ่มมากขึ้นถึงขั้นที่ผู้บริโภคต้องออกมาร้องเรียน เพราะน้ำตาลทรายดูเหมือนจะหาซื้อได้ยากจนผิดปกติ จากเดิมที่เคยหาซื้อได้ง่าย แต่กลับต้องพบป้ายประกาศจากทางซูเปอร์มาร์เก็ตว่า “ผู้ผลิตไม่ส่งสิน

 สำหรับราคาเพดานน้ำตาลทรายในประเทศที่ภาครัฐกำหนดคือ น้ำตาลทรายขาวกิโลกรัมละ 22.50 บาท ส่วนน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์อยู่ที่กิโลกรัมละ 23.50 บาท ซึ่งเป็นราคาควบคุมเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 4 จังหวัดเท่านั้น ขณะที่มีรายงานข่าวว่า ราคาน้ำตาลทรายในต่างจังหวัดปรับขึ้นไปสูงถึงกิโลกรัมละ 26-27 บาท

 ทั้งนี้ แม้จะมีความพยายามในการแก้ปัญหาภาวะตึงตัวของน้ำตาลทรายในประเทศ โดยสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เตรียมออกเกณฑ์ลงโทษผู้ผลิตสินค้าอาหารส่งออกที่ได้รับการจัดสรรน้ำตาลทรายโควตา ค. ซึ่งเป็นน้ำตาลทรายส่งออก แต่เมื่อราคาน้ำตาลในประเทศถูกกว่าก็หันมาใช้น้ำตาลทรายโควตา ก. ซึ่งเป็นน้ำตาลทรายที่ใช้ในประเทศแทน โดยจะตัดสิทธิโควตาผู้ประกอบการเหล่านี้เป็นระยะเวลา 5 ปี แต่สถานการณ์ในขณะนี้ก็ดูจะยังไม่ดีขึ้นนัก

 โชห่วยรายย่อยเลิกขายน้ำตาล

 นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมการค้าส่ง-ค้าปลีกไทย กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์ตึงตัวของน้ำตาลทรายแย่ลงกว่าเดิม เนื่องจากผู้ผลิตอ้างว่าน้ำตาลทรายขาดแคลน ส่งผลให้ราคาน้ำตาลที่ส่งมาอยู่ที่กระสอบละ 1,250 บาท ซึ่งสะท้อนไปยังราคาขายปลีกอยู่ที่กิโลกรัมละ 25 บาทเข้าไปแล้ว ส่วนต่างจังหวัดราคาขายปลีกปรับขึ้นสูงไปถึงกิโลกรัมละ 30 บาท สูงกว่าราคาเพดานที่ภาครัฐกำหนด แต่จะให้ขายต่ำกว่านี้ก็ทำไม่ได้เนื่องจากจะขาดทุนมาก ทำให้ร้านโชห่วยรายย่อยเลิกขายน้ำตาลทรายกันแล้ว

 นอกจากนี้ หากขายในราคาสูงกว่าเพดานก็จะถูกจับ ถือว่าผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตามจะยังมีขายบ้างตามห้างโมเดิร์นเทรด เพราะมีการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเป็นปี ซึ่งโรงงานผู้ผลิตไม่สามารถทำผิดสัญญาได้ ประกอบกับช่วงนี้ยังพบว่าน้ำตาลทรายที่ส่งมายังยี่ปั๊วก็จะใช้เวลานานกว่าเดิมจากที่เคยใช้เวลา 1-2 วันหลังจากสั่งซื้อไปแล้ว แต่เดี๋ยวนี้ต้องรอนานเป็นสัปดาห์

 ทั้งนี้ มองว่าภาวะน้ำตาลทรายตึงตัวในขณะนี้ เนื่องมาจากราคาน้ำตาลในตลาดโลกขณะนี้สูงกว่าราคาน้ำตาลในประเทศที่ถูกตรึงราคาไว้ ซึ่งทำให้ไม่เป็นไปตามกลไกตลาด ส่งผลให้มีการลักลอบนำน้ำตาลทรายในประเทศออกไปขายต่างประเทศ โดยเฉพาะการลักลอบออกไปขายแบบกองทัพมดตามตะเข็บชายแดน ที่แม้จะนำออกไปในปริมาณที่ไม่มากนักต่อครั้ง แต่เมื่อนำออกไปบ่อยครั้งเพราะมีแรงจูงใจในเรื่องราคาโดยไม่มีการควบคุมที่ดี ก็มีผลต่อปริมาณน้ำตาลทรายในประเทศได้เช่นกัน

