ข่าว

"สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์ฯ" สยายปีกเตรียมเดินสายให้บริการต่างประเทศ

"สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์ฯ" สยายปีกเตรียมเดินสายให้บริการต่างประเทศ
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

"สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ" (สทน.) สยายปีกเตรียมเดินสายให้บริการต่างประเทศปี 64 กวาดรายได้ 105 ล้านบาท สร้างมูลค่าได้ 16,000 ล้านบาท

รศ.ดร.ธวัชชัย  อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)หรือ สทน. เปิดเผยว่า เนื่องจาก สทน. เป็นองค์กรหลักของประเทศการวิจัยและพัฒนา "เทคโนโลยีนิวเคลียร์" ของประเทศ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในด้านต่าง ๆ  นอกเหนือจากการเผยแพร่องค์ความรู้ดังกล่าวแล้ว

"สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์ฯ" สยายปีกเตรียมเดินสายให้บริการต่างประเทศ

                                                       รศ.ดร.ธวัชชัย  อ่อนจันทร์

สทน.มีภารกิจสำคัญในการให้บริการ "เทคโนโลยีนิวเคลียร์" แก่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน มีหน่วยงานที่ให้บริการ 5 ศูนย์ คือ ศูนย์บริการเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ศูนย์ไอโซโทปรังสี ศูนย์ฉายรังสี ศูนย์จัดการกากกัมมัตรังสี  ศูนย์วิศวกรรมนิวเคลียร์ ในแต่ละปีสามารถสร้างรายได้ให้ สทน. ได้ไม่น้อยกว่าปีละ105 ล้านบาท แต่มูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการให้บริการของ สทน. กลับได้มากถึง 16,000 ล้านบาท นอกเหนือจากการให้บริการในประเทศแล้ว สทน. มีแนวคิดที่จะขยายขอบเขตการให้บริการประเทศในกลุ่มอาเซียนอีกด้วย

"สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์ฯ" สยายปีกเตรียมเดินสายให้บริการต่างประเทศ

 

ดร.ธนรรจน์  แสงจันทร์ ผู้จัดการศูนย์บริการเทคโนโลยีนิวเคลียร์  เปิดเผยว่า แต่ละปีศูนย์ทำรายได้จากการให้บริการด้าน"เทคโนโลยีนิวเคลียร์"ประมาณปีละ 40-50 ล้านบาท ซึ่งมาจากการให้บริการใน 3 ด้าน

"สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์ฯ" สยายปีกเตรียมเดินสายให้บริการต่างประเทศ

 

คือ 1) การตรวจวิเคราะห์โดยเทคนิคเชิงนิวเคลียร์ เช่น การตรวจสารปนเปื้อนในอาหาร ตรวจวัดรังสีที่ปนเปื้อนในอาหารนำเข้า-ส่งออก การวิเคราะห์ธาตุจากวัตถุตัวอย่าง  

"สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์ฯ" สยายปีกเตรียมเดินสายให้บริการต่างประเทศ

 

2) การตรวจวัดและประเมินรังสี ในบุคลากรที่ทำงานเกี่ยวกับรังสี หรือใช้เครื่องมือที่มีรังสี  การสอบเทียบเครื่องวัดรังสี ตรวจสอบความปลอดภัยเครื่องกำเนิดรังสี

 

3)บริการเทคนิคอุตสาหกรรม เป็นการนำเครื่องมือที่ใช้เทคนิคทางด้านรังสีหรือนิวเคลียร์ไปให้บริการตรวจวิเคราะห์ภายในโครงสร้างทางอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น การตรวจสอบความผิดปกติของท่อส่งแก๊ส การตรวจสอบความผิดปกติของโครงสร้างภายในหอกลั่นปิโตรเลียมในระหว่างการผลิต ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญประกอบการตัดสินใจของผู้ประกอบการสำหรับการเตรียมตัวซ่อมบำรุงตามวงรอบเวลาที่กำหนดไว้ ในอดีตการตรวจสอบด้านนี้ต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ  

ปัจจุบัน สทน. เป็นผู้ให้บริการเพียงรายเดียว จึงช่วยลดการพึ่งพาจากต่างประเทศได้ ในภาวะปกติศูนย์บริการเทคโนโลยีนิวเคลียร์จะมีรายได้จากการบริการในส่วนนี้ประมาณปีละ 10 ล้านบาท แต่เมื่อเกิดปัญหาโควิด-19 โรงกลั่นปิโตรเลียมลดการตรวจสอบลงอีกทั้งไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าในโรงกลั่น รายได้จากการบริการตรวจสอบจึงลดลงเหลือประมาณ 5-6 ล้านบาท

 

 สทน. จึงพยายามขยายการให้บริการไปตรวจสอบโรงกลั่นประเทศในกลุ่มอาเซียน เช่น อินโดนีเซียเพราะมีแท่นขุดเจาะน้ำมันและโรงกลั่นอยู่หลายแห่ง  จากการที่ได้พูดคุยในเบื้องต้น อินโดนีเซียให้ความสนใจค่อนข้างมากเพราะต้องใช้บริการจากต่างประเทศอยู่แล้ว  อีกทั้งผู้ให้บริการด้านนี้มีน้อย อินโดนีเซียจึงให้ความสนใจ สทน. ค่อนข้างมาก ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการเจรจา  สำหรับประเทศที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งคือ ฟิลิปปินส์ 

logoline

ข่าวที่น่าสนใจ

logo-pwa

เพิ่ม คมชัดลึก ออนไลน์

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด