
เผยนักลงทุนไทย-ตปท.เตรียมจับตาม็อบเสื้อแดง
ปธ.ผู้แนการค้าไทย เผย นักลงทุนไทย-ตปท. บ่น เสียดาย โอกาสศักยภาพ ไทย พร้อมจับตาดูด้วยความเป็นห่วง เผย ยุบสภา สถานการณ์ยิ่งแย่ ไม่มีใครอยากเห็น ปฏิวัติ เผย ประชาคมโลก ยอมรับ นโยบายรบ. ปีกว่าที่ผ่านมาในระดับหนึ่ง แต่อยากเห็นประคองไปจนถึง การเ
(5มี.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเกียรติ สิทธีอมร ประธานผู้แทนการค้าไทย กล่าวถึงสถานการณ์กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ประกาศชุมนุมใหญ่ในวันที่ 14 มี.ค.ว่า นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติจับตาดูด้วยความเป็นห่วง และพูดกันเป็นเสียงเดียวว่าไม่อยากเห็นประเทศไทยเป็นเช่นนี้ นักลงทุนรู้ดีว่า ความขัดแย้งมันมาจากไหน คำตัดสินของศาลฎีกาค่อนข้างจะชัดเจน สิ่งที่เขาแปลกใจคือทำไมมีคนกลุ่มหนึ่งที่ต่อสู้ทั้งๆที่หลักฐาน คำพิพากษาที่ลงรายละเอียดชัดเจน แน่นอนมีคนที่ยังรักและชื่นชอบพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ปรึกษาเศรษฐกิจรัฐบาลกัมพูชา แต่ต้องแยกกันระหว่างการทำผิดกฎหมายกับความนิยมชมชอบ จะเอามาปนกันไม่ได้ มิฉะนั้นบ้านเมืองก็ไม่มีหลักในการบริหาร นี่คือสิ่งที่ทุกคนสะท้อนใกล้เคียงกันหมดในทุกประเทศที่ตนได้เดินทางไป
“ นักธุรกิจเขาบอกเสียดายโอกาสประเทศไทย เพราะไทยมีศักยภาพเยอะมากทั้งการค้าการลงทุน เห็นได้ชัดการลงทุนแผ่วลงกว่าที่ควรจะเป็น แม้ว่ารัฐบาลจะไปบอกทุกเวทีว่าสถานการณ์การเมืองประบวนการของการเติบโตทางประชาธิปไตย เราก็ต้องพูดอย่างนั้น แต่นักลงทุนก็บอกว่าอย่างไรก็ต้องมีกระทบ ปัญหาที่เป็นอยู่มาจากนักการเมือง แต่ไม่ใช่ความขัดแย้งทางการเมือง ดูให้ดีสิ่งที่เรียกร้องเป็นผลประโยชน์ของบางคนเท่านั้น อย่างนี้คือการใช้มวลชนเป็นเครื่องมือในการเรียกร้องผลประโยชน์ในสิ่งที่ตัวเองต้องการหรือเปล่า” ประธานผู้แทนการค้าไทย กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากสถานการณ์รุนแรงเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นได้ประเมินความเสียหายไว้อย่างไร ประธานผู้แทนการค้าไทย กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับเหตุผลความเปลี่ยนแปลงนั้นคืออะไร สถานการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นคืออะไร ถ้าเป็นการเรียกร้องประชาธิปไตยปกติไม่รุนแรง คงไม่มีใครเขาว่า คำถามแรกที่ตนไปที่บาเรนห์เขาถามว่าได้ข่าวว่าไทยมีบอมบ์ ตนก็บอกใช่ แต่ก็บอกไปชัดเจนว่าไม่มีเป้าหมายที่จะทำให้คนตาย แต่เป็นลักษณะเชิงข่มขู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไปถึงแล้วเขาพูดถึง ตนก็ต้องพูดไปตรงๆและบอกไปอีกว่ารัฐบาลก็พยายามดำเนินการเต็มที่ เขาก็บอกว่าทำไมตำรวจไทยจับไม่ได้เลย และบอกว่าถ้าเป็นบ้านเขาอย่างนี้ไม่รอด เขาสะท้อนมุมที่ตนคิดว่าเรากำลังพยายามแก้ปัญหา
