
ย้อนรอย สงกรานต์เลือด"เหยื่อบริสุทธิ์"ยังผวาม็อบแดง
จากเหตุการณ์การชุมนุมใหญ่ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่เคลื่อนมวลชนมาปิดล้อมเส้นทางสำคัญเมื่อเมษายนปีที่แล้ว จนสร้างความไม่พอใจให้ชาวบ้านในพื้นที่ต่างๆ และบานปลายไปสู่ความรุนแรงจนกระทั่งเสียเลือดเนื้อและชีวิต ยังคงเป็นฝันร
ชุมชนนางเลิ้ง : หลังผ่านพ้นเหตุการณ์ตึงเครียดปะทะคารมกับกลุ่มเสื้อแดงที่พยายามเผารถเมล์ใกล้แหล่งชุมชนบ้านเรือนมาตลอดทั้งวัน พอพลบค่ำ มีคนขี่รถจักรยานยนต์เป็นกลุ่ม 3-4 คน ใช้อาวุธปืนยิงกราดเข้ามายังประชาชนบริเวณแยกนางเลิ้ง มีผู้บาดเจ็บหลายรายและเสียชีวิต 2 ราย
หนึ่งในเหยื่อบริสุทธิ์ที่ต้องสูญเสีย “เอ๋” ม่ายสาววัย 41 ภรรยาของ “ป้อม ผลพันพัว” วัย 54 ยอมรับถึงชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปหลังจากขาดเสาหลักของครอบครัว เพราะต้องแบกรับภาระหน้าที่เลี้ยงดูลูกสาววัย 8 ขวบ และ 18 ปี โดยลำพัง แม้ว่าจะเริ่มยอมรับและทำใจได้แล้ว แต่ก็พยายามเลี่ยงที่จะพูดถึงหรือดูรูปสามี เพราะความทรงจำเก่าๆ จะย้อนมาให้ปวดร้าวอยู่เสมอ
เอ๋ เล่าว่า อยู่กินกับสามีมา 20 ปี สามีเป็นคนรักครอบครัวมาก ตอนสามีเสียชีวิตใหม่ๆ ต้องสวดมนต์ไหว้พระทำจิตใจให้สงบทุกคืน ส่วนลูกสาวคนเล็กจะติดพ่อ ให้พ่อพาเข้านอนทุกคืน ขนาดโตแล้วยังต้องให้พ่ออาบน้ำ หวีผมให้ทุกวัน
“ไม่รู้ว่าจะจบตรงไหน ไม่หยุดกันสักที เพราะคนคนเดียวแท้ๆ..” เอ๋พยายามกลั้นน้ำตาเมื่อต้องนึกถึงอดีต จนลูกสาวคนเล็กแซวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มว่า แม่ร้องไห้ทำไม ใครอนุญาตให้ร้องไห้
เอ๋เล่าต่อว่า ตอนนั้นทุกคนอยากช่วยกันปกป้องชุมชน จึงไปรวมตัวกัน แต่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรง ตอนนี้มันกลายเป็นความกลัว และไม่อยากเข้าไปยุ่งอีกแล้ว
“พวกเขาสามารถฆ่าคนได้โดยไม่มีเรื่องทะเลาะกันมาก่อนเลย ใช้อาวุธสงครามยิงหลังทะลุหน้า จะเป็นมือที่สามมาสร้างสถานการณ์หรืออะไรก็ตาม แต่มันแรงเกินไป ฉันไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก หากจะชุมนุมก็ชุมนุมให้เป็นที่เป็นทาง ไม่ใช่มาปิดตรงโน้นปิดตรงนี้” ม่ายสาวลูก 2 สะท้อนความเห็น
ชุมชนเพชรบุรีซอย 5 และซอย 7 : กลุ่มคนสวมเสื้อสีแดงเคยเผายางรถยนต์ สร้างความไม่พอใจให้ชาวชุมชนบริเวณดังกล่าวจึงมีการปะทะคารมกันเนืองๆ พอเวลาบ่าย 3 โมงเย็นชาวบ้านกำลังละหมาดกันอยู่ กลุ่มคนสวมเสื้อสีแดงใช้หินและปืนยิงโดนสุเหร่า พร้อมทั้งทำลายรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์
“อย่าให้พูดถึงเหตุการณ์วันนั้นเลย น้ำตาจะไหล หากเป็นไปได้ไม่อยากให้มันเกิด เกิดแล้วมันก็ไม่มีอะไรดี” เอกราช ขำมะโน วัย 40 ชาวบ้านซอยเพชรบุรี 7 เจ้าของรถยนต์ที่ถูกทุบกระจกรถจนแหลกละเอียด กล่าวแสดงความคิดเห็น
เอกราช มองว่า ภาคประชาชนต้องเลิกใช้ความรุนแรงกันอีก แค่การสูญเสียทรัพย์สินมันยังน้อย หากมีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก อาจจะต้องสูญเสียถึงร่างกายและชีวิต เนื่องจากชุมชนนี้เคยมีบาดแผล ตกเป็นเป้าหมาย เป็นจุดอ่อนไหวพร้อมกระทบกระทั่งได้ง่าย
