
5กองพลรับแดงใต้ดิน-บนดิน
"การต่อรองไม่มีวันเกิดขึ้นได้จริงหรอก ถ้าฝ่ายเสนอเงื่อนไขเป็นรองอีกฝ่ายที่ถือครองอำนาจ ทางเดียวที่จะให้ฝ่ายนั้นหันหน้ามาเจรจา ก็คือจะต้องเกิดความยากลำบากเท่าๆ กัน"
อาจไม่ใช่ปรัชญาชีวิตอันใด แต่นี่คือประโยคทองของคนใกล้ชิด ทักษิณ ชินวัตร ที่รับรู้ถึงความรู้สึกนึกคิดอดีตผู้นำซึ่งต้องคำพิพากษาจำคุก 2 ปี และถูกสั่งยึดทรัพย์สิน ว่า ในวันนี้อยู่ในภาวะอย่างไร และกำลังจะทำอะไรเพื่อเขยิบสถานะให้ทัดเทียมกับผู้ที่เขาเสนอเงื่อนไข
การจับตาเกมใต้ดินที่แฝงมากับม็อบบนดินเสื้อแดงนั้น มีมานานแล้ว และสัญญาณเริ่มชัดขึ้นมาโดยตลอด
สัญญาณความรุนแรงของ "กองกำลังใต้ดิน" ที่ออกมาเขย่าขวัญคนกรุงด้วยการปาระเบิดแบงก์กรุงเทพถึง 4 จุด เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ซึ่งสอดคล้องกับคำขู่ผ่านคลิปวิดีโอของ นายพรวัฒน์ ทองธนบูรณ์ หรือ "เคทอง" ทำให้อุณหภูมิการเมืองร้อนฉ่าขึ้นทันที
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง จึงต้องออกมาขยับขันนอตการทำงานของทหารและตำรวจผ่านการประชุมของคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ความมั่นคง (คตม.) เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ที่ผ่านมา
สอดคล้องกับความหวั่นวิตกของนายสุเทพก่อนหน้านี้ที่แจ้งเตือนในที่ประชุม ครม.ว่า ให้นายกฯ ครม. และผู้นำเหล่าทัพ ระมัดระวังความปลอดภัยของลูกเมีย และบุคคลในครอบครัวที่ตกเป็นเป้าหมายหนึ่งของคนเสื้อแดงด้วย!!
อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า ก่อนการประชุมในช่วงบ่าย นายสุเทพเข้าไปหารือกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ถึงกองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ซึ่งถือเป็นการหารือลับครั้งที่สองในรอบสัปดาห์
โดยการดำเนินการกับกลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรมเป็นอันตรายต่อบ้านเมือง เช่น ข่มขู่ หรือปลุกระดมให้เกิดความวุ่นวาย เช่น เคทอง หรือการปลุกระดมผ่านสถานีวิทยุ ถ้าเข้าข่าย "ผิดกฎหมาย" ก็จะดำเนินการทันที
นอกจากนี้ นายสุเทพยังส่งสัญญาณว่า จะดำเนินการทางกฎหมาย รวมทั้ง "ถอนประกัน" แกนนำที่ก่อความวุ่นวายอย่างเด็ดขาด
ส่วนการที่กลุ่มคนเสื้อแดงเตรียมระดมรถกระบะคนขนเข้ากรุง และเตรียมจอดไว้ตามจุดต่างๆ เพื่อให้กรุงเทพฯ เป็นอัมพาต นายสุเทพย้ำว่า จะใช้ "กฎหมายจราจร" เป็นเครื่องมือ โดยจะยกรถไปจอดไว้ที่สนามบินดอนเมือง และจะไม่รับรองความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถด้วย
สำหรับการประชุม คตม.ได้ข้อสรุปว่า จะมีการประชุมประเมินความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงอีกครั้งในวันที่ 8 มีนาคม โดย คตม.อาจพิจารณาเสนอให้ประกาศใช้พระราชบัญญัติความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ พ.ร.บ.ความมั่นคง เพื่อรับมือคนเสื้อแดง