 อีกทั้งเกิดจากการไม่เข้มงวดของภาครัฐในการดูแลระบบการกระจายน้ำตาลทราย ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อมีการบรรทุกน้ำตาลทรายออกมาจากโรงงานแล้วไปอยู่ที่ไหน น้ำตาลทรายเข้าสู่ระบบตลาดจริงหรือไม่ จึงถือเป็นความอ่อนแอของภาครัฐ บวกกับความละโมบของคน

 “จากสาเหตุช่องว่างในเรื่องของราคา และความไม่เข้มงวดของภาครัฐ ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องน้ำตาลทรายในประเทศที่มีราคาแพง และตึงตัวในขณะนี้ได้ ขณะเดียวกันมีเฉพาะบางกลุ่มที่ได้รับประโยชน์เท่านั้น ก็น่าจะยกเลิกระบบเก่าๆ ไปเสีย และปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาด เมื่อนั้นราคาน้ำตาลก็จะเข้าสู่ความสมดุล” นายสมชายกล่าวและว่า นอกจากนี้ รัฐควรแก้ปัญหาด้วยการใช้อำนาจของรัฐเข้ามาซื้อน้ำตาลทรายและมาเปิดขายให้ประชาชน เพื่อกดราคาที่สูงอยู่ในขณะนี้ อย่างน้ำตาลธงฟ้าที่กระทรวงพาณิชย์มีแนวคิดที่จะทำ ซึ่งหากทำได้ก็ควรจะทำต่อเนื่องระยะยาวด้วย

 รง.ยันน้ำตาลในประเทศเพียงพอ

 อย่างไรก็ตาม นายประกิต ประทีปะเสน ประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย ได้ออกมายืนยันว่า น้ำตาลทรายเพื่อการบริโภคภายในประเทศ หรือน้ำตาลโควตา ก. นั้นจะไม่ขาดแคลนอย่างแน่นอน โดยโรงงานน้ำตาลได้สำรองน้ำตาลไว้ให้ผู้บริโภคอย่างเพียงพอ และฤดูกาลผลิต 2552/2553 ได้กำหนดปริมาณน้ำตาลโควตา ก. ไว้ถึง 21 ล้านกระสอบ เพิ่มขึ้นจากฤดูกาลผลิตปีก่อนหน้าที่กำหนดไว้ 19 ล้านกระสอบ

 ส่วนกรณีที่มีรายงานข่าวอ้างว่า สาเหตุที่น้ำตาลทรายเริ่มขาดตลาด เพราะโรงงานน้ำตาลส่งสินค้าเข้ามาลดลง น่าจะเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน เพราะที่ผ่านมามีการกำหนดโควตาในการจำหน่ายในประเทศอย่างชัดเจน โดยปัจจุบันมีการนำน้ำตาลออกจำหน่ายสัปดาห์ละ 403,000 กระสอบ ทุกวันจันทร์ แต่ผู้บริโภคและร้านค้าปลีกมีความต้องการซื้อเพิ่มขึ้น เนื่องจากกลัวสินค้าขาดแคลน

 “เรื่องการขาดแคลนน้ำตาลน่าจะมาจากความวิตกกังวลของผู้บริโภครายย่อยไปจนถึงร้านค้า จนทำให้เกิดกระแสการกักตุน เพราะในส่วนของโรงงานน้ำตาลมีการส่งสินค้าในปริมาณปกติตามกำหนด ไม่มีการลดลงตามที่ปรากฏเป็นข่าว” นายประกิตกล่าว

 เร่งอุดช่องโหวทำน้ำตาลขาด

 ด้านนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้รับการยืนยันว่าน้ำตาลทรายมีเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ ดังนั้น ต้องเข้าไปดูว่าเมื่อยืนยันว่าเพียงพอแล้วแต่ยังมีรายงานเข้ามาเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำตาลทรายตึงตัวนั้นมาจากสาเหตุใด และน้ำตาลทรายหายไปอยู่ตรงจุดไหนกันแน่

 อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาเบื้องต้นนั้นกระทรวงพาณิชย์จะขออนุมัติน้ำตาลทรายโควตา ก. จำนวน 1 ล้านกระสอบ (ขนาด 100 กิโลกรัม) จากคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) เพื่อนำมาใช้สำรองสต็อกฉุกเฉิน เผื่อการขาดแคลนในอนาคต โดยจะต้องวางแผนในการกระจายน้ำตาลไปในจังหวัดที่มีราคาแพงและขาดแคลน

 ส่วนแนวทางแก้ปัญหาน้ำตาลทรายมีราคาแพงนั้น เบื้องต้นจะประสานไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ ให้เพิ่มความเข้มงวดในการดูแลราคาจำหน่าย รวมทั้งมีปริมาณให้เพียงพอต่อการต้องการ ซึ่งหากยังไม่สามารถจัดการได้ ภายในสัปดาห์หน้าจะเรียกประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เพื่อกำหนดราคาจำหน่ายสูงสุดทั้งประเทศ รวมทั้งพิจารณาออกมาตรการอื่นๆ เพิ่มเติม

 ส่วน น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรณีน้ำตาลทรายตึงตัวนั้นทำให้สงสัยว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เพราะเมื่อประชุมกับ กอน. ทางผู้ผลิตก็ยืนยันว่าแม้ผลผลิตจะลดลงไปบ้างกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ปริมาณการจัดสรรน้ำตาลสำหรับใช้ในประเทศมั่นใจว่าเพียงพอ ถ้าไม่พอก็ต้องมีการนำน้ำตาลจากโควตา ค. หรืออื่นๆ กลับมาเพื่อให้มีน้ำตาลบริโภคในราคาที่ประกาศควบคุมไว้ ซึ่งหากเหตุการณ์เป็นไปอย่างปกติที่ว่า ก็ไม่น่าจะเกิดการขาดแคลนได้ แต่ขณะนี้พบว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น จึงขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ช่วยสืบสาวในเรื่องนี้

 โดยจากการตรวจสอบข้อมูลของ สอน. แล้วพบว่ามีผู้ถูกแอบอ้างชื่อไปซื้อน้ำตาลจากโรงงาน ทั้งๆ ที่เจ้าตัวยืนยันว่าไม่เคยซื้อน้ำตาลจากโรงงานเลย จึงถือว่าเรื่องนี้ไม่ชอบมาพากลในระบบการจำหน่ายน้ำตาลทราย

 “ตอนนี้เราไม่ทราบว่าใครเอาน้ำตาลไป น้ำตาลทรายไปอยู่ที่ไหน แต่จากกรณีการถูกแอบอ้างชื่อที่เกิดขึ้นนั้น อธิบายได้อย่างหนึ่งว่าระบบในบ้านเรามีช่องโหวในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งสมัยก่อนไม่มีใครวิตกกังวลในเรื่องนี้ เพราะสมัยก่อนน้ำตาลทรายในตลาดโลกยังไม่ราคาแพง แต่ตอนนี้มันกลับกันคือน้ำตาลทรายในประเทศถูกกว่าตลาดโลก จึงต้องอาศัยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปสืบสวนว่า จะมีส่วนเกี่ยวพันอย่างไรหรือไม่” น.ส.ชุติมากล่าวและว่า

 กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในเองเตรียมเสนอ กกร. เพื่อพิจารณาใช้มาตรการทางกฎหมายเข้ามาแก้ไขปัญหาน้ำตาลทรายตึงตัว ด้วยการออกประกาศควบคุมการครอบครองน้ำตาลทราย สต็อกน้ำตาลทรายและการขนย้ายน้ำตาลทราย เพื่อจะได้ทราบเส้นทางของน้ำตาลทรายในระบบ และเพื่อไม่ให้เกิดการกักตุนขึ้นในประเทศ ดังนั้น ผู้ประกอบการทุกรายจะต้องแจ้งปริมาณและสถานที่เก็บ ส่วนผู้ค้าที่ขายน้ำตาลทรายตั้งแต่ 1 ล้านกิโลกรัมขึ้นไป จะต้องแจ้งรายชื่อลูกค้า และปริมาณการซื้อให้กรมการค้าภายในรับทราบ เพื่อสามารถตรวจสอบสถานการณ์ภาวะน้ำตาลในประเทศได้