
ทักษิณบัญชาการ... สู้ในเกมที่แพ้
นับถอยหลัง วันแดงเดือด ภายใต้การนำของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มเสื้อแดงทั้งแผ่นดิน บนเดิมพันสุดท้าย
ถูกมองว่าจะกลายเป็น "สึนามิสีแดง" ที่ "ทักษิณ ชินวัตร" จะอาศัยแรงก่อตัวจากอารมณ์เคียดแค้นจากผลพวงคดียึดทรัพย์ทักษิณ 4.6 หมื่นล้านบาท รวมทั้งมีผลพวงที่รัฐบาลเร่งเครื่องเดินหน้าเอาผิดทักษิณเพิ่มเติมอีก 10 กว่าคดี เข้าทำนอง "คดีจบ อารมณ์ไม่จบ"
โดยเมื่อสำรวจสรรพกำลังความพร้อมของกองทัพแดง โดยเฉพาะหลังปรากฏความชัดเจนในรูปแบบและกระบวนทัพอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนจากการซักซ้อมระดมพลตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว
ต้องบอกว่าน่าเป็นห่วงเหลือเกินสำหรับการต่อสู้ม้วนนี้ของ “ทักษิณ” !!!
เพราะเห็นได้ชัดว่าผู้สนับสนุน “ทักษิณ” นั้น ลดน้อยถอยลงเป็นลำดับ ไม่เว้นแม้กระทั่งพื้นที่บ้านเกิดของตัวเอง
แต่ละเวทีที่เรียกระดมพล บางเวทีเหลือแค่หลักพัน บางเวทีเหลือแค่หลักร้อย และซ้ำร้ายเหลือแค่หลักสิบในหลายพื้นที่
ภาคเหนือที่ว่าแน่ๆ ยังไม่ถึงหมื่น ประเมินจากพื้นที่แดงเข้มใน 3 จังหวัดที่จัดระดมพล ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย และพิษณุโลก คาดว่าเต็มที่ไม่เกิน 5,000 คน
พอๆ กับอีสานที่ระดมพลกลางลานย่าโมเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ก็เรียกมาได้เต็มที่ราว 5,000 คนเท่านั้น
ไม่ต้องพูดถึงภาคใต้ ที่ทำได้แค่เพียงเป็นสัญลักษณ์ของคน “ไม่เอา ปชป.” และ “ไม่เอาป๋า”
ขณะที่ภาคกลาง ซึ่งนัยว่าจะมีกิจกรรมไฮไลท์หลากหลายทั้งขึ้นรถ ลงเรือ รวมกันมาได้เต็มที่ก็ไม่น่าจะถึง 1 หมื่นอีกเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ นอกจากประเด็นเรื่องท่อน้ำเลี้ยงที่ดูจะขัดสนถึงขั้นต้องเรียกระดมทุน ระดมกำลังกันแล้ว ยังมีเหตุผลเรื่องความเบื่อหน่ายกับการต่อสู้ที่ไร้ทิศทาง
และอีกเหตุผลที่สำคัญคือเสื้อแดงจำนวนไม่น้อย ยอมรับความพ่ายแพ้ของ “ทักษิณ” หลังคำพิพากษายึดทรัพย์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเสื้อแดงให้ความเคารพกระบวนการยุติธรรม และเห็นว่า “ทักษิณ” มีความผิดจริง
แต่กระนั้น การระดมพลของแกนนำ นปช.ยังคงต้องดำเนินต่อไป เพื่อให้เป็นไปตามแผนการที่ได้วางเอาไว้
ไม่ว่าจะเป็นการสร้างภาพที่คึกคักเป็นอย่างยิ่งในการระดมพลตามต่างจังหวัดพร้อมกันในวันที่ 12 มีนาคม
มีความพยายามจัดกระบวนทัพอย่างเป็นระบบ ทั้งในเรื่องของการเช็กกำลังพลรายชื่อมวลชนที่ลงทะเบียนเข้าร่วมชุมนุมใน
ภาคต่างๆ รูปแบบการรบ รวมถึงการแจกเสื้อแดงอย่างครึกโครม
เพื่อให้เห็นพลังเสื้อแดง และมีแนวโน้มปรับยุทธวิธีใช้ ”สารพัดม็อบ”เพื่อกดดันรัฐบาลชัดเจน
ทั้งในส่วนของเครือข่ายมวลชนคนเสื้อแดง ม็อบอีแต๋น ม็อบชาวนา ม็อบพระสงฆ์ ยังไม่นับกองกำลังใต้ดิน กลุ่มฮาร์ดคอร์ โชว์ภาพที่ของมหาม็อบ หรือ ”สงคราม 10 ทัพ” ที่เคลื่อนมาจากทุกทาง ทั้งบก เรือ
ก่อนจะเคลื่อนพลเข้ากรุงเทพมหานคร เพื่อปักหลักชุมนุมใหญ่ วันที่ 14 มีนาคม ซึ่งคาดว่าจะเป็นการชุมนุมที่ลากยาว ”แผนล้มรัฐบาล โค่นอำมาตย์” ตามเป้าหมายที่ ”ทักษิณ-เสื้อแดง” ปักธงไว้
พยายามอย่างเต็มที่ที่จะเดินตามแผน “ป่าล้อมเมือง” เปิดยุทธศาสตร์แดง เคลื่อนพลปิดถนน 4 สายหลักเข้าสู่กทม. ในวันที่ 12 มีนาคม
