
ตามรอยอาชญา : หักปีก..พยัคฆ์
สัปดาห์หน้าต้องจับตาดูสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิดว่าจะเป็นไปในรูปแบบใด โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลยืนยันว่าจะไม่ประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง และ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ก่อนการชุมนุมใหญ่เสื้อแดง 12-14 มีนาคมนี้
ดังนั้น มาตรการทางกฎหมายจึงถูกนำมาใช้ โดยรัฐบาลมอบหมายให้ตำรวจดำเนินการกับบรรดาแกนนำที่มีหมายจับ ทำเรื่องร้องขอต่อศาลให้เพิกถอนประกันชั่วคราว เป็นการตัดทอนกำลัง เพื่อจะได้ควบคุมสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น
เมื่อขาดหัวก็ไร้ทิศทาง เมื่อปราศจากทิศทางก็อ่อนกำลัง แต่ตำรวจจะทำได้ตามนโยบายหรือไม่เป็นสิ่งที่น่าจับตา
หน่วยงานด้านการข่าววิเคราะห์ว่า ตำรวจอาจจะไม่ต้องเหนื่อยถึงขั้นนั้น หากผู้ชุมนุมกระทำการรุนแรงจนเป็นเหตุให้รัฐบาลมีความชอบธรรมประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แล้วให้ทหารเข้ามาควบคุมสถานการณ์ แต่โอกาสสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการเผชิญหน้าแล้วลุกลามไปถึงขั้นเสียเลือดเสียเนื้อก็มีอยู่เช่นกัน
ด้วยเหตุนี้จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ตำรวจต้องเร่ง "หักปีกพยัคฆ์" พร้อมๆ กับเขียน "เสือให้วัวกลัว" ในเวลาเดียวกัน
ด้านหนึ่งก็ตามล่าตัวนายพรวัฒน์ ทองธนบูรณ์ หรือ เคทอง คนสนิทของนายทหารคนดัง ผู้ที่ป่าวประกาศถึงเรื่องระเบิดและสงครามกลางเมือง หลังคำพิพากษายึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553
เพราะคล้อยหลังไม่นานก็เกิดเหตุระเบิดธนาคารกรุงเทพพร้อมกัน 4 จุดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ?!!
ตำรวจพิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายยุยงส่งเสริมให้เกิดความกระด้างกระเดื่อง และเกิดความไม่สงบในราชอาณาจักร จึงขออนุมัติหมายจับตามความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 วรรคสอง
ถ้าติดตามตัวมาได้ก็อาจจะเชื่อมโยงไปถึงระดับแกนนำแล้วดำเนินการตามกฎหมาย แต่กรณีนี้เห็นทีจะยาก เพราะนับตั้งแต่ได้ประกันตัวในความผิด พ.ร.บ.อาวุธปืน เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เคทองก็หายไปจากสังคม จนกระทั่งมาปรากฏตัวอีกทีก็สร้างความวุ่นวายให้ตำรวจและรัฐบาลอย่างที่เห็น
ที่สำคัญอดีตทหารที่มีชื่ออยู่ในบัญชีมือปืนและผู้มีอิทธิพลระดับ 2 แม้จะยังไม่เคยมีหมายจับในคดี "ฆ่า" แต่ทว่าก็มีพฤติกรรมเสี่ยงที่จะพัฒนาเป็นมือปืนในอนาคต คงไม่ยอมเปิดปากซัดทอดใครง่ายๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนผู้นั้นเป็นทั้งนายเหนือหัวและเจ้าชีวิต



