ข่าว

สุเทพไม่มั่นใจจับเคทองสถานการณ์ดีขึ้น

สุเทพไม่มั่นใจจับเคทองสถานการณ์ดีขึ้น

07 มี.ค. 2553

“สุเทพ” ไม่มั่นใจรวบเคทองทำให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่ยังจับตาแผนวินาศกรรมชุมนุมใหญ่เสื้อแดง ระบุหากรุนแรง พร้อมใช้กม. ป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน

 เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 7 มี.ค.นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง กล่าวถึงกรณีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงโดยจะใช้ยุทธศาสตร์ดาวกระจายว่า ตนยังติดตามประเมินสถานการณ์ดังกล่าวอยู่เรื่อยๆ โดยจะดูทุกอย่างตามความจำเป็นและเหมาะสม ถ้าสามารถใช้กฎหมายปกติได้ก็ใช้ แต่ถ้าเห็นว่าเหตุการณ์เกินกว่าใช้กฎหมายธรรมดาได้ก็จะตัดสินใจ ทั้งนี้ จะมีการประชุมหารือกันในวันที่ 8 มี.ค. เพื่อประเมินสถานการณ์ และจะสรุปรายงานให้นายกฯ รับทราบตามปกติ

 เมื่อถามว่า มีอะไรเป็นข้อห่วงใหม่หรือไม่ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา นายสุเทพ กล่าวว่า ตนกังวลใจอยู่บ้าง หากกลุ่มคนเสื้อแดงมาชุมนุมโดยสงบ เป็นเรื่องการแสดงออกในทางประชาธิปไตยอย่างเดียว ตนก็จะพยายามอำนวยความสะดวกให้ ในการหาที่จอดรถหรือดูแลอะไรต่างๆ แต่หากทำในลักษณะอื่นและตนเห็นว่าเป็นอันตรายต่อบ้านเมืองหรือประชาชนในวงกว้าง ก็ต้องคิดหาทางป้องกันด้วยวิธีการอื่น

 เมื่อถามว่า หากมีการดาวกระจายไปชุมนุมในที่ต่างๆ จะยากต่อการติดตามหรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม้ได้มีการสรุปว่าจะมีอะไรกันบ้างกี่อย่าง หากเพียงแต่มาชุมนุมที่สนามหลวงและไม่ปิดกั้นการจราจร ก็ไม่น่าเป็นปัญหาอะไร แต่ถ้าทำหลายๆ เรื่องและเป็นอันตรายต่อบ้านเมือง เช่น พวกหนึ่งชุมนุมและมีอีกพวกหนึ่งไปปาระเบิด ก็ต้องคิดอีกแบบหนึ่ง ซึ่งขณะนี้ยังสรุปไม่ได้ กำลังประเมินอยู่

 ต่อข้อถามว่า กรณีนายพรวัฒน์ ทองสมบูรณ์ (เคทอง) ได้มีการรับรายงานอะไรบ้าง ต่อการจับกุมหรือการดำเนินคดี นายสุเทพ กล่าวว่า ในรายละเอียดของคดีดังกล่าวตนยังไม่ได้ลงไปเกี่ยวข้อง แต่เมื่อวันที่ 6 มี.ค. ที่ผ่านมาที่ได้มีการจับกุมกลุ่มนี้ทั้งกลุ่มได้ ก็มีการรายงานให้ทราบ และก็กำลังสอบสวนอยู่ ซึ่งการจับกุมดังกล่าวเป็นไปตามหมายจับที่ศาลได้อนุมัติ เพราะเป็นผู้ที่ได้กระทำความผิดปรากฏ และศาลเห็นว่ามีเหตุผลที่ต้องจับกุมมาดำเนินคดี เมื่อไปจับกุมก็มีทั้งหมด 7 คน มีอาวุธ แม้ว่าอาวุธไม่ใช่อาวุธเถื่อนแต่ว่าคนเหล่านี้ไม่มีสิทธิ์พกพาอาวุธดังกล่าวเข้าไปในที่สาธารณะ นอกจากนั้นเป็นกลุ่มที่สงสัยว่าจะรวมกลุ่มเพื่อทำการอื่น ซึ่งขอยืนยันว่าเป็นการจับกุมไม่ได้เป็นการมอบตัว