ตีปี๊บแกนนำแต่ละภาคให้ขนมาให้มากที่สุด เพราะเกมนี้ต้องการ “ปิดเร็ว” โดย “ทักษิณ” ไฟเขียวให้ ส.ส.เพื่อไทยรับหน้าที่ ”พี่เลี้ยง” ดูแลมวลชนม็อบแดง ทั้งในเรื่องการประสานงานและขนมวลชนในพื้นที่มาให้มากที่สุด
ใช้ทั้งแผนรุก แผนรับ เพื่อปิดบัญชีรัฐบาลให้ได้ ซึ่งโดยทันทีที่มาถึงกรุงเทพฯ วันที่ 14 มีนาคม จะเป็นวันดีเดย์เผด็จศึกรัฐบาลตั้งแต่วันแรก ขีดเส้นไม่เกิน 3 วันได้เห็นผล
งัดยุทธศาสตร์และสารพัดยุทธวิธี ทั้งการดาวกระจาย เคลื่อนพลครั้งละหลักหมื่นไปปิดค่ายทหารในกรุงเทพฯ และอาจรวมถึงสนามบินสุวรรณภูมิ
ขณะที่บรรดา “ฮาร์ดคอร์” สายเหยี่ยวทั้งหลาย ที่เล็ง "บึ้มเป็นจุดๆ" ป่วนให้สถานการณ์เหมือน “ผึ้งแตกรัง”
ถ้ารัฐบาลคุมสถานการณ์จลาจลไม่อยู่ เมื่อนั้นรัฐบาลก็เป็นฝ่ายแพ้ !
โดยข้อหารือเบื้องต้นถึงมาตรการกดดันรัฐบาลในรูปแบบปิดเกมเร็วเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ได้มีการพูดคุยถึงการปิดเส้นทางจราจรสายหลักใน กทม.ทั้งหมด
โดยใช้รถปิกอัพและรถอีแต๋นที่เตรียมมาปิดถนนสายหลักขาออกสัญจรไปทั้ง 4 ภาค คือ เหนือ กลาง อีสาน ตะวันออก และใต้
ปิดค่ายทหารป้องกันไม่ให้ทหารเคลื่อนกำลังได้ ขณะเดียวกันก็หวังใช้กระแสมวลชนกดดันรัฐบาลให้ทำตามข้อเรียกร้องคนเสื้อแดงอีกด้วย
นอกจากนี้อาจมีมาตรการอารยะขัดขืนในการปิดกั้นไม่ให้เจ้าหน้าที่ราชการ รัฐวิสาหกิจเข้าทำงาน ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงอารยะขัดขืนอีกทางหนึ่ง
แผนดังกล่าวอาจมีการปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ เช่นเดียวกับการวางแผนเหมือนที่พันธมิตร เสื้อเหลืองเคยทำ
แน่นอนว่ามี “สนามบิน” รวมอยู่ในแผนการขั้นต้นด้วย
นอกจากนี้ “ทักษิณ” ยังได้กำชับกับแกนนำเสื้อแดงทุกสายว่า ต้องเอาความผิดพลาดในเหตุการณ์เมื่อเดือนเมษายน 2552 มาเป็นบทเรียน เพื่อหาแนวทางตอบโต้รัฐบาล
ไม่ว่าจะเป็นกรณีหากรัฐบาลใช้วิธีทางกฎหมาย หรือดึงกระแสสังคมมากดดัน ด้วยการยกข้อหาป่วนเมือง รวมถึงมาตรการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการนำรถยกมาสกัดหากมีการขนกลุ่มรถอีแต๋นเข้ากรุง
กลุ่มคนเสื้อแดงก็อาจใช้วิธีอารยะขัดขืน เดินเท้าถอยไปอยู่ในที่ตั้ง
หรือกรณีที่รัฐบาลใช้วิธีเดินดึงกระแสสังคมมาอยู่ข้าง โหมกระแสให้เห็นภาพเสื้อแดงป่วนทำคนกรุงเดือดร้อน
คนเสื้อแดงก็จะถอยร่นไปตั้งหลักอยู่เฉพาะจุดคือราชดำเนิน เวทีกลางที่เป็นศูนย์บัญชาการรบ ตรงเชิงสะพานผ่านฟ้า
พร้อมกับยึดเส้นทางถนนราชดำเนินทั้งสองเส้น รวมทั้งสนามหลวง-สะพานผ่านฟ้า-ลานพระบรมรูปทรงม้า อันเป็นพื้นที่ที่มี
หน่วยทะลวงฟันของคนเสื้อแดง หรือหน่วยรักษาความปลอดภัยของเสื้อแดง คอยเป็นกราะกำบังอยู่
ขณะที่หากคนเสื้อแดงเพลี่ยงพล้ำทั้งจากกรณีเหตุการณ์บานปลาย เกิดวินาศกรรมหรือเหตุรุนแรงจนทำให้ตำรวจงัดแผนล้อมปราบ ตามที่รัฐบาลจะงัดแผน "กรกฎ 52” มาใช้
ถึงจุดนี้ “ทักษิณ” ก็จะส่งสัญญานให้เปิดทางให้ "กลุ่มฮาร์ดคอร์" ของ “เสธ.แดง” พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล เข้าจู่โจมทันที
สอดคล้องกับที่ “เสธ.แดง” อ้างคำพูด “ทักษิณ” หลังบินไปหารือที่ดูไบ เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ที่ผ่านมา และสอดคล้องกับกองบัญชาการรบฝ่ายการเมืองสายตรง “ทักษิณ” ที่ยืนยันตรงกันว่า…
มีคำสั่ง “รบเต็มพิกัด”
ปรับเข้าสู่โหมดเผด็จศึกรัฐบาล จึงเข้าสู่จุดแตกหักด้วยปัจจัยของความรุนแรง!