“การชุมนุมทำได้แต่ยังขาดรูปแบบ ไม่สามารถควบคุมมวลชนได้ ทุกคนมาพร้อมอาวุธ น้ำมันบรรจุขวด ผมไม่อยากให้ประวัติศาสตร์มันซ้ำรอย ก็เตรียมย้ายรถไปจอดไว้ที่ทำงานแล้ว” เอกราช บอก
อัศวิน ขำมะโน ประธานสภาเขตราชเทวี พี่ชายเหยื่อเหตุการณ์เมษายนปีที่แล้ว เสริมว่า รอบนี้พวกเราไม่ยอมแล้ว มีรอยแค้นกันอยู่ แต่ไม่เข้าใจการชุมนุมครั้งนี้จะทำเพื่ออะไร เท่าที่ศาลอ่านคำพิพากษาครึ่งวันยังไม่เพียงพออีกเหรอ แต่หากจะมีการรวมพลังกันก็อย่ามาระรานชาวบ้าน ซึ่งพวกเราพร้อมปกป้องบ้านของตัวเอง ตอนนี้มีการจัดเวรยามเฝ้าระวังและการเตรียมถังดับเพลิงไว้ระงับเหตุแล้ว
แฟลตดินแดง : รุ่งเช้าวันที่ 13 เมษายน ชาวแฟลตดินแดง 3 ตื่นมาพบความหวาดผวา เมื่อมีรถแก๊สคันใหญ่มาจอดอยู่หน้าแฟลต แม้เข้าใจว่าเป็นการนำมาข่มขวัญทหาร แต่พฤติกรรมของคนสวมเสื้อสีแดงที่มีอาการมึนเมาพยายามจะเข้าไปเปิดปิดวาล์วแก๊สอยู่หลายครั้ง ทำให้พวกเขาต้องรวมพลังลุกฮือขึ้นมา แม้ว่าก่อนหน้านั้นจะเทใจให้กลุ่มเสื้อแดงก็ตาม
“อยากให้เอารถแก๊สไปวางหน้าบ้านคุณบ้างจะยอมไหม เราไม่ได้เกลียด แต่เราไม่ชอบการกระทำแบบนี้ ชุมนุมปกติรับได้ แต่ชุมนุมแบบนี้รับไม่ไหว ตอนนั้นรู้สึกไม่ดีเลย มีกลิ่นเหล้าหึ่งเลย ถ้าเป็นชุมนุมปกติไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนผมก็เฮด้วย ไม่ปกติแบบนี้ก็ต้องขอบาย” อนุสรณ์ เปรมปรี อายุ 30 ปี สะท้อนการชุมนุมกลุ่มเสื้อแดงเมื่อปีที่แล้ว
ประเสริฐ สาพรึง อายุ 29 ปี เสริมว่า การชุมนุมที่จะเกิดขึ้นนี้จะสงบหรือไม่สงบไม่รู้ แต่สิ่งที่เห็นคือรัฐบาลไม่พัฒนาอะไรเลย กู้เงินมาให้พวกเราใช้หนี้แต่พวกเขาก็เอาเงินนี้ไปโกงกินกัน การชุมนุมครั้งนี้ ถ้าจะสร้างความหวาดกลัว ก็ทำให้ตรงตัว ไม่ใช่มาทำกับชาวบ้านที่ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย
โรงพยาบาลราชวิถี : วันที่ 9 เมษายน กลุ่มคนเสื้อแดงนำรถหกล้อและมวลชนมาทวงถามหาศพคนเสื้อแดงบริเวณหน้าโรงพยาบาลราชวิถี จนสร้างความหวาดกลัวและหวั่นวิตกให้แก่แพทย์ พยาบาลและผู้ป่วย
ไพฑูรย์ ไข่ระวิ อายุ 25 ปี เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยโรงพยาบาลราชวิถี อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น เล่าว่า มีกลุมคนเสื้อแดงเข้ามาที่โรงพยาบาลประมาณ 20-30 คน มาถามหาศพคนเสื้อแดง แต่ก็ยังเปิดทางให้รถเข้าออกได้ ใช้เวลาอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมง พอทราบว่าไม่มีศพอยู่จริงๆ ก็ถอนกำลังกลับไป
“วันนั้นเขาอาจทำด้วยอารมณ์ที่ถูกปลุกเร้ามา ก็เข้าใจว่าถ้าเป็นพ่อแม่ญาติพี่น้องเราก็คงต้องทำแบบนี้ แต่หากจะมาอีกก็อยากให้คิดให้ดีว่า คนป่วยกว่าเขาจะเดินทางมาจากต่างจังหวัด พอมามีเหตุการณ์แบบนี้ก็จะกลัว รู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่อยากให้มีการชุมนุมปิดกั้นพื้นที่สาธารณะอย่างโรงพยาบาล เพราะมันไม่สมควร ไม่เหมาะสม” ไพฑูรย์ สะท้อน