 เมื่อถามว่า กรณีที่เคทองระบุว่ามีการตัดต่อเทปเพื่อจับกุมนั้น นายสุเทพ กล่าวว่า ตนคงไม่ไปโต้แย้ง เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานสอบสวนที่ดำเนินคดีอยู่ เพราะการดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหา ต้องมีหลักฐานและพยาน และอย่ากังวลใจ เพราะเราจะดูอย่างรอบคอบ เมื่อถามว่า แต่กรณีของพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก จะต้องประสานไปทางกองทัพหรือไม่ต่อกรณีอาวุธปืนและเรื่องทะเบียนปลอม นายสุเทพ กล่าวว่า ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการให้ครบถ้วนก่อน ซึ่งตามกฎหมายคือเจ้าหน้าที่ตำรวจมีสิทธิ์ควบคุมตัวได้ 48 ช.ม. แต่หากสอบสวนยังไม่เสร็จก็ต้องไปขออำนาจศาล เพื่อควบคุมตัวสอบสวนต่อไป เพราะฉะนั้น ตนคิดว่าในวันที่ 8 มี.ค.นี้ ก็จะไปขออำนาจศาลได้

 เมื่อถามว่า ทั้ง 7 คน ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อที่จับกุมเป็นกลุ่มที่ทางการจับตามองหรือไม่ นานสุเทพ กล่าวว่า เป็นบางคน ซึ่งเราเห็นว่าคนเหล่านี้มีพฤติกรรมที่เป็นอันตราย มีการสะสมอาวุธ ออกมาพูดจาคุกคามต่อประชาชน เมื่อถามว่า เมื่อจับกุมได้จะทำให้สถานการณ์ระหว่างการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 14 ก.พ. เบาลงได้หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ยังไม่มั่นใจ เพราะคำสั่งที่ใช้มีมาหลายทาง และนี่อาจจะเป็นเพียงกลุ่มหนึ่ง ก็ต้องจับตาดูต่อไป

 เมื่อถามว่า ส่วนกรณีคลังแสงที่กองพันทหารช่าง 401 กองทัพภาคที่ 4 ที่ถูกขโมยอาวุธ ทางฝ่ายความมั่นคงได้มีการรายงานแล้วหรือยัง นายสุเทพ กล่าวว่า ยังไม่มีการรายงานให้ทราบในรายละเอียด และเราก็พยายามติดตามดูว่ามีกลุ่มไหนที่เขาสะสมอาวุธ ที่อาจจะเป็นอันตรายต่อประชาชนและบ้านเมือง เราก็ต้องติดตาม ซึ่งเมื่อเห็นว่ามีความชัดเจนก็ต้องดำเนินการจับกุม ทั้งหมดก็เพื่อที่จะป้องกันเหตุร้าย ถ้าเราสามารถจับกุมอาวุธร้ายแรงที่เขาสะสมกันไว้ตามที่ต่างๆได้ก่อน   มันก็ทำให้เรารู้สึกมีความปลอดภัยมากขึ้น