แต่กระนั้น สิ่งหนึ่งที่ ”ทักษิณ” มองข้ามไม่ได้ คือ "จุดล่อแหลม" ที่อาจทำให้ “ฝ่ายแดง” มีโอกาสแพ้สูง
นั่นก็คือ หากสามารถระดมมวลชนมาได้เฉียดล้านอย่างที่คุยเอาไว้จริงๆ ก็ย่อมไม่มีทางคุมให้อยู่ในระเบียบสันติ อหิงสาได้แน่ โอกาสเกิดความรุนแรงแบบสงครามกลางเมืองย่อมเป็นไปได้ทุกเมื่อ
ยังไม่นับสิ่งที่ยังเป็นอุปสรรคคือ “ปัญหาแตกทัพกันเอง” ของเครือข่ายเสื้อแดง ที่ยังมีรอยปริแยกในระหว่างทำศึกใหญ่ หลังจาก ”ทักษิณ”ใช้หลักการบริหารแบบ "แบ่งแยกปกครอง" มาใช้กับทุกกลุ่ม ทั้งใต้ดิน บนดิน เพื่อระดมกำลังสู้ สู้เพื่อตัวเอง
เหตุก็เพราะ “การใช้บริการมั่ว” อย่างที่เป็นอยู่ ทำให้แกนนำเสื้อแดงอยู่ในสภาพหวาดระแวง และหวั่นกลัวว่าจะเกิดการรบกันเอง
เนื่องจากที่ผ่านมาแต่ละกลุ่มจะเคลื่อนไหวอิสระ แต่ขึ้นตรงกับ ”ทักษิณ" ทำให้แกนนำแต่ละกลุ่มจะไม่ทราบความเคลื่อนไหวในเชิงลึกของกลุ่มอื่น
มีเพียง “ทักษิณ” เท่านั้นที่รับรู้ข้อมูลของทุกกลุ่ม และสั่งการแต่ละกลุ่มโดยตรง
หากมองใน "ยุทธวิธี" การใช้แผนเล่นหลายหน้าของ "ทักษิณ" ด้านหนึ่งก็อาจเป็นการหาทางหนีทีไล่ให้แก่ “แดง นปช.” ภายใต้การนำ 3 เกลอ
หากเกิดเพลี่ยงพล้ำ ก็สามารถถอยมาอยู่ในที่ตั้ง และหลีกทางให้ "กลุ่มฮาร์ดคอร์" ลุยแทน โดยมี ”ทักษิณ” เป็นเงาทะมึนบัญชาการรบเอง
แต่ในอีกด้านก็เป็นการเสี่ยงอย่างมากที่ทุกกลุ่มจะพ่ายหมดรูป เนื่องมาจากความไม่เป็นเอกภาพและไร้ทิศทาง
ดังนั้น แม้ยุทธวิธี “สร้างความปั่นป่วน” จะเป็นไปเพื่อต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่การยุบสภา หรือ รัฐบาลแห่งชาติ หรือการปฏิวัติเพื่อความสมานฉันท์
เพื่อที่ ”ทักษิณ” ใช้ฉวยจังหวะพลิกวิกฤติเป็นโอกาส "หมอบเพื่อต่อรอง” ปูทางไปสู่การสะสางคดีความต่างๆ เพื่อปลดบ่วงกรรมให้พ้นตัว
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า “ทักษิณ” จะสามารถกุมชัยชนะเหนือความพ่ายแพ้ของเสื้อแดงและประเทศชาติได้
เพราะงานนี้ “ทักษิณ” กำลังสู้ในเกมที่ตัวเองรู้ดีว่า...ไม่มีโอกาสชนะ !
ณยา ใจกาวัง