จากนั้นอาจเสนอให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พิจารณาประกาศใช้หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในวันที่ 9 มีนาคม ต่อไป
เพราะจำนวนคนที่ประเมินกันนั้น หากเป็นไปตามที่รายงานข่าวเข้ามาจริง คือ ส.ส.ในพื้นที่ลงมาระดมคนด้วยตนเอง ก็น่าเชื่อว่าจำนวนผู้ที่จะเดินทางเข้ามาชุมนุมและพาหนะที่จะขนเข้ามาเมืองหลวงจะมากมาย จนน่าเชื่อว่า เพียงแค่ "หยุด" ณ จุดใด ก็จะทำให้ตรงนั้นกลายเป็นอัมพาตไปในทันที
นอกจากนี้ การชุมนุมที่มีเพียงแค่วันเริ่มต้น แต่วันสิ้นสุดกลับไม่มีการกำหนดนั้น ก็น่าเชื่อว่ายิ่งยืดเยื้อ สถานการณ์ก็จะยิ่งแหลมคม
เหตุรุนแรง ไม่ว่าจะมาจากตัวผู้ชุมนุมเอง หรือจากมือที่สามเข้ามาก่อเหตุ ก็จะทำให้ กทม.เสี่ยงที่จะกลายเป็นใจกลางของจลาจลไปในทันที
นั่นจึงทำให้ทุกหน่วยเห็นตรงกันว่า รัฐบาลจำเป็นต้องประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง เพื่อดึงกำลังพลของกองทัพมาช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีกำลังไม่พอที่จะจำกัดการเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมได้
ที่สำคัญ พ.ร.บ.ความมั่นคง ก็ยังมีบทบัญญัติให้อำนาจเจ้าหน้าที่สั่งห้ามบุคคลใด-ยานพาหนะใดเข้าในเขตพื้นที่ที่ประกาศบังคับใช้กฎหมาย
นั่นก็หมายความว่า นับจากนี้ไป "หัวโจก" ทั้งหลาย ตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน-ตำบลจะต้องถูกบันทึก และตรวจสอบพฤติการณ์ แล้วรายงานไปยังหน่วยเหนือเพื่อประเมินว่า มาแล้วจะสงบสันติอย่างที่ปากว่าไว้หรือไม่ หรือมาแล้วจะซ่า แรง แกร่ง และแกว่งหาเหตุกับชาวบ้านให้เดือดร้อนเพิ่มขึ้นหลังจากถูกปิดกั้นการสัญจรไปมาอยู่แล้ว
เมื่อมาแนวนี้ก็ชัดแล้วล่ะว่า บรรดาแกนนำเสื้อแดงทั้งหลาย โดยเฉพาะพวกที่มีคดีความติดตัว ก็เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ว่า ขั้นตอนการถอนประกันอาจเริ่มขึ้นเมื่อใดได้ทุกขณะ
อีกเหตุผลหนึ่งที่มีการเสนอให้ใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ก็คือ บทวิเคราะห์ที่ว่า เสื้อแดงก็มีวอร์รูม มีฝ่ายเสนาธิการที่มาจากอดีตนายทหาร อดีตนายตำรวจ รวมทั้งอดีตข้าราชการกระทรวงมหาดไทย เช่นกัน
ดังนั้นแผนการของฝ่ายรัฐจะออกไปอย่างไร ก็ล้วนมองกันออกหมด และเตรียมแก้เกมทันท่วงที
การข่าวของหน่วยงานด้านความมั่นคงนั้นระบุด้วยว่า กลุ่มเสื้อแดงถึงขั้นจัดตั้ง ศปก.ส่วนหน้า และส่งอดีตนายตำรวจ-ทหารไปเป็นเสนาธิการประจำ ศปก.เสียด้วยซ้ำไป
ในส่วนของกองทัพบก พล.อ.อนุพงษ์ ได้จัดเตรียมกำลังพลเพื่อเตรียมรักษาความสงบเรียบร้อยเต็มอัตราศึก เนื่องจากประเมินเบื้องต้นว่าครั้งนี้จะมีผู้ชุมนุมไม่ต่ำกว่า 1 แสนคน โดยเฉพาะกลุ่มเสื้อแดงในภาคเหนือและภาคอีสาน