ผู้สื่อข่าวถามว่า การตัดสินคดียึดทรัพย์อดีตนายกฯของไทยในสายตานักลงทุนในต่างชาติมองอย่างไร นายเกียรติ กล่าวว่า คนที่มองข้างนอกเขามองเห็นชัดขึ้นว่าอดีตนายกฯได้มีการกระทำความผิดอะไรบ้าง เพราะที่ผ่านมามีเรื่องคดีที่ดินที่โดดเด่นและมีข้อกล่าวหาการทุจริตคอรัปชั่น คำวินิจฉัยของศาลครั้งนี้เป็นคำอธิบายว่าพฤติกรรมเป็นอย่างไรและผิดอะไรบ้าง ตรงนี้จะเป็นบรรทัดฐานกระบวนการยุติธรรมไทยในการพิจารณาคดี มันชัดเจนขึ้นและจะกระทบอีกหลายๆคดีที่กำลังอยู่ในชั้นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
“ สถานการณ์บ้านเมืองที่แย่ตอนนี้ มีผลกระทบต่อการเจรจาการค้า มันเป็นเรื่องยากต้องยอมรับ โดยเฉพาะเรื่องการลงทุน แต่การค้าระหว่างกันไม่มีอะไรมาก เรื่องการลงทุนคนที่เขามีโอกาสเลือกลงทุนเขาก็มีทางเลือกที่จะไปที่โน้นที่นี่ได้ ฉะนั้นอุตสาหกรรมที่เขายังไม่ได้ลงและมีทางเลือกเขาก็ต้องคิด ไม่มีใครอยากเห็นความไม่แน่นอนทางการเมือง” นายเกียรติ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ไทยสูญเสียโอกาสไปแล้วเท่าไร ประธานผู้แทนการค้าไทย กล่าวว่า โดยส่วนตัวตนประเมินว่าประเทศไทยโดยปัจจัยพื้นฐานและความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ เราควรจะโตปีหนึ่ง 6 - 8 % ได้อย่างง่ายๆ ตอนนี้อย่างเก่งสุด 4 - 5 % แล้วจะเห็นได้ชัดส่วนที่คล่องไม่ใช่เรื่องการค้าแต่เป็นเรื่องการลงทุนทั้งสิ้น ส่วนที่นายกฯตั้งไว้ร้อยละ 4.7 นั้นเป็นไปได้ เพราะตลาดเริ่มกระเตื้องขึ้นทุกภูมิภาค ส่วนสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นจะมีผลกระทบหรือไม่นั้น จะมีกลุ่มหนึ่งที่เขานั่งรอดูสถานการรือยู่ว่าจะเป็นไปอย่างไร บางกลุ่มเขาอาจจะเลือกประเทศที่บรรยากาศมีความแน่นอนมากกว่า แม้ไม่เป้นประชาธิปไตยเต็มใบก็ตาม ภาคธุรกิจเขาขอรู้ความแน่นอน ขอให้คาดเดาได้ แต่ 4.7 ที่ต้องไว้มีการประเมินในเรื่องนี้ไว้แล้ว โดยสรุดเราเสียโอกาสไปแล้วประมาณ 3 แสนล้านบาท
ผู้สื่อข่าวถามว่า เท่าที่ดูนักธุรกิจต้องการให้บ้านเมืองเราตัดสินใจอย่างไร หากจำเป็นต้องเกิดขึ้นระหว่างการยุบสภา ลาออกและการปฏิวัติ นายเกียรติ กล่าวว่า เมื่อ 6 - 7 เดือนที่แล้วบางส่วนมีแนวโน้มยุบสภาล้มกระดานเลือกตั้งใหม่ แต่ตอนนี้เขาเริ่มมองเห็นว่าหากยุบสภาและเข้ามาแล้วเดทล๊อกเหมือนเดิมแบบเดิม อย่างนี้จะแย่ลง เพราะช่วงรอยต่อกว่าจะตั้งรัฐบาลกว่ารัฐบาลจะเข้าทำงานมัน 6 เดือน ตรงนี้การบริหารงบประมาณ ความแน่นอนเชิงนโยบายจะกระทบ ดังนั้นที่เขามองตอนนี้คือรัฐบาลจะมีศักยภาพในการดูแลสถานการณ์หรือไม่ นั่นคือประเด็นหนึ่ง และนักธุรกิจต่างชาติสะท้อนว่าในแง่นโยบายที่รัฐบาลทำมาจนทุกวันนี้เขารับได้ เรื่องระหว่างประเทศเขาโอเค เราพูดภาษาเดียวกันชัดเจน
