
ก่อการร้ายเอเชียอาคเนย์:จับตาวินาศกรรมช่องแคบมะละกา
ข่าวคราวความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อการร้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ดูเหมือนจะซาลงไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่เหตุระเบิดโรงแรมหรูในกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย 2 แห่งเมื่อกลางปีที่แล้ว ก็ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า การข่าวกรองเรื่องความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู
ล่าสุด สิงคโปร์ ประเทศศูนย์กลางการค้าการลงทุนสำคัญในภูมิภาคก็ออกมาเตือนอีกว่า ผู้ก่อการร้ายในเอเชียอาคเนย์ยังคงเป็นภัยคุกคามสำคัญในภูมิภาคอยู่ แถมยังวางแผนจะโจมตีครั้งใหม่ด้วย
เป้าหมายสำคัญคือ เรือเดินสมุทรในช่องแคบมะละกา หนึ่งในเส้นทางการเดินเรือคับคั่งที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
สมาคมการเดินเรือสิงคโปร์เตือนว่าได้รับคำแนะนำจากศูนย์รวบรวมข้อมูลของกองทัพเรือสิงคโปร์ที่ระบุว่า ผู้ก่อการร้ายกลุ่มหนึ่งกำลังวางแผนจะโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันที่สัญจรผ่านช่องแคบมะละกา ขณะที่เรือเดินสมุทรขนาดใหญ่อื่นๆ ที่บรรทุกสินค้าอันตราย ก็เสี่ยงเป็นเป้าโจมตีด้วยเช่นกัน
ส่วนสาเหตุที่ทำให้กลุ่มนี้พยายามคิดการใหญ่ ก็เพื่อประกาศศักดาว่ายังเป็นกลุ่มที่เคลื่อนไหวอยู่ในภูมิภาค
"ความตั้งใจของผู้ก่อการร้ายอาจทำเพื่อประชาสัมพันธ์ตัวเองในวงกว้าง และเพื่อแสดงให้เห็นว่ายังเป็นกลุ่มที่ปฏิบัติการได้อยู่" กองทัพเรือสิงคโปร์ระบุ
กองทัพเรือยังเตือนผู้ประกอบการเดินเรือด้วยว่า คนร้ายอาจใช้เรือเล็กเช่น เรือบด หรือเรือเร็วเข้าโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันอันเป็นความพยายามเลียนแบบการโจมตีของกลุ่มโจรสลัดโซมาเลียในทะเลเปิดนอกชายฝั่งแอฟริกา ขณะที่ก่อนหน้านี้ โจรสลัดในช่องแคบมะละกาเคยใช้เรือประมงลำเล็กเพื่อขึ้นไปก่อเหตุบนเรือลำใหญ่มาแล้ว
โดยในคำแนะนำสิงคโปร์ได้เรียกร้องให้เรือเดินสมุทรเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยบนเรือ และรับข้อมูลจากทางสมาคมเดินเรือเพื่อเพิ่มการรักษาความปลอดภัยแก่นักเดินเรือทุกคน
นักวิเคราะห์หลายคนมองว่าช่องแคบมะละกาที่เชื่อมต่อกับ 3 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซียนั้นเป็นเป้าหมายสำคัญของการโจมตี เนื่องจากเป็นเส้นทางสัญจรทางการค้าโลกถึงร้อยละ 30 และการขนส่งน้ำมันกว่าครึ่งหนึ่งของโลกก็ต้องผ่านช่องแคบนี้ เพราะเป็นเส้นทางยอดนิยมในการขนส่งน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียไปยังตลาดอื่นๆ ในแถบเอเชียแปซิฟิก
ช่องแคบมะละกามีความกว้างเพียงแค่ 2.7 กิโลเมตรในจุดแคบที่สุด แถมยังมีเรือสัญจรผ่านเพื่อขนส่งน้ำมันถึงวันละ 15 ล้านบาร์เรลเลยทีเดียว
ขณะที่สิงคโปร์ หนึ่งในประเทศมั่งคั่งที่สุดในเอเชีย และเป็นฐานของบริษัทข้ามชาตินับพันนับหมื่นแห่ง ก็เป็นเป้าหมายของการโจมตีของผู้ก่อการร้ายเช่นกัน
หนึ่งในแผนการสำคัญที่รัฐบาลสิงคโปร์เคยสกัดเอาไว้ได้คือ แผนการที่กลุ่มติดอาวุธมุสลิมจะก่อเหตุจี้เครื่องบินลำหนึ่งจากกรุงเทพฯ แล้วขับไปพุ่งชนสนามบินชางงีของสิงคโปร์เมื่อปี 2544 ตามหลังเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายนของสหรัฐ
นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยก่อการร้ายที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนระเบิดสถานทูตสหรัฐ และสถานที่เป้าหมายสำคัญๆ อื่นๆ บนเกาะด้วย
"หากกองทัพเรือสิงคโปร์ออกมาเปิดเผยข้อมูลนี้ ก็ควรจะถือเป็นเรื่องจริงจังอย่างยิ่ง" จอห์น แฮร์ริสสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางทะเลของศูนย์ศึกษานานาชาติเอส ราชรัตนัม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยางในสิงคโปร์ กล่าว
"แน่นอนว่าหลายฝ่ายทราบถึงความวิตกเรื่องการก่อการร้ายในช่องแคบมะละกามานานแล้ว แต่ภัยคุกคามยังคงต่ำอยู่ นั่นหมายความว่า ถือเป็นความรอบคอบของกองทัพสิงคโปร์ที่จะเผยแพร่คำเตือนออกไป เพราะกองทัพทราบดีว่าระดับภัยคุกคามอยู่ที่ระดับใดแล้ว" แฮร์ริสสันอธิบาย
ในขณะที่กองทัพเรือสิงคโปร์ไม่ได้เปิดเผยชื่อกลุ่มก่อการร้ายที่วางแผนจะโจมตี แต่แฮร์ริสสันเชื่อว่า กลุ่มเจมาห์ อิสลามิยาห์ (เจไอ) ที่มีฐานปฏิบัติการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเชื่อว่ามีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ กลุ่มอัล-ไกดา ของ โอซามา บิน ลาเดน นั้น ก็ไม่ใช่กลุ่มที่จะมองข้ามไปได้
"แน่นอนว่าเจไออาจเป็นหนึ่งในกลุ่มที่วางแผน แม้เราจะมองไม่เห็นหลักฐานชัดเจนว่าทางกลุ่มมีศักยภาพที่จะก่อการเช่นนั้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่ได้เตรียมการก่อเหตุอยู่" แฮร์ริสสันเตือน
ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเองก็จับตามองการจับกุม 14 ผู้ต้องสงสัยก่อการร้ายที่เพิ่งถูกอินโดนีเซียแจ้งข้อหาวางแผนก่อการร้าย หลังจากที่พวกเขาถูกจับกุมเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา บนเกาะสุมาตรา ซึ่งเป็นเกาะที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของช่องแคบมะละกา
แม้จะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดการวางแผนของทางกลุ่ม แต่ทางการก็พยายามสอบสวนว่ากลุ่มนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มเจไอ ที่เชื่อว่าอยู่เบื้องหลังเหตุระเบิดโรงแรมในกรุงจาการ์ตาหรือไม่
ด้านมาเลเซียและอินโดนีเซียที่ร่วมกันลาดตระเวนช่องแคบมะละกาด้วย ต่างตอบสนองต่อคำเตือนของสิงคโปร์เช่นกัน โดยเผยว่าทางการจะช่วยสิงคโปร์ปกป้องเส้นทางการเดินเรือนี้จากโจรสลัด
"อินโดนีเซียจะเพิ่มระดับการรักษาความปลอดภัยในช่องแคบมะละกา เราจะไม่เพียงแต่ส่งทหารเข้าไปเพิ่มเท่านั้น แต่จะส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าไปด้วย" ซากอม ทัมโบน โฆษกกองทัพอินโดนีเซียกล่าว "เราจะประสานงานกับมาเลเซียและสิงคโปร์ และเพิ่มการเฝ้าระวัง ตลอดจนเตรียมป้องกันความเป็นไปได้ที่จะเกิดการโจมตี และแบ่งปันข้อมูลทุกอย่างกับทั้งสองประเทศ"
อ้าน อิซา มูนีร์ ผู้บัญชาการตำรวจน้ำของมาเลเซีย กล่าวว่า ทางการก็ได้รับข้อมูลเรื่องนี้ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วว่ากลุ่มมุสลิมกำลังพยายามสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นในช่องแคบมะละกา แม้ภัยคุกคามจะไม่แน่ชัด แต่ทางมาเลเซียก็จะถือเป็นเรื่องจริงจัง
"เราได้เพิ่มการลาดตระเวนในทะเล และเพิ่มการเฝ้าระวังทางอากาศ พร้อมให้คำแนะนำแก่เรือเดินสมุทรให้แล่นใกล้น่านน้ำของมาเลเซียไว้ เพราะหากพวกเขาอยู่ในน่านน้ำมาเลเซีย เราก็สามารถที่จะให้การรักษาความปลอดภัยและรับประกันความปลอดภัยได้" ผู้บัญชาการตำรวจน้ำแดนเสือเหลืองระบุ
เปิดโลกวันอาทิตย์มลฤดี จันทร์สุทธิพันธุ์