เมื่อประเมินว่าผู้ชุมนุมน่าจะมากกว่าทุกครั้ง กองทัพบกจึงเตรียมสนธิกำลังร่วมกับกองทัพเรือ และกองทัพอากาศ โดยกองทัพบกจัดเตรียมกำลังไว้ 5 กองพล ปฏิบัติการตามแผนรักษาความสงบเรียบร้อยเมื่อเดือนเมษายน 2552
เบื้องต้นอาจจะมีการสนธิกำลังจากกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) โดยมี พล.ต.วลิต โรจนภักดี ผบ.พล.ร.2 รอ. ควบคุมดูแลพื้นที่ตั้งแต่บริเวณถนนวิภาวดีรังสิตถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
ส่วนกองพลทหารราบที่ 9 (พล.ร.9) มี พล.ต.อุทิศ สุนทร ผบ.พล.ร.9 เป็นผู้ควบคุมดูแลพื้นที่ตั้งแต่บริเวณเขตปริมณฑลติดต่อกับ กทม. คือ จ.สมุทรสาคร จ.นครปฐม ไปจนถึงบริเวณสนามหลวง-สะพานผ่านฟ้าฯ
ส่วนกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.) มี พล.ต.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผบ.พล.1 รอ. เป็นผู้ควบคุมดูแลพื้นที่ตั้งแต่ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา บ้านพักบุคคลสำคัญ และสถานีโทรทัศน์ โดยเฉพาะจุดสำคัญคือ สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน
โดยกำลังพลทั้งหมดจะมี พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบในการใช้กำลังทั้งหมด โดยเฉพาะกองพลหลักใน กทม. ประกอบด้วย
กองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน (พล.ปตอ.) มี พล.ต.อำพน ชูประทุม ผบ.พล.ปตอ. เป็นผู้ควบคุมดูแลที่ตั้งแต่บริเวณรอยต่อพื้นที่ กทม.กับ จ.ปทุมธานี และ จ.นนทบุรี
กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) พล.ต.สุรศักดิ์ ศิริบุญ ผบ.พล.ม.2 รอ. เป็นผู้ควบคุมดูแลพื้นที่กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานราชการสำคัญ รวมถึงสถานีขนส่งเอกมัย วิทยุการบิน ถ.บางนา-ตราด เขตพระโขนง ประเวศ และสวนหลวง
ดูเหมือนว่าเหตุที่กำลังจะเกิดขึ้นในครั้งนี้มีการประเมินไว้สูงและน่าจะแรงมาก เพราะจากการจัดวางกำลังเต็มอัตราศึกของกองทัพนั้น ยังมีกำลังตำรวจและเจ้าหน้าที่อาสารักษาดินแดนจากกระทรวงมหาดไทยร่วมด้วย
แต่ที่น่าหวั่นเกรงกลับเป็นกองกำลังคนเมืองหลวงที่ไม่แน่ว่าจะจัดตั้งกองกำลังป้องกันตนเอง และอาจเกิดการเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งตรงจุดนั้นคือจุดที่เสี่ยงที่สุด
อย่างไรก็ตามการวางกำลังไม่ต่างจากคราวรัฐประหาร 19 กันยายน แต่จำนวนกลับเหนือกว่าเป็นเท่าตัว โดยมีคู่กรณีคู่เดิมกับเมื่อปี 2549 คือ ระบอบทักษิณกับกองทัพ
เพียงแต่ครั้งนั้นผู้ที่ถูกโค่นอำนาจ คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ส่วนครั้งนี้ผู้ถืออำนาจคือรัฐบาลที่มีกองทัพหนุนหลัง ขณะที่ผู้ท้าชิงคือ กองทัพคนเสื้อแดงทั้งใต้ดินและบนดิน
ทีมข่าวความมั่นคง