ช่วงยุคก่อนที่จะเป็นนายกฯอภิสิทธิ์ มีปัญหาเพราะเราไม่ออกต่างประเทศเลย แม้ไปเขาก็เมินๆหมื่อนกันในหลายๆเรื่อง ตรงนี้ว่ากันตรงๆ ในแง่ความมั่นใจในหลักการ วิธีการ แนวคิด นโยบายประชาคมโลกเขาเห็นบทบาทของเรา อันนี้ต่างคนต่างแสดงความยินดีถือว่าในความยากของการเมืองเรายังบริหารไปได้ดีในระดับหนึ่ง ตรงนี้เห็นชัดเจนในความยอมรับ แต่ภาคเอกชนไทยในตอนนี้เขาก็ออกมาสะท้อนโดยบอกว่าให้การเมืองเบาๆหน่อย ” นายเกียรติ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า การยุบสภา ลาออกและการปฏิวัติ ทางเลือกไหน ต่างชาติยอมรับ ประธานผู้แทนการค้าไทย กล่าวว่า วันนี้การยุบสภาเห็นได้ว่าจะยิ่งแย่ไม่แน่นอน ส่วนการปฏิวัติไม่มีใครอยากเห็น
สื่อข่าวถามว่า หากเป็นสูตรทาง 3 แพ่งที่ต้องเลือกนักลงทุนอยากให้ตัดสินในในทิศทางไหน นายเกียรติ กล่าวว่า นักลงทุนไม่อยากให้มีการเปลี่ยนแปลง แต่อยากให้มีการคาดเดาได้ ที่ผ่านมาประชาชนไม่ได้เป็นคนเลือกว่าจะต้องปฏิวัติ แต่ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์และความยอมรับเหตุผลของการดำเนินการและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น การยอมรับในปี 49 เพราะกำลังจะฟาดฟันกัน มีประเด็นเรื่องคอรัปชั่น แต่ทุกคนก็พูดกันเป็นเสียงเดียวว่าเสียดาย ช่วง 1 ปีทำได้เยอะ แต่หลายอย่างไม่ได้ทำ จึงทำให้เรามีปัญหาจนทุกวันนี้ ฉะนึ้นถ้าบอกว่าปฏิวัติไม่มีใครอยากได้ในโลกปัจจุบัน แต่ไปถึงจุดที่ต้องเปลี่ยนแปลง ถ้าถามว่ากลไกอื่นมีไหม ตนคิดว่ารัฐธรรมนูญก็เขียนไว้ไม่ได้มีทางเลือกทางเดียวมีหลายทางเลือกขึ้นอยู่กับทุกฝ่าย ขอให้ย้อนดูทุกครั้งที่มีการปฏิวัติประชาชนไม่ได้เป็นคนเลือก ไม่ใช่รัฐบาล แต่สถานการณ์มันพาไป คนที่มีอำนาจในการดำเนินการเป็นผู้เลือก แต่ภายใต้การเลือกของเขา ต้องรับผิดชอบผลการกระทำของเขาด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่า อะไรที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยพังน้อยที่สุดใน 3 ทางเลือกนี้ ประธานผู้แทนการค้าไทย กล่าวว่า ไม่ดีสักอย่าง ตอนนี้ประเมินยากขึ้นอยู่กับสถานการณ์และเหตุผล แต่ทั้ง 3 ทางเลือกมันทำให้ไม่ต่อเนื่องของการดำเนินนโยบายและการใช้งบประมาณ หากพูดด้านเศรษฐกิจทั้ง 3 ทางเลือกเขาไม่อยากเลือก ส่วนกรณีที่นายกรณ์ จาติกวนิช รมว.คลัง ออกมาสนับสนุนให้ทหารปฏิวัติถ้าเกิดความรุนแรงนั้น คงเป็นความเห็นของ รมว.คลัง
วันนี้ผมว่าทุกคนมองออกในความยากการบริหารบ้านเมือง ไม่เหมือนยุค 20 ปี 30 ปีที่แล้วใครมาก็ได้ แต่ปัจจุบันนี้ไม่ใช่ ในเวทีระหว่างประเทศหากคุณเดินเข้าไปถ้าไม่เป็นที่ยอมรับเขาก็ไม่คุยกับคุณ ฉะนั้นผมคิดว่าทางเลือกที่คนอยากเห็นคือบ้านเมืองไทยสงบ ดำเนินนโยบายต่อเนื่อง และผมคิดว่าการดำเนินนโยบายของรัฐบาลปีกว่าที่ผ่านมาในสายตาประชาคมโลกยอมรับได้ในระดับหนึ่งของแง่วิธีคิด แนวนโยบาย การเจรจา แต่สิ่งที่ดีที่สุดเขาอยากเห็นเราประคองไปจนถึงการเลือกตั้งครั้งใหม่นั่นคือดีที่สุด แต่จะเป็นไปได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้ก่อความไม่สงบ คุณบอกต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย พูดชัด แต่พอม่คนไปทำในสิ่งที่ไม่เป็นประชาธิปไตย มีความรุนแรง คุณบอกมือที่ 3 ” นายเกียรติ กล่าว