 เมื่อถามว่า เหตุการณ์ทั้งหมดพยายามโยงเข้าสู่การเมืองหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เชื่อมโยงอย่างไรก็ต้องสอบสวนต่อ แต่ว่าเราไม่ต้องการให้มีคนไปครอบครองอาวุธตามจุดต่างๆ ซึ่งอยู่ในแผนงานฝ่ายความมั่นคง และตำรวจทุกพื้นที่ได้รับคำสั่งตรวจค้นอาวุธ ติดตามและจับกุมในช่วงนี้ เพราะฉะนั้น อย่างที่ได้เรียนไป บางทีหากพี่น้องประชาชนที่ผ่านไปไหนมาไหนก็ต้องขออภัยในช่วงนี้ที่มีการตรวจค้นอาวุธ เพราะไม่ต้องการให้มีการเคลื่อนย้ายอาวุธ แม้จะเป็นในต่างจังหวัดก็ตาม เพราะว่าสถานการณ์อย่างนี้ปล่อยให้คนถืออาวุธก็อันตราย

 เมื่อถามว่า คณะกรรมการติดตามสถานการณ์ความมั่นคง (คตม.) ระบุว่าการชุมนุมใหญ่อาจจะมีการก่อเหตุวินาศกรรม และฝ่ายความมั่นจะดูแลเรื่องดังกล่าวอย่างไร นายสุเทพ กล่าวว่า ก็มีการติดตามข่าวดังกล่าวอยู่เพื่อชั่งน้ำหนักว่า คนที่มาขว้างระเบิดในคืนวันที่ 27 ก.พ. ที่ผ่านมา เราก็พยายามติดตามจับกุมตัวอยู่ ซึ่งตนคิดว่าอีก 2-3 วัน น่าจะได้เรียนให้ทุกคนทราบได้ เมื่อถามว่า จะมีการทบทวนกำหนดการเดินทางนายกฯใหม่หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มี แต่ถ้าเหตุการณ์เปลี่ยนไปในทางที่น่าเป็นห่วง นายกฯก็จะต้องตัดสินใจ สำหรับตนจะสรุปเหตุการณ์ชั่วโมงต่อชั่วโมง และวันต่อวัน ซึ่งจะติดตามตลอด โดยวันที่ 8 มี.ค. จะสรุปเหตุการณ์ภาพรวมทั้งหมดให้นายกฯ

 เมื่อถามว่า ระหว่างนายกฯเดินทางไปประเทศออสเตรเลียและเกิดเหตุสำคัญนายกฯ สามารถเดินทางกลับทันทีได้หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า กลับได้ทันทีเลย เดิมทีตนคิดว่าจากการที่ปรึกษากับนายกฯ เรามีภารกิจราชการปกติ เราก็ต้องปฏิบัติไปตามที่กำหนดไว้ ส่วนกรณีการชุมนุมเมื่อไหร่ก็ไม่สามารถคาดการณ์ได้ หากเกิดมาซ้อนมากัน ตนก็เตรียมการไว้ว่า ไม่ว่านายกฯจะไปปฏิบัติภารกิจที่ไหน ถ้าเกิดมีเหตุการณ์อะไร เราก็สามารถดูแลให้นายกฯกลับมาๆได้ทันที ส่วนการร่นระยะเวลากลับมาประชุมครม.ให้ทันวันที่ 16 มี.ค. นั้น นายสุเทพ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่การพูดคุยไปไกลขนาดนั้น จะดูตามสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม แม้นายกฯจะเดินทางไปติดต่อราชการ แต่ตนก็สามารถติดต่อนายกฯได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว กับผู้นำเหล่าทัพ ตนก็ทำงานด้วยกันอย่างใกล้ชิด

