
คดีประวัติศาสตร์วุฒิสภาลงมติถอด"สมชาย"
ในวันอังคารที่ 9 มีนาคมนี้ ที่ประชุมวุฒิสภาจะลงมติถอดถอนหรือไม่ถอดถอน "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" อดีตนายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 273 กรณีการสลายการชุมนุมหน้ารัฐสภาและบริเวณโดยรอบเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551
โดยกระบวนการถอดถอนจะเป็นการออกเสียงลงคะแนนโดยวิธีลับ และให้ถือเอาคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 หรือจำนวน 90 เสียงขึ้นไปของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา
ถือเป็นครั้งแรกที่มีการใช้รัฐธรรมนูญถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง!
มีข้อสงสัยตามมาว่า ในเมื่อ "สมชาย" พ้นจากตำแหน่ง "นายกรัฐมนตรี" ไปแล้ว กระบวนการดังกล่าวจะมีผลอย่างไรต่อ "สมชาย"
คำตอบก็คือ ผลการลงมติหากมีการถอดถอน "สมชาย" ก็จะชี้ว่า กรณีการสลายการชุมนุมหน้ารัฐสภาและบริเวณโดยรอบเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 เป็นการกระทำที่มิชอบ และต้องถูกตัดสิทธิในการดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี
แต่ในทางกลับกัน หากวุฒิสภาลงมติ "ไม่ถอดถอน" ก็จะทำให้ "สมชาย" มีโอกาสเล่นการเมืองต่อหลังจากพ้นติดโทษคดีบ้าน 111
อย่างไรก็ตาม การถอดถอนหรือไม่ครั้งนี้ไม่ใช่การพิสูจน์จนสิ้นสงสัย เพราะไม่ใช่คดีอาญา แต่เป็นการถอดถอนตำแหน่งทางการเมืองเท่านั้น
เพียงแค่ส่อว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย วุฒิสภามีอำนาจถอดถอนผู้นั้นออกจากตำแหน่งได้
เหตุการณ์สลายการชุมนุมหน้ารัฐสภาเริ่มจากช่วงค่ำวันที่ 6 ตุลาคม 2551 นั้น "นายกฯ สมชาย" ขณะนั้นได้มอบให้ "พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ" รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับผิดชอบแก้ไขสถานการณ์ และมีมติของคณะรัฐมนตรีระบุว่าต้องเปิดประชุมให้ได้ในวันที่ 7 ตุลาคม จึงต้องมีการเคลียร์พื้นที่หน้ารัฐสภา
ต่อมา "บิ๊กจิ๋ว" ได้นำมติคณะรัฐมนตรีมาแจ้งต่อที่ประชุมข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่ให้เปิดเส้นทางให้สมาชิกรัฐสภาเข้าไปประชุมให้ได้ในเวลา 05.00 น. เวลาประมาณ 06.15 น. มีใช้แก๊สน้ำตายิงและขว้างเข้าไปยังหน้ารัฐสภา ทำให้มีผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บ และบาดเจ็บสาหัสจำนวนมาก
ทำให้ "บิ๊กจิ๋ว" ตัดสินใจประกาศลาออกจาก "รองนายกรัฐมนตรี" ในเวลา 09.30 น. แต่ยังไม่มีคำสั่งห้ามเจ้าหน้าที่หยุดปฏิบัติการยิงแก๊สน้ำตาที่บริเวณหน้าอาคารรัฐสภาตั้งแต่ช่วงเช้าไปถึงช่วงค่ำของวันที่ 7 ตุลาคม จนทำให้มีผู้ชุมนุมบาดเจ็บ 47 คน และเสียชีวิต 2 คน จากเหตุการณ์ดังกล่าว
จนกระทั่งวันที่ 13 พฤศจิกายน "จิราพร ลิ้มปานานนท์" อดีตอาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมอาจารย์ 5 มหาวิทยาลัย 16 คน นำรายชื่อประชาชน 24,489 ชื่อ เสนอต่อ "ประสพสุข บุญเดช" ประธานวุฒิสภา เพื่อขอถอดถอน "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" จากตำแหน่ง "นายกรัฐมนตรี"
ขณะที่ "ป.ป.ช." ก็ตรวจสอบเรื่องนี้ด้วย จากการร้องเรียนจากหลายฝ่าย หลังการตรวจสอบจึงมีมติชี้มูลความผิดทางอาญากับนายสมชาย ฐานกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และส่งเรื่องไปยัง "ประธานวุฒิสภา" เพื่อให้พิจารณาถอดถอน และส่งเรื่องไปยัง "อัยการสูงสุด" เพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป
และในที่สุดก็มีการนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภา
อย่างไรก็ตาม การประชุมของวุฒิสภา เพื่อลงมติถอดถอนหรือไม่ถอดถอน "สมชาย" ในวันที่ 9 มีนาคมนี้ สังคมเริ่มจับจ้องการทำหน้าที่ของ "วุฒิสภา" เนื่องจากกว่าจะมาถึงขั้นตอนให้ดำเนินกระบวนการถอดถอน "สมชาย" ที่ประชุมวุฒิสภามีมติค่อนข้างเฉียดฉิว คือ 41 ต่อ 37 งดออกเสียง 19 เสียง
กว่าที่ประชุมจะลงมติในเรื่องนี้ได้ต้องใช้เวลาอภิปรายอย่างกว้างขวางนานเกือบ 3 ชั่วโมง!
มีหลายฝ่ายเริ่มไม่มั่นใจการทำหน้าที่ของ "วุฒิสภา" เนื่องจากพฤติกรรมของ "ส.ว." ในอดีตที่ผ่านมาถูกกล่าวหาว่าเป็น "สภาทาส" หรือ "สภาผัวเมีย"
ยิ่งอยู่นานอาจถูกโน้มน้าวจูงใจทำให้พฤติกรรมเปลี่ยน!
ทั้งที่เรื่องนี้ถือเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ที่มีการเข้าชื่อถึง 24,489 ชื่อเพื่อถอดถอน โดยเฉพาะ "นายกรัฐมนตรี"
และเป็นครั้งแรกที่ "วุฒิสภา" จะได้ทำหน้าที่ "ถอดถอน-ไม่ถอดถอน" จะมีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่ามี "ส.ว." คนไหนลงมติอย่างไร
และการลงมติถอดถอนหรือไม่ถอดถอน "สมชาย" ในครั้งนี้ จะเป็น "บรรทัดฐาน" ของการดำเนินกระบวนการถอดถอนของ "วุฒิสภา" ในครั้งต่อไป