 เมื่อถามว่า สามารถจับกุมคนขับมอเตอร์ไซด์ที่พาคนไปปาระเบิดที่ธนาคารกรุงเทพ สาขาสีลม นายสุเทพ กล่าวว่า ทราบแล้ว และกำลังดำเนินการ เมื่อถามว่า จะมีการติดตามดูพฤติกรรมและความเคลื่อนไหวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อย่างไรบ้าง นายสุเทพ กล่าวว่า ท่านอยู่ไกล และเกินอำนาจหน้าที่ของเราที่จะสามารถติดตามได้ แต่กับบรรดาลูกน้องที่เคลื่อนไหว ทางรัฐบาลก็จะจับตามอง ส่วนจุดไหนจะตกเป็นพื้นที่เคลื่อนไหว ทางหน่วยข่าวก็มีการประเมินรวมๆ เหมือนที่เคยบอกไปว่าเราประเมินจากคำพูดและการข่าวว่าจะมีการทำอะไรที่ไหนบ้าง เพราะการดำเนินการเคลื่อนไหวต่างๆมีการสอดประสานกันหลายแนวทาง อาทิ ส่วนหนึ่งชุมนุมตามปกติ และอีกกลุ่มไปทำอย่างอื่น ที่ขณะนี้รัฐบาลตรวจสอบอยู่ เมื่อถามว่า อะไรที่อีกกลุ่มจะไปทำ นายสุเทพ กล่าวว่า อย่างที่เราเห็นกันเมื่อวันที่ 27 ก.พ. ที่ผ่านมา เพราะตนรู้สึกว่ามีการเชื่อมโยงกันที่เห็นได้ชัด และรู้สึกว่าเป็นอันตราย

 “ หมายความว่า มีพวกที่มาชุมนุมปกติ แต่มีอีกพวกหนึ่งไปก่อวินาศกรรม ซึ่งตรงนี้เราต้องเฝ้าระวังและติดตาม ” นายสุเทพ กล่าว

 เมื่อถามว่า มีนักวิชาการออกมาติงรัฐบาลเรื่องการออกมาโหมข่าวเรื่องการชุมนุมว่าจะมีความรุนแรง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อประชาชน นายสุเทพ กล่าวว่า ตนคงไม่คิดแบบเขา ตนคิดว่าหน้าที่ของรัฐบาลคือให้ประชาชนทุกคนรู้ข้อเท็จจริงว่าจะเกิดอะไรขึ้น การปิดบังประชาชนไม่เป็นประโยชน์ และประชาชนรู้ข้อเท็จจริง ก็จะช่วยเป็นหูเป็นตา ลำพังเจ้าหน้าที่รัฐไม่พอที่จะดูแลได้ทุกตารางนิ้ว และในวันที่ 8 มี.ค.นี้ ตนจะเรียกเจ้าหน้าที่กทม.ทุกเขต ทุกระดับ ตั้งแต่ผู้ว่าฯกทม. เพื่อพิจารณาการใช้กฎหมายป้องกันภัยฝ่าย พลเรือน เพราะถ้าเห็นว่าการชุมนุมครั้งนี้เป็นอันตรายหรือทำให้เกิดปัญหาต่อคนกทม. ก็สามารถนำกฎหมายนี้มาใช้ได้ เพื่อมาดูแลความปลอดภัยในกทม. โดยมีผู้ว่าฯกทม.เป็นผู้ควบคุมดูแลพื้นที่ ส่วนกลุ่มผู้ชุมนุมจะพุ่งเป้าไปก่อเหตุต่อระสาธารณูปโภคของประชาชนหรือไม่ ตนก็กำลังติดตามเรื่องดังกล่าวอยู่

 เมื่อถามว่า กรณีเสธ.แดงออกมาตำหนิเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองติดตามพฤติกรรมไม่แสดงตัว และทำให้เข้าใจผิดว่า นายสุเทพ กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่ามีการส่งคนไปติดตามจริงหรือไม่ เพราะๆไม่ทราบวิธีการทำงานของเจ้าหน้าที่ แต่การตัดสินใจติดตามใคร ก็ต้องมีพฤติกรรมแวดล้อมมีข้อน่าสงสัย เช่น กรณีนายเคทองแต่คงไม่มีบัญชีรายชื่อคนเป็นร้อย ตนมองว่าคนพวกนี้ชอบมาพูดดักคอเจ้าหน้าที่ไว้ก่อนว่าอย่ามาตาม แต่เจ้าหน้าที่ก็ทำตามหน้าที่ไม่ข่มเหงรังแกใคร คนดีๆคงไม่มีใครไปติดตาม และที่สำคัญเราเองไม่มีเจ้าหน้าที่มากมายไปติดตาม แต่เราจะตามคนที่มีพฤติกรรมที่มีปัญหาและถูกส่อไว้ก่อนแล้วเช่นนายเคทอง

"นปช.ท้ารัฐยุบสภาหากกลัวรถอีเเต๋นบุกกทม.

 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เเกนนำนปช.กล่าวถึงกรณีที่นายสุเทพ ประกาศจะใช้กฎหมายจราจรจัดการรถอีแต๋นกันไม่ให้ออกจากพื้นที่มาร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 14 มี.ค. ว่า ขอยืนยันว่าประชาชนจำนวนมากที่จะเข้ามาส่วนใหญเป็นเกษตรกร ซึ่งจะต้องเดินทางโดยรถอีแต๋นแน่นอน การเคลื่อนขบวนจะยึดหลักสงบ ป้องกันผลกระทบต่อการจราจรมากที่สุด กทม.เป็นเมืองหลวงของคนทุกคน ไม่ใช่เฉพาะชนชั้นสูง เมื่อคนยากจนอยากจะนำพาหนะคู่ชีพมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ถึงสกัดอย่างไรก็จะมา

 ขอยืนยันว่าจะไม่มีการปิดถนน ถ้ารัฐเป็นห่วงมากก็ให้ยุบสภาก่อนวันที่ 12 มี.ค. พวกตนจะได้ไม่เข้ามาชุมนุมที่กทม. ส่วนกรณีที่นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นำเอกสารที่อ้างว่าเป็นของหน่วยงานความมั่นคงระบุว่าเป็นแผนลับนปช.เผด็จศึกรัฐบาลนั้น ขอบอกว่าเป็นการสรุปข่าว ไม่ใช่ความความลับอะไรเลย เป็นการนำข้อมูลจากหนังสือพิมพ์มาปะติดปะต่อ บางอย่างก็ประเมินเอง ซึ่งผิดหลายอย่าง ถ้าเป็นการข่าวของจริงต้องมีลักษณะเหมือนที่ตนออกมาเปิดเผยเรื่องคลังแสงที่จ.พัทลุง และก็เป็นเรื่องจริง ซึ่งต้องถามว่ารัฐบาลปิดข่าวทำไม อาวุธระเบิดเอ็ม 67 ที่หายไปก็เป็นชนิดเดียวกับที่คนร้ายใช้ขว้างธนาคารกรุงเทพ โดยที่แม่ทัพนายกองไม่มีคำอธิบายกรณีนี้เลย จึงตั้งข้อสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นการนำมาสร้างสถานการณ์ ทำลายคนเสื้อแดงหรือไม่ รัฐบาลต้องอธิบายให้ชัดเจน

"พท."จี้ "นายกฯ"ตั้งกก.สอบอาวุธสงครามถูกฉก

  นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีการขโมยอาวุธสงครามในคลังแสง ของกองพันทหารช่างที่ 401 จ.พัทลุง ว่า อาวุธสงครามที่หายมีทั้งลูกระเบิดสังหาร M 67 เครื่องกระสุนปืนแบบ SK และแบบ M16 สอดคล้องกับที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ  ออกมาให้ข่าวว่าจะมีการก่อวินาศกรรมอย่างไม่น่าเชื่อ เหมือนเป็นการจัดฉากทำขึ้นเอง ซึ่งเป็นการสร้างความหวาดกลัวให้เกิดขึ้นกับประชาชน ผู้มาชุมนุม  ขอเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ตั้งกรรมการตรวจสอบอาวุธที่ถูกขโมยไปจากคลังแสงของกองทัพที่จ.พัทลุงโดยด่วน ว่าหายไปจริงหรือไม่ และอาวุธที่หายไปจะนำมาสร้างสถานการณ์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล หรือไม่